ไทย-เมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน แรงงาน ความมั่นคง คุณภาพน้ำข้ามพรมแดน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

        (6 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 พร้อมทั้งหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน จากนั้นได้เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย โดยได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมย้ำว่า การที่ประธานาธิบดีเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียน และร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษา
แรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการหารือและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ผลักดันการดำเนินงานตามแถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ
        ด้านการเมืองและความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา เสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน
        ด้านเศรษฐกิจ เน้นย้ำว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา ยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกัน
        ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา พร้อมย้ำความสำคัญของแรงงานเมียนมาต่อเศรษฐกิจไทย ยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน ส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ
        ด้านสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 
โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน
        ไทยยืนยันความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การหารือในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของไทยและเมียนมาในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ โดยเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานตามแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเมียนมาต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพอันดีและผลประโยชน์ร่วมกัน
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมายังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่
        1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน
        2. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
        3. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ
        การแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–เมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล แต่เป็นความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน และการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่จะกระชับความร่วมมือไทย–เมียนมาในทุกมิติ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ยังได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand–Myanmar Business Forum 2026 ในหัวข้อ “New Chapter and Future of Enhancing the Thailand - Myanmar Business Partnership” ซึ่งจัดโดยสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ และสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา 
        นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยและเมียนมาพร้อมก้าวสู่บทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในหรือภายนอกประเทศจะเป็นเช่นไร รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการดูแลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานทำ มีรายได้ และมีความหวังในอนาคต เศรษฐกิจต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเอกชนของไทยและเมียนมาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ผ่านการลงทุน การจ้างงาน และการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน ปัจจุบันเมียนมาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ขณะที่การลงทุนของไทยในเมียนมาครอบคลุมหลากหลายสาขา ทั้งพลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต คมนาคม โลจิสติกส์ การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว จากการร่วมหารือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในหลายด้านอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
         ด้านการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนและส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างบรรยากาศการค้าชายแดนไทย–เมียนมาให้กลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้
        ด้านการลงทุน ภาคเอกชนไทยยังคงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเมียนมา และพร้อมขยายการลงทุนในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน อาทิ พลังงาน เกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ ผ่านการลดอุปสรรค ลดขั้นตอน และปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจและขยายการลงทุนได้อย่างเต็มศักยภาพ
        ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายจะสานต่อโครงการความร่วมมือที่มีอยู่ และเร่งรัดกระบวนการที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น
        ในช่วงเวลาที่โลกกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประเทศที่ได้รับโอกาสก่อน หากทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันจะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมศักยภาพของสองฟากฝั่งได้อย่างเต็มที่ โดยภาคเอกชนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศพร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ หอการค้า และผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การจัดงาน Thailand–Myanmar Business Forum 2026 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศจะร่วมกันสร้าง เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

#ไทยเมียนมาเดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ #ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน #แรงงานความมั่นคง #คุณภาพน้ำข้ามพรมแดน #ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar