(30 ส.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ภายใต้นโยบายรัฐบาล 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านภัยพิบัติ โดยกลุ่มด้านความมั่นคง มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน ด้านสังคม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน และด้านเศรษฐกิจ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน
การประชุมครั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันสะท้อนปัญหาเชิงพื้นที่ของ 5 จังหวัดภาคใต้ และกำหนดแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ผลการหารือ พบว่า ปัญหาในพื้นที่มีความเชื่อมโยงกันหลายมิติ ทั้งความมั่นคง ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ จึงจำเป็นต้องแก้ไขแบบ “ทั้งระบบ” โดยมีข้อเสนอสำคัญเพื่อผลักดันให้เกิดผลในระดับนโยบาย ได้แก่
ด้านภัยพิบัติ เน้นบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง 5 จังหวัดเห็นตรงกันว่า “น้ำ” เป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ระบบระบายน้ำไม่เพียงพอ ร่องน้ำตื้นเขิน และสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงบางพื้นที่ที่อยู่ปลายน้ำและต้องรองรับมวลน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง จึงเสนอให้ปรับระบบบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางน้ำ สำรวจจุดเสี่ยง ขุดลอกคูคลอง พัฒนาแก้มลิงและพื้นที่รับน้ำ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เสนอให้เพิ่มความพร้อมด้านเครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์กู้ภัย และบุคลากร โดยจัดทำบัญชีทรัพยากรสาธารณภัยตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เพื่อให้สามารถระดมกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยขนาดใหญ่ และซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือการยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Real Time และ Area-based หลังพบว่าข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณฝน และข้อมูลจากหลายหน่วยงานยังเชื่อมโยงกันไม่เต็มที่ จึงเสนอให้ขยายสถานีตรวจวัด พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และนำเทคโนโลยี เช่น Cell Broadcast, Dashboard, ไซเรน และหอเตือนภัย มาใช้ร่วมกัน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลางที่ระบุพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เส้นทางสัญจร และจุดอพยพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
ด้านความมั่นคง เร่งแก้ปัญหายาเสพติด ความไม่สงบ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยกำหนดโจทย์สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความมั่นคงชายแดน ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และปัญหายาเสพติด ซึ่งปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนและข้อจำกัดด้านการบำบัดฟื้นฟู จึงเสนอให้จัดตั้งศูนย์พักคอยผู้ผ่านการบำบัด หรือ Community Isolation (CI) เพื่อดูแลต่อเนื่องทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการฝึกอาชีพ ก่อนกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอให้เดินหน้าทั้งมาตรการด้านความปลอดภัยและการแก้ปัญหารากฐาน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ยกระดับการศึกษา เพิ่มโอกาสด้านอาชีพและคุณภาพชีวิต รวมถึงเปิดช่องทางให้ผู้เห็นต่างที่ต้องการยุติบทบาทและกลับคืนสู่สังคม สามารถเข้าสู่กระบวนการที่ชัดเจนและเป็นธรรม สำหรับความมั่นคงชายแดน เน้นรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง และการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย ด้วยเทคโนโลยี Biometrics ระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (LPR) CCTV และ X-ray พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พัฒนาด่านชายแดนสู่ Smart Checkpoint และเพิ่มความร่วมมือกับมาเลเซีย เพื่อยกระดับความปลอดภัยควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง
ด้านสังคม เน้นการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย Zero Dropout การยกระดับทักษะแรงงาน Upskill/Reskill การแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาล การเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการเพิ่มศูนย์บำบัดฟื้นฟูเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะด้านแรงงาน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การส่งเสริมการจับคู่แรงงานกับสถานประกอบการ (Job Matching) การพัฒนาทักษะอาชีพตลอดช่วงชีวิต ตลอดจนการส่งเสริมการจ้างงานเร่งด่วนสำหรับผู้ประสบภัย รวมถึงการสำรวจความต้องการแรงงานเป็นรายบุคคล เพื่อจับคู่งานที่เหมาะสมกับศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสด้านอาชีพและรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบ โดยส่งเสริมการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในกระบวนการนำเข้าแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านเศรษฐกิจ เสนอให้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้ ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึกสงขลาและปัตตานี สนามบินยะลา โครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการพัฒนาด่านชายแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคม การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านนอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว หรือ Soft Loan พร้อมมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ ปรับแก้ผังเมืองที่เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนและการตั้งโรงงาน ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวบนฐานพหุวัฒนธรรม และ MICE รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายประมงที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่
ทั้งนี้ ข้อเสนอจากทั้ง 5 จังหวัดจะถูกนำเสนอต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาผลักดันสู่การดำเนินงานในระดับนโยบาย โดยมุ่งให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรม ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพิ่มความปลอดภัย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับความพร้อมของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ให้สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้ลงพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณจุดพักรถริมทางหลวงหมายเลข 43 เนื่องจากเป็นเส้นทางสายหลักเชื่อมจังหวัดสงขลากับปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเทพา รับฟังสถานการณ์ความเสียหายจากอุทกภัย ความต้องการด้านสาธารณสุข ปัญหาการจราจรและการเข้าถึงโรงพยาบาล เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเส้นทางเข้าสู่โรงพยาบาลต้องทำให้รถพยาบาลเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วงเกิดภัยพิบัติ เพื่อสร้างความมั่นคงในการเดินทางให้กับประชาชนจังหวัดสงขลาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ ให้เป็นประตูการค้าอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการรองรับตู้สินค้าและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดร่องน้ำตื้นเขิน เพื่อให้เรือขนส่งสินค้า สามารถเข้า - ออกท่าเรือได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เยี่ยมชม ศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) แห่งที่ 2 สำหรับเฝ้าระวังน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา โดยศูนย์แห่งนี้มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำและคาดการณ์สภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มอุทกภัยและภัยแล้ง และส่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ที่แม่นยำให้แก่ชุมชน เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามระดับความเค็มในทะเลสาบสงขลา ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบทะเลสาบกว่า 300,000 ไร่ และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ “โลมาอิรวดี” สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ที่พบได้ในทะเลสาบสงขลาเพียงแห่งเดียวในไทย และเป็น 1 ใน 5 แหล่งน้ำจืดของโลกที่พบโลมาชนิดนี้รับพร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอของสมาคมกุ้งไทย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญปัญหาเรื่องโรคกุ้งอย่างหนัก จึงเสนอการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเพาะเลี้ยงกุ้ง และตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ที่อำเภอไชยา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยผ่านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามแผนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลสาบสงขลา พื้นที่บริเวณวัดโคกเปี้ยว หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของศาสนสถานและอาคารบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ตำบลเกาะยอ
มาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินโครงการนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงปลอดภัยพื้นที่ชายฝั่ง ป้องกันการสูญเสียพื้นที่ดินจากการกัดเซาะ ตลอดจนเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลเกาะยอให้ดียิ่งขึ้น
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาติดตามความคืบหน้าการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม 8 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมถึงสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย สำรวจข้อมูลศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และ UNSEEN THAI THAI เสน่ห์วัฒนธรรมทั่วไทย พร้อมรับฟังแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและประโยชน์แก่ประชาชนในแต่ละจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงแผนพัฒนา Museum Product ของสำนักศิลปากรในพื้นที่ เพื่อยกระดับพิพิธภัณฑ์ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอและความต้องการจากพื้นที่ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาสนับสนุนและพัฒนาให้ตอบโจทย์ประชาชนและนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังติดตามความคืบหน้าการผลักดันเมืองเก่าสงขลาให้เป็นมรดกโลก เพื่อยกระดับจังหวัดสงขลาให้เป็นหมุดหมายสำคัญทางท่องเที่ยวภาคใต้
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามการทำงานและรับฟังปัญหาผู้ประกอบการ ยกระดับศูนย์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้าจนถึงการเชื่อมโยงตลาด โจทย์ SMEs วันนี้ไม่ใช่แค่ “ผลิตให้ได้” แต่ต้อง “ผลิตให้เป็น เพิ่มมูลค่า และขายได้” จะสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเครื่องจักรสำหรับแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้คำปรึกษาด้านการผลิตและเพิ่มมูลค่า ความรู้ด้านเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ และประสานแหล่งเงินทุน ช่วยให้ SMEs และ Micro SMEs เข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป้าหมายมุ่งให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 เป็น “ฮับสร้างโอกาสทางธุรกิจของภาคใต้” เชื่อมศักยภาพท้องถิ่นกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างงาน
สร้างรายได้ ขยายโอกาสสู่การส่งออก การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ต่อยอดเป็นสินค้าและธุรกิจที่มีมูลค่าและแข่งขันได้ ผสานเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต สร้างความแตกต่างและลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา
#ระดมความคิดเห็น5จังหวัดภาคใต้ #ยกระดับเศรษฐกิจสังคมความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ #กระทรวงคมนาคม #กระทรวงการต่างประเทศ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอุตสาหกรรม #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง