กรมควบคุมโรค เฝ้าระวังโรคติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิดA หรือ โรคไข้อีดำอีแดง หรือ "โรคแบคทีเรียกินเนื้อ" ในญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
กรมควบคุมโรค ชี้แจง “โรคแบคทีเรียกินเนื้อ” เป็นเชื้อที่มีมานานแล้ว และมีมากกว่า 200 สายพันธุ์
กรมควบคุมโรค ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า เชื้อแบคทีเรีย “สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ” นี้ เป็นเชื้อก่อโรคที่มีมานานแล้ว และมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ ก่อให้เกิดอาการแสดงของโรคได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่อาการน้อย หรือปานกลาง ได้แก่ การติดเชื้อของคอหอย ต่อมทอนซิล และระบบทางเดินหายใจ หรืออาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนัง ส่วนหนึ่งของผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง (ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย) ได้แก่ มีการอักเสบอย่างรุนแรงของผิวหนังชั้นลึก หรือเกิดภาวะช็อกที่อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ไทยเฝ้าระวัง “โรคไข้อีดำอีแดง” (โรคแบคทีเรียกินเนื้อคน) เกิดได้ในทุกช่วงวัย
สำหรับอาการแสดงของโรค อยู่ในระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยคือ “โรคไข้อีดำอีแดง หรือ Scarlet fever” ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ .โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เกิดได้ทุกช่วงอายุ แต่มักจะเป็นในเด็กวัยเรียน การติดต่อจากคนสู่คน แพร่เชื้อโดยการใกล้ชิดและหายใจรับละอองฝอยของเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ที่มีเชื้อ หรือละอองเชื้อโรคสัมผัสกับตา จมูก ปาก หรือสัมผัสผ่านมือ สิ่งของเครื่องใช้ เช่น จาน ชาม แก้วน้ำ เป็นต้น อาการที่พบคือ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ไข้ และอาจมีผื่นนูนสากๆ ตามร่างกาย ที่เกิดจากเชื้อสร้างสารพิษ
เมื่อสัมผัสแล้วจะมีลักษณะคล้ายกระดาษทราย
ส่วนในกรณีอาการรุนแรงนั้น จากระบบโครงสร้างฐานข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 - 2566 พบมี
กรณี Toxic Shock Syndrome มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล จำนวน 204 ราย เฉลี่ยปีละ 41 ราย และมีแนวโน้มลดต่ำลงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยในปี พ.ศ. 2566 พบผู้ป่วย จำนวน 29 ราย
กรณีโรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) ซึ่งอาจเกิดได้จากแบคทีเรียหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ “สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ” จากการติดตามใน พ.ศ. 2562 - 2566 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งสิ้น 106,021 ราย มีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยภาวะดังกล่าว 1,048 ราย
พบรายงานผู้ป่วยตลอดทั้งปีแต่สูงสุดในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคมของทุกปี
กลุ่มเสี่ยงของโรคจะเป็นเด็กวัยเรียน อายุ 5 - 15 ปี ที่อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น เด็กนักเรียนในโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567 พบผู้ป่วย 4,989 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต สำหรับปี พ.ศ. 2567
อาการของโรคคล้ายโควิด ไทยเฝ้าระวัง ติดตามการระบาดอย่างใกล้ชิด
จากการติดตามข้อมูลยังไม่พบว่าอุบัติการณ์การติดเชื้อนี้มีการเพิ่มขึ้น หรือรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งการติดเชื้อดังกล่าวสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ดังนั้นการไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ การได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสม จะช่วยให้ลดความรุนแรงของโรค และช่วยลดการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้างได้ แต่ในรายที่อาการเป็นมากอาจต้องทำการผ่าตัดเนื้อตายออก โดยกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีอาการรุนแรง คือ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นผู้ที่มีรอยโรคที่ผิวหนังมาก่อน
เนื่องจากการแพร่ระบาดหลักของเชื้อนี้เป็นทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจแพร่โดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่งหรือหนองจากแผล (ในกรณีมีการติดเชื้อที่ผิวหนัง) และสามารถติดเชื้อได้ทุกช่วงวัย ดังนั้นการใช้มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 จึงช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อนี้ได้เช่นกัน ฉะนั้น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อย ๆ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก หากต้องเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรต้องระมัดระวัง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้ภาชนะ เช่น แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกับผู้อื่น และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก แนะหากมีอาการ ไข้ เจ็บคอ มีผื่นสากนูน ให้รีบพบแพทย์
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคยังคงติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อ “สเตรปโตคอคคัส ชนิดเอ” ในญี่ปุ่นนี้ อย่างต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมแนะนำประชาชนหมั่นสังเกตุตนเอง หากพบอาการ มีไข้ เจ็บคอ ร่วมกับมีผื่นสากนูน หรือตุ่มหนองที่ผิวหนัง หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะถ้าหลังกลับจากต่างประเทศ ภายในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อรับการวินิจฉัย รักษา และแยกโรคอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ การเดินทางไปต่างประเทศ ยังคงต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
#สธเกาะติดโรคแบคทีเรียกินเนื้อ #กระทรวงสาธารณสุข #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง