(30 มี.ค. 69) สถานการณ์มลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 ยังน่ากังวลและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เว็บไซต์ติดตามคุณภาพอากาศระดับโลก IQAir รายงานอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงแบบเรียลไทม์
เวลา 07.00 น. พบว่า เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ได้แก่ เชียงใหม่ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยค่า AQI อยู่ที่ระดับ 188 ขั้นสีแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกคน
สำหรับเมืองใหญ่ที่มีค่ามลพิษสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่
1. เทศบาลนครเชียงใหม่ ประเทศไทย ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 188 (สีแดง)
2. กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 172 (สีแดง)
3. กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 167 (สีแดง)
4. กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 156 (สีแดง)
5. กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 152 (สีแดง)
ส่วนอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในประเทศ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย เวียงเหนือ ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 712 (สีน้ำตาล) แม่ฮี้ ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 625 (สีน้ำตาล) ปาย ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 288 (สีม่วง)โดยดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) แบ่งเป็น 6 ระดับ ได้แก่ สีเขียว 0-50 อยู่ในระดับดี สีเหลือง 51-100 อยู่ในระดับปานกลาง สีส้ม 101-150 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วย หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ สีแดง 151-200 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคน สีม่วง 201-300 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง และสีน้ำตาล ตั้งแต่ 301 ขึ้นไป อยู่ในระดับอันตราย
อีกทั้งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ยังมีประกาศสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) เรื่อง คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานบริเวณภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เวลา 07.00 น. มีค่าระหว่าง 41.5 - 193.8 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) ถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง)” โดยพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ดังนี้
1) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 193.8 มคก./ลบ.ม.
2) ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 174.5 มคก./ลบ.ม.
3) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 154.6 มคก./ลบ.ม.
4) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 140.6 มคก./ลบ.ม.
5) ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 123.5 มคก./ลบ.ม.
ซึ่ง ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน พื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน
อีกทั้งศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ได้ติดตามคุณภาพอากาศและค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ของประเทศภาพรวมเกินค่ามาตรฐาน ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี บึงกาฬ หนองคาย เลย นครพนม หนองบัวลำภู สกลนคร มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ชัยภูมิ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ โดยภาคเหนือ สูงสุด 198.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงสุด 88.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม และมีแนวโน้มสูงขึ้นช่วงวันที่ 30 มีนาคม - 5 เมษายน 2569 เนื่องจากการระบายอากาศต่ำ จมตัว และลมนิ่ง ทำให้ฝุ่นสะสมตัวไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้ ประกอบกับ พบจุดความร้อนจากการเผา และลมพัดพาหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย จึงขอแจ้งเตือนเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการควบคุมป้องกันไฟป่า และขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร งดการเผาในทุกพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยผู้ที่ลักลอบเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรและที่โล่ง
มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้
- การเผาในพื้นที่ตนเองหรือในพื้นที่สาธารณะทั่วไปจนเกิดเหตุรำคาญ เช่น การเผาขยะมูลฝอย เผาสิ่งต่าง ๆ กลางแจ้ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับเหตุรำคาญดังกล่าว หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มีความผิดตาม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การเผาในพื้นที่ข้างทางหรือถนน ภายในระยะห่างไม่เกิน 500 เมตรจากทางเดินรถ เป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่การจราจรในทางเดินรถ มีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น เผาไร่อ้อย เผาตอซังข้าว หรือเผาในที่โล่ง จนน่าจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและทรัพย์ของผู้อื่น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การเผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000 - 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การเผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท ในกรณีบุคคลใดเผาป่าเป็นเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 - 2,000,000 บาท
หากพบเห็นการเผาป่า เผาขยะ หรือเผาในที่โล่งแจ้ง สามารถแจ้งได้ทันทีที่สายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784 สายด่วนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุพืช 1362 ศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือตำรวจ 1599 ตลอด 24 ชม. เพื่อช่วยลดฝุ่น PM2.5 และการลักลอบเผาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
นอกจากนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เนื่องจากช่วงนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้กำชับให้ยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเร่งด่วน เน้นการทำงานเชิงรุกใน 4 ด้านหลัก ดังนี้
1. การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก ขณะนี้มีการดูแลรวมทั้งสิ้น 942,952 คน แบ่งเป็น ผู้สูงอายุ 754,440 คน เด็กเล็ก 80,920 คน ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ 72,340 คน ผู้ป่วยโรคหัวใจ 29,310 คน และหญิงตั้งครรภ์ 5,942 คน โดยจังหวัดที่มีการดำเนินงานดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง
2. การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งกระจายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่วิกฤต รวมแล้วกว่า 31,757 ชิ้น โดยจังหวัดที่มียอดแจกจ่ายสูงสุดคือ เชียงใหม่ (12,770 ชิ้น) แพร่ (11,852 ชิ้น) และ ลำปาง (3,476 ชิ้น)
3. การให้บริการห้องปลอดฝุ่น (Clean Room) เพื่อเป็นที่พักพิงและลดการสัมผัสฝุ่นให้กับประชาชน สถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ได้เปิดให้บริการ “ห้องปลอดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีผู้เข้าใช้บริการรวม 2,490 คน จังหวัดที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดคือ นครพนม (889 คน) แพร่ (687 คน) และ พะเยา (500 คน)
4. เฝ้าระวังอุบัติการณ์ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งจากฐานข้อมูลรายงานอุบัติการณ์ยังไม่พบรายงานผู้ป่วยยืนยัน หรือผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงจาก PM2.5 ที่ต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินในระบบ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีค่าฝุ่นสูงมาก ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเริ่มมีอาการเกี่ยวกับการรับสัมผัสฝุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 55% ส่วนใหญ่มีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก ไอ และระคายเคืองตา จึงขอเน้นย้ำข้อควรปฏิบัติเพื่อสุขอนามัยที่ดีในช่วงวิกฤตฝุ่นสูง ดังนี้
1. สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ เช่น N95 หรือ KN95 อย่างถูกวิธี
2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหรือการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
3. งดการเผาในที่โล่ง จุดธูป ทำกิจกรรมปิ้งย่าง และหมั่นตรวจสอบสภาพยานพาหนะเพื่อลดการปล่อยควันดำ
4. ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นเข้าสู่ตัวอาคาร หมั่นทำความสะอาดบ้าน และแนะนำให้ใช้ “ห้องปลอดฝุ่น” หากค่าฝุ่นภายนอกสูงเกินมาตรฐาน
5. ติดตามสถานการณ์ตรวจค่าคุณภาพอากาศเป็นประจำผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai AirBKK หรือ Life Dee ก่อนวางแผนออกนอกบ้าน คาดการณ์ว่าในสัปดาห์นี้ ค่าฝุ่น PM2.5 ยังมีแนวโน้มเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพอากาศปิดและมีการเผาในที่โล่งเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งหากร่างกายได้รับสัมผัสฝุ่นในปริมาณสูงหรือเป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และอาจนำไปสู่โรคมะเร็งปอดได้ในระยะยาว จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมอนามัย 1478
#เหนืออีสานฝุ่นเกินค่ามาตรฐานกระทบสุขภาพประชาชน #สวมหน้ากากป้องกัน #เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง #งดเผาในที่โล่ง #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #กระทรวงสาธารณสุข #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง