(23 ก.ย. 68) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีประกาศฉบับที่ 23/2568 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง ระดับน้ำแม่น้ำโขง และแม่น้ำเจ้าพระยา ประกาศ ณ วันที่ 22 ก.ย. 68 ระบุว่าได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ และได้ประเมินวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายไม่ทัน ในระหว่างวันที่ 25 - 30 กันยายน 2568 ดังนี้
• พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน รวม 3 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร
• พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม รวม 36 จังหวัด
- ภาคเหนือ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
- ภาคกลาง จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
- ภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร นราธิวาส ระนอง พังงา กระบี่ และตรัง
• พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก รวม
47 จังหวัด บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี ตราด สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต และกระบี่
• พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำสาย บริเวณ อ.แม่สาย จ.เชียงราย แม่น้ำยม บริเวณ อ.เมืองแพร่ สอง และ อ.วังชิ้น จ.แพร่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แม่น้ำห้วยหลวง บริเวณ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ลำน้ำยัง บริเวณ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด แม่น้ำชี บริเวณ อ.มหาชนะชัย อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร อ.ชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ แม่น้ำมูล บริเวณ อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี แม่น้ำท่าจีน บริเวณ อ.เมืองสุพรรณบุรี บางปลาม้า และสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อ.บางเลน และนครชัยศรี จ.นครปฐม แม่น้ำป่าสัก บริเวณ อ.เมืองเพชรบูรณ์ หล่มสัก และวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ อ.เสาไห้ และวังม่วง จ.สระบุรี อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา
• พื้นที่เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีปริมาณฝนตกสะสมสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มส่งผลกระทบพื้นที่จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
• พื้นที่เฝ้าระวังผลกระทบจากกรณีเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ทำให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นและล้นตลิ่ง ได้แก่ บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา แม่น้ำน้อย อ.เสนา และผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ.เมืองสิงห์บุรี อินทร์บุรี และพรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อ.ไชโย และป่าโมก จ.อ่างทอง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และเฝ้าระวังกิจกรรมการใช้น้ำและการสัญจรทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้ประสานแจ้ง 55 จังหวัด และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวัง ติดตาม และเตรียมพร้อมรับมือโดยได้กำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้สามารถเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ให้เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) ให้พร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดสถานการณ์ภัยขึ้นในพื้นที่
ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนกันยายนจึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ที่จะต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมที่สุด ที่ประชุมจึงได้ร่วมกันพิจารณาเป็นรายลุ่มน้ำ ดังนี้
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำที่อัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราการระบายดังกล่าว โดยไม่ปรับเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทยอยปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก จากวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. เหลือวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. (ขณะนี้มีน้ำกักเก็บ 10,698 ล้าน ลบ.ม. หรือ 79%) และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จากวันละ 20 ล้าน ลบ.ม. เหลือวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. (มีน้ำกักเก็บ 8,386 ล้าน ลบ.ม. หรือ 88%) แบบขั้นบันไดไม่ให้เกิดผลกระทบกับตลิ่งด้านท้ายน้ำ ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในลำดับต่อไป และคงอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีน้ำกักเก็บ 774 ล้าน ลบ.ม. (77%) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่ประชุมเห็นควรปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก 500 ลบ.ม./วินาที เป็น 650 ลบ.ม./วินาที โดยปรับเพิ่มวันละ 50 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 68 จะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 1.50-1.80 ม. ส่งผลกระทบพื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะบริเวณ อ.เสาไห้ อ.วังม่วง จ.สระบุรี อ.ท่าเรือ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงข้างต้นยกของขึ้นที่สูง ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ด้านเขื่อนพระรามหก จะปรับเพิ่มการระบายน้ำประมาณ 550 - 700 ลบ.ม.ต่อวินาที เริ่มวันที่ 26 – 28 ก.ย. 68 รองรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมทั้งรองรับการระบายน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก และปริมาณฝนที่ตกสะสมเหนือเขื่อนพระรามหก
ลุ่มน้ำชี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีน้ำกักเก็บ 1,807 ล้าน ลบ.ม. (74%) และคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้น คณะกรรมการลุ่มน้ำชีจึงมีมติให้ กฟผ. ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมไม่เกินวันละ 25 ล้าน ลบ.ม. เป็นไม่เกินวันละ 35 ล้าน ลบ.ม. โดยต้องไม่กระทบพื้นที่ท้ายน้ำ ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานในพื้นที่ลุ่มน้ำชีจะร่วมมือกันลำเลียงน้ำลงสู่ จ.อุบลราชธานี จากนั้นเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง กรมชลประทานยังคงเดินหน้าสูบน้ำและระบายน้ำต่อเนื่อง ทั้งการผลักดันน้ำจากพื้นที่ลุ่มต่ำเร่งระบายลงสู่แม่น้ำโขง หรือระบายออกสู่อ่าวไทย พร้อมกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด
(23 ก.ย. 68) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสถานการณ์อุทกภัย ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี จำนวน 62 อำเภอ 389 ตำบล 2,293 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 76,134 ครัวเรือน 247,374 คน มีผู้เสียชีวิต 4 ราย (เพชรบูรณ์ 1 ราย พิจิตร 1 ราย พระนครศรีอยุธยา 2 ราย)
จังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝนยังตกหนักอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะโซนใต้ของจังหวัด ได้แก่ อ.กัลยาณิวัฒนา แม่แจ่ม ฮอด สันป่าตอง มีปริมาณฝนเฉลี่ย 90-224 มม. อยู่ในระดับสูงมาก ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ส่วนระดับน้ำที่สะพานแม่นาจร คาดว่าจะสูงถึง 4.60 ม. ปัจจุบันน้ำท่วมเข้าพื้นที่เศรษฐกิจในตัว อ.แม่แจ่ม รวมถึงบ้านเรือนประชาชน สถานที่ราชการ และจะมีมวลน้ำระลอกใหม่ไหลลงสู่ อ.แม่แจ่ม ให้ประชาชนเร่งยกของขึ้นที่สูง และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กลุ่มเปราะบางให้เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จัดไว้ สำหรับพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อ.สันป่าตอง น้ำจากแม่น้ำขานและแม่วาง จะมารวมกันที่สบวาง ก่อนจะไหลลงแม่น้ำปิง ระดับน้ำที่ อ.สันป่าตอง เกินระดับวิกฤติ (6.08 เมตร) แจ้งเตือนประชาชนให้อพยพ และเคลื่อนย้ายของขึ้นที่สูง พร้อมสั่งให้มีการติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ อำเภอแม่แจ่ม แจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทาง ทล.1088 แม่แจ่ม-แม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากสะพานข้ามน้ำแม่แจ่ม กม.72+208 มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วม จะเป็นอันตรายต่อผู้สัญจร หากจำเป็นต้องสัญจร ให้ใช้ ทล.108 แม่สะเรียง - ฮอด จ.เชียงใหม่
จังหวัดเพชรบูรณ์ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำป่าสัก พบว่าระดับน้ำหลายจุดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ฝายศรีจันทร์ ต.ท่าอิบุญ ระดับน้ำสูงกว่าสันฝาย 1.00 เมตร ยังไม่กระทบพื้นที่ ฝายบ้านวังร่อง ต.ห้วยไร่ ระดับน้ำ 4.00 เมตร สูงกว่าระดับวิกฤติ 0.50 เมตร เริ่มกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำใน ต.สักหลง และ ต.ห้วยไร่ สะพานตาลเดี่ยว ระดับน้ำ 9.35 เมตร สูงกว่าตลิ่ง 1.05 เมตร มีน้ำซึมจากคันกั้นน้ำเล็กน้อย แต่ยังไม่กระทบเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก สะพานเทศบาลหล่มสัก ระดับน้ำเต็มตลิ่ง มีน้ำซึมออกด้านข้าง ประชาชนเริ่มเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง พื้นที่ได้รับผลกระทบแล้ว อ.หล่มเก่า ต.ตาดกลอย หมู่ 1 และ หมู่ 8 บ้านเรือนกว่า 30 หลังคาเรือนถูกน้ำท่วม ด้านเทศบาลเมืองหล่มสักเร่งซ่อมพนังกั้นน้ำบริเวณสวนดงตาล เสริมบิ๊กแบค และแนวเสาไฟเพื่อป้องกันน้ำเข้าสู่เขตเศรษฐกิจ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. เตรียมพร้อมบุคลากรและเครื่องจักรกลสาธารณภัย 24 ชม. พร้อมส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast โดยย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มอบแนวทางปฏิบัติงานแก่หน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาค โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ยกระดับศักยภาพบุคลากรและเครื่องมือให้พร้อมช่วยเหลือทันที ใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) เพื่อประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมเครือข่าย “มิสเตอร์เตือนภัย” ในท้องถิ่น ควบคู่การบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า พัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเท่าเทียม และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม รองรับภัยพิบัติรูปแบบใหม่ พร้อมขับเคลื่อนการสื่อสารยุคดิจิทัลผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และมีสติ “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก”
สำหรับประชาชนขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น และหากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ ทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” ทุกที่ ทุกเวลา
#ปภแจ้ง55จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน25ถึง30กันยายน #หน่วยงานภาครัฐระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัย #อุทกภัย #กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง