(13 ต.ค. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แนวนโยบายการเงินการคลังและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจะมีการนำเสนอเรื่องต่าง ๆ เช่น แพลตฟอร์มการต่อสู้กับสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งประเทศไทยดำเนินการปราบปรามได้ดี จึงจะนำเรื่องนี้มานำเสนอต่อที่ประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ คณะอนุกรรมการ “Connect the Dots” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินที่กระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลตัวตน พฤติกรรมทางการเงิน และเส้นทางเงิน ครอบคลุมทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกันและหยุดเส้นทางเงินได้ทันเวลา ดังนั้น เพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทั่วถึงข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เตรียมขยายผลไปปรับใช้ในความร่วมมือระหว่างประเทศและนำเสนอ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ในการประชุม IMF–World Bank 2026 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ในระยะต่อไป เพื่อผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อหยุดยั้งและสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรายละเอียดระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระดับชาติ การยกระดับมาตรฐานการรู้จักลูกค้า (KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด (EDD) ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ การใช้หลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การเร่งติดตามและเชื่อมโยงข้อมูลของธุรกรรมทองคำ อีกทั้ง Connect the Dots หรือการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินของทุกหน่วยงานหลักไว้ด้วยกัน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ได้ตั้งแต่ต้นทาง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทย และในการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings จะเป็นการต่อยอดแนวคิดของทีมประเทศไทยสู่ระดับสากลผ่านการจัดทำ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากระดับประเทศสู่ระดับระหว่างประเทศ ช่วยยกระดับการป้องกันและสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้กล่าวในงาน “Building Resilience in a Fragmented World” ร่วมกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF นาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group และนาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยด้านการค้า แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจาก ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ไทยนำเข้าพลังงานประมาณร้อยละ 50 จากตะวันออกกลาง จึงหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา การกระจายคู่ค้า พลังงาน ตลาด และเทคโนโลยีลดความเสี่ยงจากแหล่งเดียว ขณะเดียวกันตลาดและพันธมิตรที่มากขึ้นเปิดโอกาสส่งออก ลงทุนและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมการลงทุน อีกทั้งมองว่าไทยสามารถใช้บทบาท “Trusted Connector” “ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ” หรือผู้เชื่อมตลาด ทุน เทคโนโลยี และคน ระหว่างหลายฝ่ายด้วยกติกาที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และต้องทำให้ผลประโยชน์จากการเชื่อมต่อนั้นกลับมาถึงกลุ่ม SMEs และชุมชนในประเทศ โดยมี ASEAN เป็นเครือข่ายของ Trusted Connectors เชื่อมพลังงาน อาหาร การผลิต โลจิสติกส์ การเงิน ดิจิทัล สุขภาพและทักษะ พร้อมสร้างหุ้นส่วนกับประเทศขนาดกลางนอกภูมิภาคในประเด็นที่ทำได้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ พร้อมย้ำว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ ทั้งนี้จะต้องมีการปฏิรูปที่สำคัญ 4 เรื่อง คือ 1. กระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน 2. การใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ 3. ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เน้นการปรับตัว 4. สร้างเงินออมระยะยาวและใช้โอกาสจาก Longevity Economy
อีกทั้ง ดร.เอกนิติ ได้หารือกับนาย Kazuhiko Amakawa ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและการเงินระหว่างไทยกับญี่ปุ่น through strengthening Azec save เน้นย้ำถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cities) ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของญี่ปุ่นมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานเมือง ควบคู่กับการระดมทุนจากภาคเอกชน พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินและภาคเอกชนญี่ปุ่นสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุน ลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับการสัมมนา “Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient and Inclusive Growth” ดร.เอกนิติ ได้ร่วมกับผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้กำหนดนโยบายของไทย เพื่อย้อนบทเรียนตลอด 35 ปี นับจากครั้งล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings และมองไปยังโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของประเทศไทย ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของไทยในอดีตเกิดจากการเปิดประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตโลก แต่การเติบโตในอดีตขาดเสถียรภาพและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ (second take-off) จะต้องเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทย “ตกขบวน” ไทยพร้อมปรับลดกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจเพื่อส่งเสริมภาคเอกชน โดยเปรียบเทียบภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ที่พร้อมทำประตู เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ส่วนภาครัฐจะเปรียบเสมือน “กองกลาง” ที่พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน และเปรียบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็น “กองหลัง” ที่ถือเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจไทย
#เอกนิติชูBangkokBlueprint #สกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล #ยกไทยเป็นTrustedConnector #เชื่อมเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความแบ่งขั้ว #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง