สธ. เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ระวังเสี่ยงหลายโรค แนะวิธีเล่นน้ำให้ปลอดภัย

(10 เม.ย.68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ แถลงข่าว “ดื่มไม่ขับ ง่วงไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย ใช้อุปกรณ์นิรภัยตลอดการเดินทาง” โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Emergency Operation Center : EOC) ทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่อประสานงาน/สนับสนุนการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประสานและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้ง “ชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน” ออกช่วยเหลือผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ เตรียมความพร้อมหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Services : EMS) ทีมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support : BLS) และขั้นสูง (Advanced Life Support : ALS) ในพื้นที่ห่างไกลโรงพยาบาล ตลอดจนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น และสนับสนุนการทำงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดและรายงานผลภายใน 24 - 48 ชั่วโมง ร่วมกับกรมคุมประพฤติ ประเมิน คัดกรอง บำบัดรักษาผู้ถูกคุมประพฤติฐานขับรถในขณะเมาสุราที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ติดสุราที่มีปัญหารุนแรงและเรื้อรัง ให้สามารถลด ละ เลิก การดื่มสุรา มีสุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจ

“สงกรานต์” พบจมน้ำเสียชีวิตมากกว่าปกติ 1.5 เท่า
(11 เม.ย. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเมษายนประเทศไทยอากาศร้อนถึงร้อนจัดและมีเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนจึงมักพาครอบครัวหรือรวมกลุ่มเพื่อนเล่นน้ำคลายร้อนตามแหล่งน้ำที่จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสูงกว่าช่วงปกติ จากข้อมูลกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2558 - 2567 พบว่า เดือนเมษายน มีคนจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 327 คน กลุ่มอายุ 45 - 59 ปี เสียชีวิตสูงที่สุด (84 คน) รองลงมาเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี (70 คน) โดยช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 13 - 15 เมษายน มีคนจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยวันละเกือบ 15 คน มากกว่าวันปกติถึง 1.5 เท่า เฉพาะวันที่ 13 เมษายน มีการจมน้ำเสียชีวิตสูงที่สุดเฉลี่ย 18 คน ขณะที่ข้อมูลจากระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ (Drowning Report) ของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พบว่า การจมน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์มากกว่าครึ่งเกิดจากการเล่นน้ำ (ร้อยละ 58.6) และเกิดเหตุมากสุดในแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ร้อยละ 79.3 ที่สำคัญคือ คนที่จมน้ำมีการดื่มแอลกอฮอล์ถึง ร้อยละ 12 และทั้งหมดไม่สวมเสื้อชูชีพ

ปัจจัยเสี่ยงของการจมน้ำทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ คือ ขาดความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ขาดทักษะการเอาชีวิตรอดเมื่อตกน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่สวมเสื้อชูชีพและไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงตัวขณะเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงไม่รู้วิธีช่วยเหลือและปฐมพยาบาลคนตกน้ำ/จมน้ำที่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนใช้หลัก “ชูชีพ กฎ งดดื่ม” ได้แก่ 
1. ใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งที่เล่นน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ หรือใช้อุปกรณ์ช่วยลอยน้ำ เช่น แกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า 
2. ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางน้ำ เช่น ไม่เล่นน้ำบริเวณที่มีธงแดง/คลื่นลมแรง/คลื่นทะเลดูด ปฏิบัติตามป้ายเตือนและคำแนะนำ  
3. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนหรือขณะทำกิจกรรมทางน้ำ หรือเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ ทั้งนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ขอให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กเล่นน้ำตามลำพัง

ส่วนผู้ที่พบเห็นคนตกน้ำให้ใช้หลัก “ตะโกน โยน ยื่น” คือ ตะโกนเรียกให้คนมาช่วย โยนอุปกรณ์ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำ เช่น เชือก วัสดุที่ลอยน้ำได้ และยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น ไม้ เสื้อ ให้คนตกน้ำจับเพื่อดึงขึ้นจากน้ำ หากช่วยขึ้นมาแล้วห้ามจับอุ้มพาดบ่าหรือกระแทกท้องเพื่อเอาน้ำออก แต่ให้ช่วยด้วยการเป่าปากและนวดหัวใจ และโทร.แจ้ง 1669

เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ไม่ระวัง เสี่ยงหลายโรค
สงกรานต์เป็นอีกหนึ่งเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยโรคร้ายต่าง ๆ เนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อนที่มีการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคได้ง่าย อีกทั้งความอับชื้นจากกิจกรรมเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์ เบื้องต้นมี 7 โรคร้ายที่ต้องระวัง
1. โรคไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสติดต่อกันผ่านทางน้ำลาย โดยในช่วงเทศกาลเล่นน้ำสงกรานต์อาจทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้แก้วน้ำร่วมกัน ใช้ช้อนร่วมกัน โดยให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว 
2. ตาแดง ตาอักเสบ จากน้ำที่ไม่สะอาดและสาดอย่างรุนแรง ถ้าหากเป็นการติดเชื้อที่ดวงตาจากน้ำสกปรกจะเป็นโรคตาอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดวงตาจะเป็นหนองบวมและอักเสบ ต้องไม่สาด/ฉีดน้ำใส่บริเวณใบหน้าผู้อื่นโดยตรง และใช้น้ำสะอาดเล่นสงกรานต์
3. โรคผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ (อาการของผิวไหม้จากแสงแดด) เชื้อรา ผดผื่น กลาก และเกลื้อน โดยเฉพาะบริเวณซอกต่าง ๆ ตามร่างกาย รวมถึงบริเวณข้อพับต่าง ๆ ควรเลือกเล่นน้ำในช่วงเวลาก่อน 10.00 น. หรือหลัง 15.00 น. รีบอาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหลังเลิกเล่น
4. ท้องร่วง ท้องเสีย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในอาหาร ฤดูร้อนเป็นฤดูที่เชื้อโรค เพิ่มจำนวนได้ง่าย ต้องรับประทานอาหารสดใหม่สะอาด และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทาน
5. ไข้หวัด ปอดอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งการเล่นน้ำทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ท่ามกลางอากาศที่ร้อน ให้หลีกเลี่ยงเล่นน้ำในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด หรือเล่นน้ำติดต่อกันเป็นเวลานาน
6. โรคอหิวาตกโรค แหล่งน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรคและเข้าสู่ร่างกายจากการปนเปื้อน ในน้ำดื่ม อาหาร และเผลอนำเชื้อเข้าปาก เพิ่มความระมัดระวังในเรื่องอาหารและน้ำดื่ม 
7. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก เกิดจากการตากแดดเป็นเวลานาน

 

#สธเตือนเล่นน้ำสงกรานต์ระวังเสี่ยงหลายโรคแนะวิธีเล่นน้ำให้ปลอดภัย #เล่นน้ำสงกรานต์ #กระทรวงสาธารณสุข #กรมการแพทย์ #กรมควบคุมโรค #กรมอนามัย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar