นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นำคณะนักธุรกิจไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2567 ณ กรุงปารีส การเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ และกิจกรรมคู่ขนาน ระหว่างวันที่ 17 - 21 พฤษภาคม 2567 ณ เมืองมิลาน และกรุงโรม และการเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 22 - 24 พฤษภาคม 2567 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
การเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นการเยือนเพื่อนำคณะนักธุรกิจไทยร่วมงาน Thailand - France Business Forum ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 เป็นการจัดงานส่งเสริมการค้าระหว่างกันและสนับสนุนให้ภาคเอกชนฝรั่งเศส เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อติดตามผลความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ soft power ตลอดจนร่วมกันผลักดันประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการยกระดับความสัมพันธ์ไทย - ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตามที่ระบุไว้ในแผนการ (Roadmap) การดำเนินความสัมพันธ์ไทย - ฝรั่งเศส ค.ศ. 2022 - 2024
ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ พบหารือกับนางจอร์จา เมโลนี (H.E. Mrs. Giorgia Meloni) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิตาลี ซึ่งในปี 2567 จะครบรอบ 156 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน พร้อมขยายความร่วมมือในสาขาที่ไทยและอิตาลีมีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่
โดยนายกรัฐมนตรีจะผลักดันประเด็นสำคัญ เช่น การยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยในเขตเชงเกน และการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย - สหภาพยุโรป ให้สามารถสรุปภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025) รวมถึงประเด็นการรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอลไปทำงานในอิตาลีในอนาคต โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนาย Attilio Fontana ผู้ว่าการแคว้น ลอมบาร์เดีย ซึ่งเป็นแคว้นที่สำคัญที่สุดด้านเศรษฐกิจของอิตาลีด้วย
นอกจากนี้ การเยือนในครั้งนี้จะเป็นโอกาสพบหารือภาคเอกชนรายใหญ่ระดับโลกของอิตาลี และ นาย Carlo Capasa ประธาน the National Chamber of Italian Fashion โดยจะเชิญชวนภาคเอกชนอิตาลีให้มาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นและ Soft Power การเกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน การเงินและพันธบัตร Sustainability Linked Bonds รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์
โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อเนื่องไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ซึ่งหัวข้อหลักในปีนี้ คือ Asian Leadership in an Uncertain World พร้อมจะเสนอให้เอเชียมีความร่วมมือสำคัญ ได้แก่
1) การเชื่อมโยงด้านการค้าการลงทุนเพื่อเปิดโอกาสธุรกิจ
2) เสริมสร้างความยั่งยืนโดยเน้นเศรษฐกิจและพลังงานสีเขียว
3) การร่วมมือเพื่อเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล
4) การปรับกระบวนทัศน์ของระบบพหุพาคีใหม่ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของเอเชีย และก้าวข้ามสถานการณ์โลกที่ผันผวน ท้าทาย
นายกรัฐมนตรีเดินหน้าเจรจาต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 4 - 13 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน - ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2024 ณ นครเมลเบิร์น ออสเตรเลีย โดยเป็นการหารือทวิภาคีกับผู้นำภาครัฐ นานาประเทศทั้ง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และ สปป. ลาว ในประเด็นความร่วมมือที่เป็นประโยชน์กับไทยและหารือเอกชนรายใหญ่ของออสเตรเลีย เพื่อดึงนักลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย เช่น บริษัท Fortescue (เหมืองแร่โลหะ) บริษัท Linfox (บริการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์อัจฉริยะ) บริษัท Redflow (ผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานเทคโนโลยีสังกะสี - โบรมีน) เป็นต้น
จากนั้น เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ในเรื่อง
1. Michelin guide เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาประสบการณ์ในด้านอาหารในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยช่วงสิ้นปีนี้จะมีการจัดงานเทศกาลอาหารระดับโลกที่จังหวัดเชียงใหม่
2. บริษัท Richemont เจ้าของแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ Cartier นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือในการทำ Collaboration กับแบรนด์ของไทย เพื่อส่งเสริมศักยภาพของนักออกแบบไทย
3. พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจดนตรี YOUTUBE ตั้งเป้าปีหน้าเป็นปีแห่งมิวสิค festival โดยมีแนวทางที่จะจัดงานและเชิญนักร้องระดับ A list มาร่วมงาน festival ในไทย
4. หารือผู้บริหาร Formula E ผู้จัดการแข่งขันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยทาง Formula E สนใจจัดการแข่งขันรถแข่งแบบ EV ในไทย
และอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่นายกรัฐมนตรีไปเยือนฝรั่งเศสในครั้งที่ผ่านมา คือการต่อยอด Soft Power แนะนำภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ไปสู่สายตาชาวโลก โดยนายกฯ ตั้งใจนำผ้าขาวม้าของไทย จาก จ.กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สกลนคร อุดรธานี และนครพนม มาเป็นผ้าพันคอระหว่างปฏิบัติภารกิจอีกด้วย