ผลงานรัฐบาลหกเดือนประชาชนปลื้ม 30 บาทรักษาทุกที่ เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ปัญหา

ผลงานรัฐบาลหกเดือนประชาชนปลื้ม 30 บาทรักษาทุกที่ เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ปัญหา

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ แถลงข่าวผลสำรวจความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาล “6 เดือน ผลงานรัฐบาลเศรษฐา นโยบายไหน ตอบโจทย์? คนรุ่นใหม่” ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยผลสำรวจดังกล่าวเป็นความคิดเห็นของประชาชนที่ดำเนินการเก็บรวบรวมจากประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป 

ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ตัวอย่างจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 6,970 ราย ระหว่างวันที่ 22 เมษายน - 15 พฤษภาคม 2567 ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

สรุปรายละเอียดสำคัญ ได้ดังนี้ 

ประชาชนติดตามข่าวสารรัฐบาลจากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด 

ช่องทางที่ประชาชนติดตามรับรู้ข่าวสารจากรัฐบาลมากที่สุดได้แก่ สื่อโทรทัศน์ ร้อยละ 69.6 รองลงมา คือ สื่อออนไลน์ (Facebook) ร้อยละ 46.2 และไม่สนใจรับรู้ ร้อยละ 16.1 ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า อายุมีผลต่อการติดตามข่าวสารรัฐบาลในช่องทางต่าง ๆ โดยประชาชนที่มีอายุมากจะติดตามข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ ขณะที่กลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะติดตามข่าวสารจากสื่อออนไลน์ 

ภาพรวมความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาล

สำหรับภาพรวมความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลพบว่า ประชาชนร้อยละ 44.3 มีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุด พึงพอใจระดับระดับปานกลางร้อยละ 39.6 และพึงพอใจระดับน้อยถึงน้อยที่สุดร้อยละ 14.1 นอกจากนี้ผลสำรวจยังระบุว่าประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคอื่น หากนำประเด็นเรื่องการศึกษามาพิจารณาพบว่าประชาชนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด ในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ที่มีการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป และผู้ที่มีรายได้น้อยมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด ในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ที่มีรายได้มาก 

นโยบาย/มาตรการและโครงการของรัฐบาลที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด 5 อันดับ

นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ร้อยละ 68.4

ตามที่รัฐบาลได้เดินหน้านโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเริ่มโครงการฯ ในระยะที่ 3 จำนวน 33 จังหวัด ใน 6 เขตสุขภาพ คือ เขตสุขภาพที่ 1, 3, 4, 8, 9 และ 12 ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท อุทัยธานี สระบุรี นนทบุรี ลพบุรี อ่างทอง นครนายก พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี อุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี ยะลา และเมื่อรวมกับทั้ง 2 ระยะแล้ว (12 จังหวัด ระยะที่ 1 ได้แก่ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส ระยะที่ 2 ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา) จะครอบคลุมถึง 45 จังหวัด ปัจจุบันโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ดำเนินการอยู่ในระยะที่ 3 และจะขยายครอบคลุมการรักษาทุกที่ใช้ได้จริงทั่วไทยภายในสิ้นปีนี้

ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลการบริการและการเบิกจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ล่าสุด (7 พ.ค. 67) มีหน่วยบริการที่ร่วมเป็นหน่วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่กับ สปสช. ใน 45 จังหวัดนำร่อง 3,633 แห่ง

สำหรับผลการดำเนินงาน 2 ระยะที่ผ่านมา จากข้อมูลในระบบเบิกจ่ายของ สปสช. พบว่า สามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ได้ โดยมีประชาชนเข้ารับบริการ 400,920 คน 

เป็นจำนวน 584,845 ครั้ง หรือ 22.9% จากจำนวนประชาชนที่รับบริการทั้งที่หน่วยบริการภาครัฐและเอกชนทั้งหมด จำนวน 1,857,111 คน เป็นจำนวน 2,553,316 ครั้ง 

ในส่วนของหน่วยบริการนวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่นั้น ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 8.84 จาก 10 คะแนน หรือคิดเป็น 95% ขณะที่ระยะเวลาเข้ารับบริการ ทั้งการเดินทางไปกลับและรับบริการจะอยู่ที่ 33 นาที/ราย

มาตรการพักหนี้เกษตรกร ร้อยละ 38.9

ดำเนินการพักหนี้เกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท โครงการเฟสแรก ได้ช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส. กว่า 1.8 ล้านราย มีผู้เข้าร่วมโครงการกว่าร้อยละ 80 พักชำระหนี้ 1 ปี โดยตอนนี้โครงการกำลังเข้าสู่เฟส 2 (คาดว่านำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ไม่เกินเดือนตุลาคมนี้)

มาตรการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ร้อยละ 33.1 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยการให้วีซ่าฟรีแก่นักท่องเที่ยวจีน/คาซัคสถาน/อินเดีย/ไต้หวัน (ไม่เกิน 30 วัน) รัสเซีย (ไม่เกิน 90 วัน) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 1 มกราคม - 9 เมษายน 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยถึง 10,168,745 คน เพิ่มขึ้น 146.21% จากปีที่ผ่านมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด 

5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,920,039 คน มาเลเซีย 1,274,528 คน รัสเซีย 670,233 คน เกาหลีใต้ 595,705 คน และอินเดีย 519,878 คน

ล่าสุด (21 พ.ค. 67) ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ เช่น

กำหนดรายชื่อประเทศ/ดินแดนที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพิ่มเป็น 93 ประเทศ จากเดิม 57 ประเทศ สามารถพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ และการทำงานระยะสั้น

เพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งประสงค์จะพำนักในประเทศไทยเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

ปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือกำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทย เพื่อดึงดูดผู้ที่มีศักยภาพและทักษะเข้าสู่ตลาดแรงงานของประเทศ

ปรับหลักเกณฑ์การรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

เปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) ให้ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทุกแห่งทั่วโลก และพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองคนต่างด้าว โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

มาตรการลดค่าไฟ ร้อยละ 32.8

ที่ผ่านมา ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือประชาชน ผ่าน 3 มาตรการด้านพลังงาน ได้แก่ ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม LPG และช่วยลดค่าไฟฟ้า โดยในส่วนของมาตรการลดค่าไฟฟ้านั้น ปัจจุบันรัฐบาลช่วยเหลืออยู่ที่ 3.99 บาท/หน่วย (ลดราคา 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท) สำหรับผู้ที่พักอาศัยอยู่บ้านและใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน และสำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปจะชำระค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.18 บาท/หน่วย ระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. – ส.ค. 67

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ ร้อยละ 29.3

มีลูกหนี้ลงทะเบียนเข้าร่วม 153,400 ราย โดยขณะนี้ (1 มิ.ย. 67) ผลการดำเนินการแล้วเสร็จ 150,015 ราย มูลหนี้ลดลง 1,202 ล้านบาท โดยยังคงเหลืออีก 3,385 ราย ที่อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ย 

ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญเจ้าหนี้และลูกหนี้มาพบปะพูดคุยกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบประสบความสำเร็จครบทั้งกระบวนการต่อไป นอกจากนี้ มีกรณีที่เจ้าหนี้ - ลูกหนี้มีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ดำเนินคดี 463 คดี 

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยย้ำว่า แม้จะครบกำหนดให้ทุกจังหวัดไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบแล้วเสร็จ แต่คนมหาดไทยไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศ 

จากผลสำรวจพบว่า ประชาชาชนร้อยละ 41.9 มีความเชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 2.7 ไม่มีความเชื่อมั่นเลย นอกจากนี้ผลสำรวจในระดับภาคยังพบว่า ประชาชนภาคใต้มีความเชื่อมั่นในระดับมากถึงมากที่สุดในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคอื่น ด้านการศึกษาประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีความเชื่อมั่นในระดับมากถึงมากที่สุด ในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ที่มีการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป หากพิจารณาในส่วนของรายได้ ผู้ที่มีรายได้น้อยมีความเชื่อมั่นในระดับมากถึงมากที่สุด ในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ที่มีรายได้มาก

เรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการ คือ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภค/บริโภค

จากสถานการณ์ที่เร่งด่วนในปัจจุบัน ประชาชนมีความต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค/บริโภค มากที่สุดถึงร้อยละ 75.3 รองลงมาคือ การลดราคาค่าไฟฟ้า ร้อยละ 46.6 การแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง ร้อยละ 29.5 การแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 26.3 และการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 16.9 ตามลำดับ 

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขอบคุณความคิดเห็นของประชาชนทุกคนที่ติดตามการทำงานของรัฐบาล โดยรัฐบาลพร้อมจะนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำมาปรับปรุงการทำงาน และขอบคุณ

ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล พร้อมจะทำงานต่อไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อให้ประชาชนมั่นใจและนำเสนอนโยบายที่ดี ตอบโจทย์ พัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

 

 

#ผลสำรวจผลงานรัฐบาล6เดือน #30บาทรักษาทุกที่ #สำนักงานสถิติแห่งชาติ 

#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar