(29 ก.ย. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 จำนวน 1,545.98 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ สำหรับนำไปจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่มีสิทธิตามหลักเกณฑ์โครงการแต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ยังไม่ได้รับเงินจำนวน 120,206 ครัวเรือน และเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่มเติมอีกจำนวน 113,523 ครัวเรือน โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้เงินทุนสำรองจ่ายไปก่อน เนื่องจากเป็นแหล่งเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้ เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการมีความต่อเนื่อง รวดเร็ว และสำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล
เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 อนุมัติการยกเว้นการถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 (เรื่อง การจัดทำมาตรการ/โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร) เฉพาะสินค้าข้าว เพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและภาคเกษตร ในการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตร และเปิดทางให้สามารถช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่เกษตรกรได้โดยตรง พร้อมทั้งได้อนุมัติกรอบวงเงินดำเนินโครงการฯ ไว้จำนวน 37,906.20 ล้านบาท กำหนดกลุ่มเป้าหมายเกษตรกร 4.63 ล้านครัวเรือน และประมาณพื้นที่ได้รับสิทธิ 36.77 ล้านไร่ โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิโดยตรง ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 สิงหาคม 2568) ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว จำนวน 4,509,794 ครัวเรือน
จากเป้าหมาย ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 4,630,000 ครัวเรือน คงเหลือ 120,206 ครัวเรือน (เนื่องจากจำนวนเกษตรกรและวงเงินที่ใช้จ่ายจริงสูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม ทำให้กรอบวงเงินโครงการฯ ที่กำหนดไว้ไม่เพียงพอสำหรับการโอนเงินให้แก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินตามลำดับก่อนหลังของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร) ประกอบกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วพบว่า มีเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือ ตามเงื่อนไขโครงการฯ เพิ่มเติมอีก 113,523 ครัวเรือน ทำให้มีเกษตรกรที่มีสิทธิตามโครงการฯ แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือรวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน โดยมีสาเหตุสำคัญ ดังนี้
1. เกษตรกรรายเดิมมีการปรับพฤติกรรม (Behavioral Response) ในการบริหารจัดการพื้นที่ถือครองที่ดินเพิ่มขึ้นให้ครบจำนวน 10 ไร่ตามข้อกำหนดโครงการฯ ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม
2. เกษตรกรรายใหม่ เกิดจากการแบ่งสัดส่วนกระจายการถือครองที่ดินไปยังลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัว และทำให้เกิดการแยกทะเบียนบ้านใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่กำหนดให้ 1 ทะเบียนบ้าน สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้เพียง 1 ครัวเรือน เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือตามที่โครงการฯ กำหนด
คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบการขยายกรอบวงเงินโครงการฯ โดยขอเพิ่มวงเงิน จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เพิ่มเป็น 39,753.16 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846.96 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยขอใช้เงินจาก ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ ซึ่งกระทรวงการคลังได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอเพิ่มเติมวงเงินโครงการฯ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยเห็นควรให้ปรับลดกรอบวงเงินขอรับการชดเชยงบประมาณจากรัฐบาลลง จากเดิม 1,846.96 ล้านบาท เป็น 1,545.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดในส่วนของวงเงินชดเชยต้นทุนเงิน จากเดิม 1,164.83 ล้านบาท เป็น 863.85 ล้านบาท โดยใช้เกณฑ์ต้นทุนเงินในรูปของ Cost of Fund บวก 1 (แทนเกณฑ์ต้นทุนของเงินทุน
ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost of Capital: WACC) บวก 1) เพื่อให้สะท้อนภาระต้นทุนทางการเงินในการดำเนินโครงการที่แท้จริงของ ธ.ก.ส. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสิทธิตามโครงการฯ ให้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 233,729 ครัวเรือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีความจำเป็นต้องขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 (เรื่อง โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69) ดังนี้
1. ปรับเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จากเดิม 4,630,000 ครัวเรือน เป็น 4,743,523 ครัวเรือน (ปรับเพิ่มขึ้น 113,523 ครัวเรือน) และปรับเพิ่มประมาณการพื้นที่ได้รับสิทธิของเกษตรกร จากเดิม 36.77 ล้านไร่ เป็น 38.56 ล้านไร่ (ปรับเพิ่มขึ้น 1.79 ล้านไร่)
2. ปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการรวม จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,452.18 ล้านบาท (ปรับเพิ่มสุทธิ 1,545.98 ล้านบาท) ประกอบด้วย วงเงินจ่ายขาดให้แก่เกษตรกร (พื้นที่ 38.56 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 1,000 บาท) จำนวน 38,564.58 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม 887.60 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น ค่าชดเชยต้นทุนเงินให้แก่ ธ.ก.ส. ในอัตรา Cost of Fund บวก 1 (วงเงิน 38,564.58 ล้านบาท x ร้อยละ 2.24 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตรา
ณ เดือนพฤษภาคม 2569) จำนวน 863.85 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการโครงการ 5 บาทต่อครัวเรือน สำหรับ 4.74 ล้านครัวเรือน จำนวน 23.75 ล้านบาท
3. ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและระยะเวลาการจ่ายเงินช่วยเหลือ จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 ขยายออกไปเป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดย ธ.ก.ส. จะสามารถเริ่มดำเนินการโอนเงินให้แก่เกษตรกรได้ทันทีหลังจากที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบ และจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569
สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์และมีสิทธิได้รับเงินตามโครงการที่ยังตกหล่นจากการจ่ายเงินในรอบที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 233,729 ครัวเรือน (ทั้งกลุ่มเดิม 120,206 ครัวเรือน และกลุ่มตรวจรับรองสิทธิเพิ่มเติม 113,523 ครัวเรือน) จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. โดยตรง ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งช่วยบรรเทาภาระหนี้สินเฉพาะหน้า ลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำนา เช่น ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาปราบศัตรูพืช และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว เสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพของครัวเรือนเกษตรกร และช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการเงินทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปได้อย่างมั่นคง
#ครมอนุมัติเพิ่ม1500ล้านบาทจ่ายช่วยเงินช่วยเหลือชาวนา #ไร่ละ1000 #ข้าวนาปี68ปี69 #ช่วยชาวนาตกหล่น #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง