ครม. อนุมัติ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม 1,000 บาท/คน เพิ่มวงเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ต.ค. - 30 พ.ย. 69 บรรเทาภาระค่าครองชีพ

             (22 ก.ย.69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงต้นทุนการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ โดยมุ่งดูแลประชาชนควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถรับมือกับความผันผวนด้านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง
            สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ระยะปัจจุบัน ประชาชนผู้ได้รับสิทธิยังคงสามารถใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยข้อมูลผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 
เวลา 23.00 น. พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้วถึง 161,555.6 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบเข้าร่วมโครงการ 1,192,528 ราย แบ่งเป็นเม็ดเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปกติ 155,335.8 ล้านบาท และผ่านระบบบริการส่งอาหาร (Food Delivery) อีก 6,219.8 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายกับร้านอาหารและเครื่องดื่มสูงที่สุดถึงร้อยละ 54 และร้านค้าธงฟ้าฯ ร้อยละ 23 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ควบคู่กับการหมุนเวียนเม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและภาคบริการเพื่อดูแลเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง
            เพื่อให้การบริหารการเงินการคลังของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากผลการใช้จ่ายเงินกู้ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 4 เดือนของโครงการเดิม (มิถุนายน – กันยายน 2569) ซึ่งมียอดรวม 100,299,737,761.76 บาท สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจึงได้ปรับลดกรอบวงเงินดำเนินโครงการลงจำนวน 19,700,262,238.24 บาท จากกรอบเดิม 120,000,000,000 บาท คงเหลือ 100,299,737,761.76 บาท พร้อมทั้งปรับแผนการติดตามการโอนเงินกรณีไม่สำเร็จของโครงการสนับสนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง จากเดิมที่กำหนดไว้ถึงเดือนตุลาคม 2570 ให้สิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2569 และส่งคืนเงินเหลือจ่ายเข้าบัญชีเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ โดยเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ Fitch Ratings ที่ชี้ว่าระดับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อ กำลังซื้อของครัวเรือน และต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคและการช่วยเหลือที่ตรงจุด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690,650,300 บาท เพื่อใช้เป็นกลไกต่อเนื่องในการแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าครองชีพ พยุงกำลังซื้อของประชาชน และประคับประคองให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถก้าวผ่านความผันผวนของวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง
            ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” เป็นการนำวงเงินกู้ที่เหลืออยู่จากการบริหารจัดการโครงการเดิมภายใต้แผนงานหรือโครงการที่ 1 ตามพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 มาจัดสรรเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด โดยจะสามารถดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานครอบคลุมทั่วประเทศรวมกันได้สูงถึงประมาณ 47 ล้านคน
            โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จะมุ่งเน้น (1) การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
            1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติมดำเนินการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง วงเงินไม่เกิน 10,162,746,300 บาท มุ่งเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด อีกคนละ 700 บาทต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 (จากเดิมได้รับ 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็นได้รับ 1,000 บาทต่อคน) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2569 จำนวนไม่เกิน 14,518,209 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ผ่านคุณสมบัติรอบแรกที่ประกาศผลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จำนวน 9,506,531 คน และผู้ขอทบทวนสิทธิที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและจะประกาศผลในวันที่ 30 กันยายน 2569 อีกจำนวนประมาณการ 5,011,678 คน โดยมีระยะเวลาใช้จ่ายในเดือนตุลาคม 2569 และหากมีกรณีโอนเงินไม่สำเร็จจะติดตามโอนเงินจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569
            2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง วงเงินไม่เกิน 32,527,904,000 บาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 32,527,904 คน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 
            1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เดิม และไม่เป็นผู้ผ่านคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จำนวนไม่เกิน 25,040,258 คน 
            2) ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิมที่ไม่ผ่านคุณสมบัติรอบปี 2569 จำนวนไม่เกิน 5,966,929 คน 
            3) กลุ่มชายขอบหรือกลุ่มตกหล่นตามฐานข้อมูล กชช. ของกรมการพัฒนาชุมชน และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตลอดจนกลุ่มที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติม ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติบัตรฯ ปี 2569 รวมกันจำนวนไม่เกิน 1,520,717 คน ผู้รับสิทธิต้องมีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐที่ผ่านมา สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” วันที่ 1–15 ตุลาคม 2569 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00–23.00 น. หรือใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery) ที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00–21.00 น. ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตราร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ โดยร้านค้ารับชำระผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และสามารถกดยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะโอนเงินส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าตามระยะเวลาที่กำหนด และหากมีกรณีโอนเงินไม่สำเร็จจะติดตามเพื่อโอนเงินจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้ายังจะได้รับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI นกกระซิบ) บนแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยวิเคราะห์ต้นทุน สินค้าคงคลัง และยอดขาย ต่อยอดทักษะธุรกิจในระยะยาว
            การดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ช่วยแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด ควบคู่การดูแลเศรษฐกิจฐานรากเพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตราคาพลังงาน โดยเร่งเติมวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นแก่กลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำวันแก่ประชาชนทั่วไปต่อเนื่อง 2 เดือน (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2569) สูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทตลอดโครงการ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทั้งนี้ยังรักษาสภาพคล่องและประคองกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย และผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง สามารถรักษาการจ้างงานและประคองธุรกิจต่อไปได้ เป็นกลไกสำคัญในการพยุงระบบเศรษฐกิจฐานรากและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ผ่านพ้นช่วงความผันผวนด้านพลังงานไปด้วยกัน
#ไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติม #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #บรรเทาภาระค่าครองชีพ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar