นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน

(4 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพด้านที่ตั้ง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน แต่โอกาสดังกล่าวมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคในปริมาณสูง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และความปลอดภัยทางไซเบอร์ จึงจำเป็นต้องกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดมาตรฐาน Green Data Center การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้รัดกุมตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และ Cloud ของประเทศไทย 

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการดึงดูดการลงทุนเพื่อให้ไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนนี้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย และการเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน และสอดรับกับทิศทางสากล เช่น กรอบความร่วมมือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และพันธกรณีของไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งรัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลการพิจารณาไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกประกาศ การแก้ไขปรับปรุงระเบียบ หรือการยกระดับสู่การร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศดำเนินไปอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า 

หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบายและวางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศ โดยประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะปรับแนวทางจากการพิจารณาอนุมัติเป็นรายหน่วยงาน ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และกรอบการพิจารณาในระดับประเทศ เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

1. เรื่องข้อมูล ปัจจุบันการขออนุญาตจัดตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องรวบรวมและจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาตประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จัดส่งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ดำเนินการจัดส่งข้อมูล ตามประเภท (1) ประกอบกิจการแล้ว (2) ก่อสร้างแล้วเสร็จ (3) อยู่ระหว่างก่อสร้าง (4) อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 รวมทั้งมอบหมายให้

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาความเหมาะสมของการกำหนดรหัสธุรกิจหมวด (TSIC) เฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

2. การจัดระเบียบกำหนดขั้นต่ำ (Minimum Requirement) เพื่อดูแลไม่ให้ประชาชนและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูเป็นรายพื้นที่ เป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแก่ผู้ประกอบการ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะนำมาตรฐานนี้มาปรับใช้กับทุกคน เพื่อเป็นมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ครอบคลุมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภททั้งที่มีวัตถุประสงค์ใช้เองภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ส่วนการกำกับดูแลกิจการจะใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท (Apply to all) โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เหมาะสมกับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละกลุ่ม 

3. การยกระดับในเชิงยุทธศาสตร์ โดยจะพิจารณาความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เช่น พลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม การมุ่งสู่ Net Zero และการพัฒนา AI รวมถึงการทำให้คนไทยและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้มากขึ้น ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย 

4. วิธีการออกแบบกลไกการพิจารณาที่มุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ขณะเดียวกันจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เช่น การสร้างรายได้และโอกาสให้คนไทย การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero โดยในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ จะออกแบบรูปแบบการพิจารณาที่เหมาะสม รวมถึงแนวทางการแข่งขันหรือการคัดเลือกข้อเสนอ เพื่อให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ 

โดยได้เห็นชอบร่างนโยบายฯ 1) บังคับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท 2) กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาดเกิน 

2 เมกะวัตต์ เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม 3) กำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรต่าง ๆ สะท้อนต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานสีเขียวในดาต้าเซ็นเตอร์ และ Green Data Center 4) จัดตั้งกลไกการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความคุ้มค่าของดาต้าเซ็นเตอร์แบบรวมศูนย์ เพื่อประโยชน์

ในการจัดสรรทรัพยากร (ไฟฟ้าและน้ำ) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม และต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 5) เร่งพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ โครงสร้าง/อัตราภาษีเงินได้

นายอนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอ 11 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ ทั้งนี้ที่ประชุมได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และกรอบแนวทางปฏิบัติทั้ง 4 มิติ ภายในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่ 

1. ด้านเศรษฐกิจ กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในส่วนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน / ด้าน demand ประเภท AI Factory / ที่ตั้ง (Zoning) ทั้งนี้ การประเมินผลลัพธ์จะต้องสามารถยืนยันว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 

2. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน น้ำ และระบบดิจิทัล)

3. ด้านพื้นที่และอาคาร จะดูเรื่องพื้นที่อาคาร-ตำแหน่งที่ตั้ง ลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะเป็นรูปแบบใดเพื่อให้มีความปลอดภัย รวมถึงการสำรองไฟ

4. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้เป็นรูปแบบการทำประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) แต่จะมีหลักเกณฑ์บางอย่างที่ขึ้นมากำกับ 

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในการประชุมครั้งแรกนี้มีเป้าหมายเพื่อการจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำ Dashboard โดยรวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น และได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ จะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้าง และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำกับดูแลใน 4 เรื่อง ในเกณฑ์ขั้นต่ำ และเกณฑ์ดำเนินการตามแนวนโยบาย ได้แก่ 

1. การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติไปตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ให้แยกประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมา เพื่อไม่ให้การใช้ไฟฟ้ากระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่น

2. กำหนดเกณฑ์ไฟสะอาด โดยกำหนดให้ต้องมีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อเดินหน้าไปสู่ Net Zero 

3. การสำรองไฟในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเป็นการใช้แบตเตอรี่ หรือการใช้น้ำมันเป็นตัวผลิตพลังงาน สำหรับการสำรองข้อมูลและสำรองไฟ ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และจะต้องปลอดภัยกับประชาชน

4. หลักเกณฑ์ในความมั่นคงต่อระบบ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ต้องมีเงื่อนไขในการเชื่อมเข้าระบบ เพื่อเวลาใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก หรือไฟขึ้น ไฟลงไม่กระทบกับเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่าย เพื่อจะไม่กระทบกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านเรือน และผู้ประกอบการ

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยดูแล 3 เรื่อง คือ ผังเมือง การบริการไฟฟ้า และน้ำ โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ

ของประชาชน และกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะชะลอการให้บริการไฟและน้ำ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากการประชุมทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนิยามและการกำกับดูแล ซึ่งจะเกิดผลดีทั้งในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ความพร้อมในการดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง และความพร้อมของน้ำและไฟ โดยปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการยื่นขอดำเนินการทั้งหมด 6 โครงการ ขนาด 9-23 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ซึ่งจากนี้จะตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องผลกระทบ ความเดือดร้อน เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้คณะกรรมการต่อไป ส่วนอีก 

3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติ จะชะลอและไปดูในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น และรอนโยบายจากทางคณะกรรมการฯ คาดว่า 1 เดือนจะทราบผล

 

#นายกเร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ #รวมข้อมูลภายใน1สัปดาห์ #วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน1เดือน #กระทรวงการคลัง #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar