ความรู้เกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์
เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นไทยได้อย่างเด่นชัด โดยใช้น้ำเป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธไมตรีช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะตรงกับวันที่ 13, 14, และ 15 เมษายนของทุกปี ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศให้เป็น วันหยุดราชการต่อเนื่องกัน เพื่อให้ประชาชนที่ทำงานในต่างท้องที่ ได้กลับไปยังถิ่นฐานของตน ไปร่วมทำบุญเยี่ยมญาติ ผู้ใหญ่บุพการี และเล่นสนุกสนานกับครอบครัว ไทยได้มีการสืบสานและวิวัฒนาการ ประเพณีสงกรานต์จนมีเอกลักษณ์อันโดดเด่น กลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่มีความพิเศษ จนแม้แต่ชาวต่างชาติ ก็ยังให้ความสนใจและรู้จักประเพณีนี้เป็นอย่างดี
เปิดตำนานสงกรานต์
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงกรานต์มาแต่สมัยโบราณว่า ท้าวกบิลพรหมซึ่งเป็นเทพชั้นพรหมแพ้พนัน ธรรมบาลกุมาร เด็กอายุ 7 ขวบ ที่เรียนจบพระคัมภีร์ไตรเพท ด้วยปัญหา 3 ข้อ คือ ในเวลาเช้า เวลาเที่ยง และเวลาค่ำ มนุษย์นั้นมีราศีอยู่ที่ใดบ้าง จึงต้องตัดเศียรตัวเองบูชาธรรมบาลกุมารตามสัญญาที่ตกลงกัน แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมนี้ร้อนแรง หากวางบนแผ่นดินจะเกิดไฟไหม้โลก ถ้าโยนขึ้นบนอากาศฝนจะแล้ง หากทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง จึงมอบหน้าที่ให้ธิดาทั้ง 7 นาง ผลัดเปลี่ยนกันอัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเช่นนี้ประจำทุกปี ธิดาทั้ง 7 นางนั้น มีชื่อต่าง ๆ กัน แต่รวมเรียกว่า นางสงกรานต์ทั้งสิ้น คือ
วันอาทิตย์ จะชื่อ “ทุงษเทวี” ตรงกับจันทร์ ชื่อ “โคราดเทวี” ตรงกับวันอังคาร ชื่อ”รากษสเทวี” ” ตรงกับวันพุธ ชื่อ”มัณฑาเทวี” ตรงกับวันพฤหัสบดีชื่อ “กิริณีเทวี” ตรงกับวันศุกร์ ชื่อ “กิมิทาเทวี” ตรงกับวันเสาร์ ชื่อ”มโหทรเทวี”
ความหมายคำว่า “สงกรานต์”
“สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า “ก้าวขึ้น” หรือ “ผ่าน” หรือ “เคลื่อนย้าย” หมายถึง การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งเข้าไปในอีกราศีหนึ่ง เช่น เคลื่อนจากราศีสิงห์ไปสู่ราศีกันย์ ซึ่งจะเป็น เหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นทุกเดือน เรียกว่า สงกรานต์เดือน ยกเว้นว่าเมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใดก็ตาม ก็จะเรียกชื่อเป็นพิเศษว่า “มหาสงกรานต์” อันหมายถึงการก้าวขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นนับเป็นครั้งสำคัญ เพราะถือว่าวันนี้ เป็นวันปีใหม่ตามคติพราหมณ์ โดยเป็นการนับทางสุริยคติ
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” หมายถึง วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอีกครั้ง
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “วันเนา” แปลว่า วันอยู่ หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอันเป็นราศี ตั้งต้นปี เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว
วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “วันเถลิงศก” เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ถือเป็นวันเริ่มปีศักราชใหม่
นอกจากจะเป็นวันมหาสงกรานต์แล้ว รัฐบาลยังกำหนดให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ” อีกด้วย เพื่อให้ลูกหลานได้เล็งเห็นความสำคัญ ส่วนวันที่ ๑๔ เมษายนของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” เป็นช่วงเวลาแห่งความรักความอบอุ่น ที่จะได้พบ กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทำกิจกรรมในครอบครัว
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนสงกรานต์ไทย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
จากความสำคัญของประเพณีสงกรานต์ที่กล่าวมา องค์การยูเนสโก จึงประกาศให้ สงกรานต์ในประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 โดยคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ที่เสนอแผนการจัดงานมหาสงกรานต์ “World Water Festival – The Songkran Phenomenon” ตลอดทั้งเดือนเมษายน 2567 ปักหมุดให้เป็นเทศกาลที่เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศสุดยอดเฟสติวัลโลก
การละเล่นครื้นเครง 4 ภาค
ในเทศกาลสงกรานต์ ผู้คนจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันเพื่อสร้างความบันเทิง และความสามัคคีในแต่ละชุมชน รวมไปถึงการละเล่นพื้นบ้าน ดนตรี การแสดง และการละเล่นรื่นเริง ซึ่งในแต่ละภูมิภาคมีการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นับเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า และสมควรสืบสานต่อยอดให้คงอยู่สืบไป
ภาคกลาง
การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของภาคกลางมักเป็นการละเล่นพื้นเมือง หรือเรียกว่า กีฬาพื้นเมือง เช่น ชักเย่อ ขี่ม้าส่งเมือง มอญซ่อนผ้า ช่วงชัย (ลูกช่วง) วิ่งเปี้ยว ลิงชิงหลัก และยังมีมหรสพต่าง ๆ เช่น การแสดงลิเก ลำตัด รำวง เป็นต้น
ภาคใต้
การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของภาคใต้ เป็นการละเล่นที่สนุกสนาน มหรสพและการละเล่นที่นิยมกันมากคือ มโนห์รา หนังตะลุง มอญซ่อนผ้า อุบลูกไก่ ชักเย่อ สะบ้า จระเข้ฟาดหาง (หรือบางแห่งเรียกว่าฟาดทิง) ยับสาก เตย ปิดตา ลักซ่อน วัวชนและเชื้อยาหงส์ โดยการละเล่นทั้งหลายเหล่านี้ร่วมเรียกว่า "เล่นว่าง"
ภาคเหนือ
การละเล่นที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันมาก คือ การเล่นรดน้ำปีใหม่ หรือดำหัว นอกจากนั้นยังมีการละเล่นมหรสพ และการละเล่นพื้นเมืองอื่น ๆ เช่น สะบ้า การแสดงศิลปะฟ้อนรำ
ภาคอีสาน
การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ภาคอีสาน มีการจับกลุ่มเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่นสะบ้า มหรสพพื้นบ้าน เช่น หมอลำ ในบริเวณลานวัด บางกลุ่มเซิ้งไปตามหมู่บ้านเพื่อเรี่ยไรปัจจัยไทยทานถวายวัด บางหมู่บ้านจะมีการเล่น เรือมตรด หรือ รำตรุษ
แนวทางปฏิบัติรับเทศกาลสงกรานต์
1. ก่อนวันสงกรานต์ มักจะเป็นการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการจะเริ่มต้นชีวิต วันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่า เรื่องการทำความสะอาด การจัดทำอาหารไปทำบุญ ฯลฯ เหมือนได้ฝึกชำระจิตใจล่วงหน้าไปในตัว
2. ช่วงวันสงกรานต์ จะได้เป็นเวลาที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจสดชื่น เบิกบาน กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ ทำบุญตักบาตร ถือเป็นการสืบทอดและทำบำรุงพุทธศาสนา ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้เป็นรู้จักการให้ การเสียสละ
3. ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ หรือการทำบุญอัฐิ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณผู้ล่วงลับ ไปแล้ว
4. การสรงน้ำพระ จะมี 2 แบบคือ การสรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสามเณร เพื่อแสดงความเคารพต่อปูชนียบุคคลที่ดำรงสืบทอดพระพุทธศาสนา และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเมื่อเริ่มศักราชใหม่
5. การปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อช่วยสร้างสมดุลยภาพ
6. การก่อเจดีย์ทราย จุดประสงค์ก็คือการให้พระภิกษุได้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างหรือใช้ถมพื้นที่ต่อไป
7. การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ แสดงความเคารพและความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะผู้มีอาวุโสน้อยพึงปฏิบัติต่อผู้มีอาวุโสมาก เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ผู้บังคับบัญชา เป็นต้น
การเล่นรื่นเริงหรือมหรสพต่างๆ เป็นการเชื่อมความสามัคคีและเพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งยังเป็นการสืบสาน มรดกวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป เช่นลิเก ลำตัด โปงลาง หมอลำ หนังตะลุง และโนรา เป็นต้น
8. การเล่นรดน้ำระหว่างญาติพี่น้อง มิตรสหาย หรือระหว่างเด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน ควรจะใช้น้ำสะอาดผสมน้ำอบ หรือน้ำหอม และเล่นสาดกันด้วยความสุภาพ มีไมตรีต่อกัน พร้อมกล่าวคำอวยพรให้ต่างมีความสุข และอย่าเล่นกันด้วยความคึกคะนอง รุนแรง จาบจ้วง หรือตั้งใจล่วงเกินผู้อื่นจนทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท
สิ่งที่ควรละเว้นในเทศกาลสงกรานต์
เพื่อให้ประเพณีสงกรานต์ยังคงความหมายสาระและคุณค่าที่ดีงาม
ไม่มุ่งประกวดความงามของเทพีสงกรานต์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นให้เด็กรุ่นใหม่ที่เข้าประกวดได้ร่วมทำกิจกรรม บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ มีจิตอาสา
ไม่ดื่มเหล้าหรือเครื่องดองของเมาในวัด หรือในที่สาธารณะ ซึ่งไม่เหมาะสมแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเมาอาละวาด หรือแซวกันจนเกิดการทะเลาะวิวาท หรือ เมาแล้วขับรถโดยประมาท ก่ออุบัติเหตุอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ไม่เล่นสาดน้ำกัน ด้วยความรุนแรง คึกคะนอง และไม่ใช้อุปกรณ์ที่อันตราย ให้ผู้อื่นเดือดร้อน รำคาญ หรือสาดน้ำเข้าไปยังรถที่กำลังวิ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และไม่ควรสอน หรือกระทำสิ่งที่ผิดประเพณีต่อชาวต่างชาติ อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และดูถูกประเพณีวัฒนธรรมของเรา
#ความรู้เกี่ยวเทศกาลสงกรานต์ #สาดสนุกปักหมุดThailand #กระทรวงวัฒนธรรม #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง