<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/60</link>
<atom:link href="https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/60" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน “หลักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์” ฉบับธรรมนาวา “วัง” แก่พสกนิกรไทย ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/271948</link>
<guid isPermaLink="false">dc0fc95eac2549d80c6549bff9561ad7</guid>
<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 10:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในที่ชุมนุมสงฆ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่ง แห่งองค์พระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระราชฐานะพุทธมามกะและองค์อัครศาสนูปถัมภก ได้ทรงบำเพ็ญเพียรพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อทำนุบำรุง เจือจุน ให้พระพุทธศาสนา อันมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นพระศาสดา ได้ธำรงคงอยู่ให้พุทธบริษัททั้งหลายได้รับประโยชน์ โดยการศึกษา (ปริยัติ) น้อมนำพระธรรมคำสอนลงมือทำ (ปฏิบัติ) เพื่อเข้าถึง (ปฏิเวธ) ซึ่งสาระแก่นแท้ของพระศาสนา คือ ความสิ้นทุกข์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; จึงได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการพระราชทานเผยแพร่หลักธรรมอันทรงคุณค่าที่พุทธศาสนิกชน ตลอดจนประชาชนพลเมืองชาติ ทุกหมู่เหล่า ให้ได้ศึกษาหลักการวิธีปฏิบัติ อันได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติตามพระธรรม คำสอน เพื่อเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่ชื่อว่า &ldquo;พุทธะ&rdquo; คือสัจธรรมที่เป็นความรู้ อย่างผู้รู้แจ้งด้วยปัญญา ผ่านหลักสัจธรรมความเป็นจริงตามธรรมชาติ ที่พระพุทธองค์นำมาบอกสอน ที่ชื่อว่า &ldquo;ธรรมะ&rdquo; ด้วยการเป็นผู้น้อมนำประพฤติปฏิบัติจนสามารถรู้ตาม เห็นตาม ที่ชื่อว่า&rdquo;สังฆะ&rdquo; อันพุทธะ ธรรมะ สังฆะนี้เป็นสรณะที่พึงยึดเป็นพลังทางใจ พลังทางสติปัญญา อย่างแท้จริง ตามแนวทางการปฏิบัติธรรมนาวาของ พระจารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุข อันพึงจะได้รับจากพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงผ่านหลักการปฏิบัติอย่างถูกต้องตรงตามพุทธบัญญัติ แก่พุทธบริษัท และประชาชนทุกหมู่เหล่า ถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา มาตาปิตุบูชา อาจริยบูชา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทุกๆพระองค์ 🙏</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240322c4315fd21499182043bfe346f3cad428102918.jpg' type='image/jpg' length='69325' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สรุปผลการเดินทางไปราชการของคณะผู้แทนไทย  ในการเข้าร่วมและจัดนิทรรศการประเทศไทย ตามโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยและประชาสัมพันธ์เชิงรุกในเวทีต่างประเทศ MIPIM  ระหว่างวันที่ 10-15 มีนาคม 2567 ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/271185</link>
<guid isPermaLink="false">44bc3df97d49e77d18cc1c1770c89f7d</guid>
<pubDate>Wed, 20 Mar 2024 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;<strong>สรุปประเด็นที่น่าสนใจ</strong></p>

<p>&bull; เทศกาล MIPIM (March&eacute; International des Professionnels d&#39;Immobilier) เป็นเทศกาลใหญ่ที่ฝรั่งเศสจัดมาอย่างยาวนาน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 34 มีผู้เข้าร่วมงานซึ่งเป็นนักธุรกิจ กลุ่มการลงลงทุน ผู้บริหาร และจากด้านอสังหาริมทรัพย์ กว่า 20,000 คน จาก 90 ประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 -15 มีนาคม 2567 มีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่กว่า 18,700 ตารางเมตร</p>

<p>&bull; ธีมงานของ MIPIM ในครั้งนี้ มุ่งเน้นใส่ใจสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ ในการการสร้างสถานที่ที่เป็นเขียวและการมีส่วนร่วมกับค่านิยมของความหลากหลาย และความเท่าเทียม&nbsp;</p>

<p>&bull; กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย</p>

<p>- เวทีการประชุม/แสดงวิสัยทัศน์ จำนวน 5 เวทีใหญ่ ได้แก่ 1) เวที Road to Zero เน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอสังหาริมทรัพย์ 2) เวที The Leaders&#39; Perspective เน้นวิสัยทัศน์ของผู้นำ 3) เวที The Asset Class วิเคราะห์แนวโน้ม/ทิศทางการตลาดของอสังหาริมทรัพย์ 4) เวที The Geo Focus วิเคราะห์การตลาดในระดับท้องถิ่น และ 5) เวที Make It Happen เน้นการสนทนาเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาทางการตลาดที่เป็นเลิศ</p>

<p>1.&nbsp;นายกฯ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน/ตัดริ้บบิ้นร่วมกับ อดีตนายกรัฐมนตรีของฟินแลนด์ (Sanna Marin) /รัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาเมืองและการสร้างอาคารของสหพันธ์เยอรมัน / รัฐมนตรีด้านผังเมืองและที่อยู่อาศัยของฝรั่งเศส / รัฐมนตรีด้านการลงทุนของสหราชอาณาจักร /รัฐมนตรีการพัฒนาที่พักอาศัยของสหราชอาณาจักร /รัฐมนตรีประจำการพัฒนาที่พักอาศัยและการวางแผนเมืองของโอมาน</p>

<p>2.กล่าวปาฐกถาพิเศษแสดงวิสัยทัศน์และแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ย้ำศักยภาพ 3 โครงสร้างพื้นฐานของไทย &ldquo;ศูนย์กลางการบิน &ndash; Landbridge &ndash; พลังงานสีเขียว&rdquo; ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้า ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ</p>

<p>- บูธแสดงนิทรรศการการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ กว่า 340 บูธ โดยปีนี้มีประเทศที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มเป็นครั้งแรกจาก ทวีปอเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ซาอุดิอาระเบีย รวมถึงประเทศไทย&nbsp;</p>

<p>1. ในส่วนของนิทรรศการประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่เข้าร่วม ได้นำเสนอแนวคิดการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ &ldquo;เชื่อมไทยสู่โลก เชื่อมโลกสู่ไทย&rdquo; ภายใต้ธีม THAILAND UNVEILED : Harmonizing Livability for Life และศักยภาพของไทย บนพื้นที่เกือบ 59 ตารางเมตร เพื่อแสดงความพร้อมของเมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี-ระยอง พร้อมเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาค</p>

<p>2. ทั้งนี้มีผู้สนใจเข้าชมบูธประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมมีความสนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ&nbsp; Mega Project ของไทย ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนได้ /แหล่งเงินทุน&nbsp; /แนวโน้มการตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย /Supplier งานก่อสร้าง และตกแต่งภายใน/ นโยบาย Long Term VISA ที่สนับสนุนการลงทุน เป็นต้น</p>

<p>- Re-Invest การเข้าร่วมจากนักลงทุนชั้นนำของโลก ตัวแทนจากกองทุนสวัสดิการของรัฐขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมพูดคุยเรื่องแนวโน้มการลงทุน กลยุทธ์ และโอกาสในตลาดรวมทั้งรับประทานอาหารร่วมกัน เช่น สำนักงานลงทุนของอับดูอาบี ดูไบ สำนักงานลงทุนของเอมิเรตส์ เกาหลี โอมาน กาตาร์ บริษัทเทมาเสะ เป็นต้น ในส่วนของประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ Re-Invest Lunch&nbsp;</p>

<p>1. ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสในการแสดงวิสัยทัศน์ว่า ยุทธศาสตร์ในการยกระดับจุดแข็งเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทั้ง 8 ด้าน (Ignite Thailand) ให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก กรุงเทพฯ มักติดใน 10 อันดับแรกของเมืองที่น่าอยู่สำหรับชาวต่างชาติทั่วโลก โดยในส่วนของการลงทุนและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพฯ ติดอันดับหนึ่งจากทั่วโลกอยู่เสมอในดัชนีที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยกำลังพร้อมที่จะเติบโตมากกว่าร้อยละ30 ในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วยการความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและนโยบายของรัฐที่สนับสนุนภาคธุรกิจนี้มียังศักยภาพ</p>

<p>- การประกาศรางวัล มีธุรกิจเข้าร่วมการแข่งขันอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก ทั้งโครงการที่สำเร็จแล้ว และยังไม่ได้ก่อสร้างทั่วโลก เข้าร่วม มีผู้ชนะทั้งหมด 11 รางวัล จาก เบลเยียม เดนมาร์ก ออสเตรีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อิตาลี กรีซ เป็นต้น ทั้งนี้ ICON Siam ของไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 4 ศูนย์การค้าที่ดีที่สุดของโลก บนเวทีประกวด MIPIM Awards 2021 ด้วย</p>

<p><strong>ประโยชน์ที่ได้รับ&nbsp;</strong></p>

<p>&bull; เทศกาล MIPIM 2024 เป็นศูนย์รวมของกลุ่มเป้าหมายต่างประเทศในระดับคุณภาพ และนักลงทุนรายใหญ่ระดับนานาชาติจากทั่วทุกมุมโลก ที่จะเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยจะสามารถสร้างเครือข่ายต่างประเทศด้านการค้าการลงทุน และกลุ่มผู้สูงวัยที่มีกำลังทรัพย์สูง&nbsp;</p>

<p>&bull; นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ในการปาฐกถาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมการบริหารจัดการผังเมืองของประเทศไทยให้ประจักษ์แก่ผู้เข้าร่วมงาน</p>

<p>&bull; การนำเสนอนิทรรศการประเทศไทยในเรื่องส่งเสริมภาพลักษณ์ เมืองไทยน่าอยู่แสดงถึงความพร้อมข้องประเทศในมุมที่หลากหลาย&nbsp; ที่สามารถดึงดูดการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในโครงการของภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240320a6bb4156a4495673f555e3c154bfd140140700.jpg' type='image/jpg' length='184346' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันมาฆบูชา]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/262742</link>
<guid isPermaLink="false">5befdf8d53b511b11ca274b28e451f16</guid>
<pubDate>Fri, 23 Feb 2024 11:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>🙏 สวัสดีวันมาฆบูชา 💛<br />
🔉วันมาฆบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีความสำคัญเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นการทำความดี ละเว้นความชั่ว ☺️<br />
💞 ในช่วงวันมาฆบูชานี้ เชิญชวนพี่น้องประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชน ทำบุญตักบาตร รักษาอุโบสถศีล เวียนเทียน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ทางพระพุทธศาสนา เพื่อความสุขกายสบายใจของตัวท่าน 🥰</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202402236f8ee2537b0c9e76ec9103b9dd488287120002.png' type='image/png' length='2840815' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงวิสัยทัศน์ประเทศไทย “IGNITE THAILAND : จุดพลัง รวมใจ ไทยเป็นหนึ่ง”]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/262699</link>
<guid isPermaLink="false">502a642f0ed89965c06a6f2afba8c9cb</guid>
<pubDate>Fri, 23 Feb 2024 10:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><em>ความขัดแย้ง ปัญหาการเมืองที่ผ่านมาบดบังศักยภาพ บดบังแสงสว่างของประเทศไทย 6 เดือนที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ความสงบ ความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจกัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น IGNITE THAILAND 8 ด้านที่จะทำให้ไทยเป็นเบอร์ 1 ได้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมทำให้ไทยเป็นที่ 1</em></p>

<p><strong>1. ศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว (Tourism Hub)</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ไทยเป็นประเทศที่ใหญ่อันดับที่ 50 ของโลก แต่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยมากเป็นอันดับ 8 ของโลก เป็นภาคอุตสาหกรรมที่เลี้ยงประชาชนคนไทย 1 ใน 3 ของประเทศ นำรายได้ 2.3 ล้านล้านบาทเข้าประเทศ และจะโตขึ้นใน 4 ปีข้างหน้า การท่องเที่ยวคือจุดแข็งของชาติ เรามีธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม&nbsp; เรามีรอยยิ้ม ดึงดูดนักท่องเที่ยว มาตรการท่องเที่ยวจะถูกนำมาใช้เพื่อดึงศักยภาพของไทย ยกระดับเมืองรองเป็นเมืองหลัก ตลอดระยะเวลา 6 เดือน เราได้เดินทางไปหลายจังหวัด ประเทศไทยไม่ได้มีแค่เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน เรามีหนองบัวลำพู ระนอง นครศรีธรรมราช แต่ละจังหวัดมีจุดแข็งต่างกันไป ต้องการการใส่ใจ ไม่ใส่เงินอย่างเดียว&nbsp;ให้จังหวัดเหล่านี้ดึงดูดคนเข้ามาในประเทศไทย จังหวัดแรก ๆ ที่ไปมา คือ จังหวัดน่าน ได้เห็นความมีเสน่ห์&nbsp;เมื่อเปรียบเทียบกับหลวงพระบางที่ได้รับยกย่องเป็นมรดกโลก ในอดีตมีการพูดว่าทั้ง 2 จังหวัดถูกยกย่องเป็นเมืองคู่แฝด จังหวัดน่านมีสนามบิน แต่ไม่มีไฟ เดินทางกลางคืนไม่ได้ จังหวัดน่านไม่มี ตม. รับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่มาเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ เชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม จะยกจังหวัดน่าน เป็นมรดกโลกในอนาคต ถ้า 2 เมือง เป็นมรดกโลก เสน่ห์จังหวัดน่านจะถูกยกระดับ เรื่องเหล่านี้ต้องพัฒนา ดึงเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานมาเกี่ยวข้องด้วย ต้องเจรจากับกระทรวงวัฒนธรรม ในการประสานกับ UNESCO เพื่อให้ประชากรหลายแสนคนอยู่ดีกินดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;เรื่องการเฟ้นหา SOFT POWER เป็นเรื่องสำคัญ นโยบายหลักของรัฐบาล ทุกท่านที่นี้เห็นด้วย ร่วมมือกันผลักดัน เช่น มวยไทย ผลักกันได้ง่ายมาก เพราะเป็นการทับศัพท์ คำว่า &ldquo;ไทย&rdquo; อยู่ ในอังกฤษมีค่ายมวย 6,000 ค่าย อย่างน้อย ๆ 4,000 ค่าย ครูมวยไทยมีโอกาสออกไปสร้างอาชีพเอาเงินกลับมาสร้างประเทศได้ ถ้าเราสนับสนุนเรื่องนี้ กางเกงมวยไทยใส่ โดยแฟชั่นดีไซน์เนอร์ระดับโลก ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา จะเป็น souvenir ให้นักท่องเที่ยว บินเข้ามาไม่ใช่มาแค่ดูวัดพระแก้ว วัฒนธรรม ดูมวยไทย เรียนมวยไทย แถมซื้อ souvenir กลับไป ไม่ว่าจะเป็นกางเกง มงคล ที่รัดแขน เป็นเงินทั้งนั้น เป็นเงินที่คนไทยควรได้รับ และควรได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาล</p>

<p>&nbsp; &nbsp; เราต้องชวนเชิญให้ชาวโลกมาเที่ยวไทย โดยจัดงานศิลปวัฒนธรรม คอนเสิร์ตระดับโลก ผลักดันโดยรัฐบาล เมื่อ 2 วันก่อนมีดราม่าเรื่องของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ศิลปินระดับโลก มีข้อจำกัดมากมาย สิงคโปร์มี secretly signed ว่าต้องมาโชว์ที่เค้าที่เดียวในอาเซียน ทุกคนเลยบินไปหมด ไทย อินเดีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ บินไปแล้วก็ไปอยู่ไปกิน ถ้าเราสามารถเอาศิลปินระดับโลกบินมาไทยได้ คนมาไม่ได้ดูคอนเสิร์ตอย่างเดียว เราสามารถดึงดูดเค้าไปเที่ยวเมืองรองต่าง ๆ ได้ เราควรทำ และต้องทำ มีอาร์ทโชว์ ควบคู่ไปกับเรื่องนี้ เราต้องแก้ไขเรื่องภาษี ปรับปรุงระเบียบต่าง ๆ ให้เค้าเข้ามาได้ บางเรื่อง เช่น อาร์ทโชว์ที่เค้าเคยจัดกันมา ดึงดูดนักท่องเที่ยว อย่างมโหฬาร แก้ระเบียบต่าง ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่จัดคอนเสิร์ต เป็นต้น เราเป็นประเทศอินเตอร์ครับ เราต้องยอมรับ ว่าเรื่องแอลกอฮอล์เป็นเรื่องที่สำคัญว่าเค้ามาได้ดื่มแอลกอฮอล์ เค้าสนุกสนาน ได้อารมณ์ในการมีคอนเสิร์ต เวลาในการเปิดสถานที่บริการ เราจะต้องมีการแก้ไขกัน เรื่องการปรับเวลาขายแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องบริบทโลกที่เปลี่ยนไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ประเทศไทยเรามีประชากร 60 เกือบ 70 ล้านคน เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมที่สุดใน CLMV เรามีสนามบินสุวรรณภูมิ เรามีระบบโลจิสติกส์ที่พร้อมที่สุด มีการคุยกันของผู้นำของอาเซียนให้ไทยเป็นเจ้าภาพดึงดูด นักท่องเที่ยวมาไทยไม่ต้องมีวีซ่า ไปเวียดนาม ลาว กัมพูชา บรูไน มาเล รมว.การท่องที่ยวและกีฬา ได้มีการประชุม จะยกระดับว่า ให้ นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวแล้วสามารถไปเที่ยวในภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ถ้าทำได้ เราจะเป็น Destination ใหญ่ มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 200 กว่าล้านคน การยกระดับวีซ่าฟรีต่าง ๆ ที่รัฐบาลผลักดัน ท่านสามารถเดินทางไปจีนได้สบายไม่ต้องขอวีซ่า นักท่องเที่ยวก็จีนมาเที่ยวไทยได้ เป็นนโยบายหลักที่เราพยายามเปิดประตูต่อไป อินเดีย คาซักสถาน จีน เกือบ 3,000 ล้านคน เชื่อว่า เรามีนโยบายที่ดีหลายอย่าง ไทยมีความพร้อม แหล่งช้อปปิ้ง อาหาร วัฒนธรรมดึงดูดคน &ldquo;พร้อมครับ พร้อมเป็นโอมสเตย์ให้กับชาวโลก&rdquo; ไม่ใช่แค่ จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา เราพร้อมให้เค้าจับจ่ายใช้สอยต่อหัวที่มีมูลค่าสูงขึ้น จาก 3.4 วัน เป็น 7-8 วัน เหมือนเราไปสเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ไทยมีศักยภาพสูง เราจึงอย่างดึงศักยภาพนี้ขึ้นมาให้ชาวโลกได้เห็นว่าเค้าควรมาที่นี่</p>

<p><strong>2. ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ (Wellness &amp; Medical Hub)</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เรื่องที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการท่องเที่ยว (tourism) บ้าง คือเรื่องของศูนย์การดูแลรักษาสุขภาพ และพยาบาล การพยาบาลไทย สาธารณสุขไทย เป็นประเทศระดับต้น ๆ โลก มีนักท่องเที่ยวมาใช้จ่ายหลายหมื่นล้านต่อปี รพ.เอกชน มีนักท่องเที่ยว Middle east มาตลอดเวลา มาดูแลรักษาตัวเอง ข้อดีชัดเจน สถานพยาบาลระดับ world-class มีบุคลากรทางการแพทย์ที่เก่ง ชำนาญการ Service Mind ดี ราคาที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับการไปรักษาประเทศอื่น ใคร ๆ ก็อยากมา เราจะสร้างรายได้ได้ ในการดึงนักท่องเที่ยวเหล่านี้เข้ามา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลจะไม่หยุดยั้งแค่นี้ ได้มีการพูดคุยแล้ว ผ่านทาง รมว.การต่างประเทศ ในการช่วยเหลือ ใครจะคิดว่า เคนย่า ซาอุดิอาระเบีย มีตลาด Wellness ที่อยากจะเข้ามาในประเทศไทยเยอะมาก แต่ยังติดขัดเรื่องประกัน&nbsp;ยังไม่สามารถเคลมได้เนื่องจากมารักษาที่ประเทศไทย รัฐบาลชุดนี้ดูแล ผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้เค้าเข้ามาประเทศไทยแล้วรักษาประกันได้ เป็นรายละเอียดที่จะดึงศักยภาพ Health and Wellness ของประเทศไทยขึ้นมาให้สูงขึ้น รัฐบาลจะพาเอกชน และรัฐ ออกไปโรดโชว์เรื่องสุขภาพ ให้เค้าเข้ามาอยู่ ถ้าเค้าหายแล้ว ก็ขยายไปเรื่องการท่องเที่ยวถ้าทุกอย่างมันต่อยอดกันได้แบบไร้รอยต่อศักยภาพไทยก็จะถูกฉายขึ้นมาอีก&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การแพทย์แผนไทย การนวด สปา ผมไปอเมกา มีคนไทยกลุ่มนึงมาหาเราตลอดเวลา คือกลุ่มที่ทำสปา นวดแผนไทย แผนโบราณ เค้าอยากให้มีการยกระดับ เอื้อด้านวีซ่า เป็นการเอาความสวยงามความดีของไทยไปขายต่างประเทศ เค้าติดใจก็จะกลับมาประเทศไทย แล้วมาใช้จ่ายในประเทศไทยสูงขึ้น รัฐบาลต้องดูแลเรื่อง license ความปลอดภัย ครูฝึกให้ดี มีมาตรฐาน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;อีกเรื่องที่ลืมไม่ได้ คือ การเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของคนไทยทุกคน 30 บาทรักษาทุกโรค ทำมา 20 ปีแล้ว ทำให้คนไทยมีศักดิ์ศรี สามารถอยู่ได้ สุขภาพแข็งแรง รัฐบาลจะผลักดัน 30 บาท นำร่องไปแล้ว 30 บาทรักษาทุกที่ จะขยายไป 14 จังหวัด สิ้นปีจะสามารถใช้ได้ทุกจังหวัด ไม่ต้องคอยนาน ยกระดับ AI เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ท่านไม่รู้จักหมอ แต่หมอจะรู้จักท่าน จะมีประวัติรักษาการของท่านมายาวเหยียด ทำให้การรักษาแม่นยำขึ้น มีข้อมูลแน่นขึ้น สุขภาพประชาชนคนไทยทุกคนดีขึ้น ชาวต่างชาติเค้าเห็นว่า ประเทศเราดูแลเรื่องความเหลื่อมล้ำ ดูแลทุกระดับ ประชาชนคนไทยทุกคนต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสม สมศักดิ์ศรีของคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ รัฐมนตรีทุกท่านเข้าใจเรื่องนี้และร่วมกันผลักดันเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;หลาย ๆ อย่างมีปัญหา ถ้าเราดูอัตราส่วนระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ก็ยังต่ำอยู่ เราควรผลิตแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ นักกายภาพที่มากขึ้น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมมีการคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เรามีโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยการแพทย์ของทหารอยู่ อาจจะย้อนแย้งนิดหน่อย แต่ก็ต้องพูด มันไม่ใช่ ONE-SIZE-FITS-ALL ว่าต้องลดขนาดกองทัพ บางเรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพเราต้องเพิ่ม เช่น บุคลากรทางการแพทย์เราต้องเพิ่ม จากการไปเยี่ยมค่ายที่อุดรธานีพบว่ามีจำนวน 200 เตียง มีแพทย์ 19 ท่าน คิวยาวเหยียด ไม่เพียงพอ ต้องมีการเพิ่มแพทย์ ให้โรงพยาบบาลพระมงกุฎเกล้าช่วยผลิตแพทย์เยอะขึ้น เคยผลิตปีละ 100 เพิ่มเป็น 150 ผลิตเสร็จแล้วไม่ต้องไปทำงานราชการอย่างเดียว ถ้าใครจะเรียนแพทย์ที่พระมงกุฎเกล้าเรียนเสร็จแล้วก็ต้องทำงานชดใช้ 5-10 ปี ก็เขียนกฎกันมา เพื่อเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ อันนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ต้องใส่ใจ เพื่อให้การที่เราจะส่งเสริมเรื่องMedical Hub ให้เป็นจริงและไม่มีปัญหาในทุก ๆ มิติ</p>

<p><strong>3. ศูนย์กลางอาหาร (Agriculture &amp; Food Hub)&nbsp;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกษตรกรรมนำ เรามีประชากรหลายสิบล้านคนที่พึ่งอยู่ตรงนี้ (เกษตรกร) มีรายได้ต่ำ มีส่วนในการสร้าง GDP ของประเทศ แค่ 8% เรามีวัตถุดิบที่ดี เรามีอาหารที่โดดเด่น ล่าสุดก็มีขนมครก แกงมัสมั่น ส้มตำ เราไม่ได้เพียงแค่ผลิตอาหาร non material อย่างเดียว เรื่องของเรายอมรับจากทั่วโลก ไม่ว่าจะสถาบัน MICHELIN ซึ่งเราได้ Michelin star จำนวนมาก (มีร้านอาหารที่ได้รับตรามิชลินกว่า 196 ร้าน และมีร้านที่ได้รับดาวมิชลินกว่า 35 ร้าน) ซึ่งในการเดินทางไปยุโรปในเดือนนี้ จะไปคุยกับ Michelin ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับอาหาร เพื่อให้ทราบว่าร้านอาหารดี ๆ ในประเทศไทยไม่ได้มีแค่เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ หรือ สมุย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะลงไปสัปดาห์หน้า ไปดูว่าอาหารการกินเหล่านั้นมีอะไรดีบ้าง นำไปเสนอให้พิจารณารับรอง โดยนำเสนอร้านอาหารในจังหวัดเล็กด้วย ซึ่งล้อไปกับนโยบายยกระดับเมืองรอง ยกระดับการท่องเที่ยวของทุก ๆ จังหวัดเข้ามาด้วยกัน&nbsp; เป็นการสร้างความหวัง เป็นการสร้างโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะไม่พูดถึงปัญหา เราจะไม่พูดถึงความขัดแย้ง แต่เราจะพูดถึงโอกาสที่รัฐบาลนี้เอามาให้กับประชาชนที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะผ่านนโยบายเรื่องอาหาร นโยบายเรื่อง Invention Hub เหล่านี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด &ldquo;ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ขอเติมอีกคำหนึ่งคือ มีตังในกระเป๋าด้วย&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เรื่องของการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ดิน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าประเทศไทยไม่ท่วม ไม่แล้ง เราจะไปได้ไกลขนาดไหน ไม่ท่วมพืชผลดี ไม่แล้งพืชผลดี รัฐบาลไม่ต้องให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน (subsidize) มีงบประมาณไปพัฒนาต่าง ๆ การลงทุนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน พื้นที่ชลประทานจะเพิ่มเป็น 40 ล้านไร่ ฝ่ายความมั่นคงจะช่วยเหลือราษฎร ด้วยขุดลอกคูคลอง เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ราคายางปัจจุบันนี้ขึ้นมาสูงมาก กลายเป็น 70 กว่าบาทต่อกิโลกรัมแล้ว ยางในประเทศไทยมีกว่า 25 ล้านไร่ ประมาณ 5 ล้านไร่ &ldquo;ตายนึ่ง&rdquo; คือ ต้นยางที่กรีดแล้วไม่มีน้ำยางออกมา แก้ได้ด้วยการปรับดินที่เป็นกรดให้เป็นด่าง ปีเดียวก็กลับมากรีดยางได้ การเพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยการทำเกษตรแม่นยำ ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ราคายางเพิ่มขึ้น เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น รวมทั้ง ปกป้องไม่ให้สินค้าเถื่อนเข้ามาตามชายแดน ที่จะมาบิดเบือนราคาตลาดของสินค้า ควบคู่ไปกับการทำลายวัชพืช เรื่อง PM 2.5&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; วัว ถือถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน เดินทางไปที่ซาอุดิอาระเบีย บริษัทเกี่ยวกับเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง และคุยกับรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ถึงการพัฒนาศักยภาพของโรงเชือดวัวในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันใหญ่ที่สุดอยู่ที่จังหวัดชุมพร กำลังการเชือดอยู่ที่ 200 ตัว/วัน เทียบกับอเมริกาใต้ มีความสามารถในการเชือดวัว 45,000 ตัวต่อวัน โดยจะเพิ่มศักยภาพโรงเชือดที่ชุมพร ให้เชือดได้มากขึ้น&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; เราจะดึงศักยภาพภาคเกษตรกรรมไทยขึ้นมา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น&nbsp;3 เท่า ภายใน 4 ปี รูปแบบการผลิตอาหารจำนวนมาก เช่น การเลี้ยงปลานิลน้ำไหล ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;อาหารฮาลาลเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญ เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับมาเลเซีย และบรูไน แต่การที่เราจะร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศ ที่อยากมาตั้งโรงงานอาหารที่ประเทศไทย เพราะว่าเรามีความพร้อม และความมั่นคงทางอาหารมากกว่า โดยมาเลเซียและบูรไนจะเป็นจุดแข็งที่จะส่งออกอาหารฮาลาลไปได้ในต่างประเทศ รวมทั้งเปิดตลาดใหม่ในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง เป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของประชากรสูง&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โปรตีนจากพืชก็สำคัญ ถั่วเหลือง ปีหนึ่งผลิตได้ไม่กี่หมื่นตัน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่มีเป็นล้านตัน ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไขเรื่องนี้ ทั้งกระบวนการผลิต ส่วนเห็ดแครง มีโปรตีนสูง เป็นสารตั้งต้นในการทำโปรตีน/เนื้อสัตว์จากพืช ปลูกได้ระหว่างต้นยาง เสริมรายได้ให้กับชาวสวนยาง&nbsp;</p>

<p><strong>4. ศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub)&nbsp;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ภูมิภาคของประเทศไทยไม่เป็นรองใครในภูมิภาคนี้ 20 ปีที่แล้ว มีการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินที่ทันสมัยมากที่สุดในภูมิภาค โดยประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ กว่า 280 ล้านคน ที่พึ่งสุวรรณภูมิในเป็นจุดศูนย์กลางกระจายผู้โดยสารต่าง ๆ ดอนเมืองถือเป็นสนามบินแห่งที่ 2 เพื่อรองรับการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้บัญชาการทหารอากาศ จะมอบสนามกอล์ฟ สนามงู หรือกานตรัตน์ คืนให้รัฐบาล ทำให้สามารถพัฒนาสนามบินดอนเมืองให้เป็นสนามบินที่สองได้ดีขึ้น รวมทั้งสนามบินทหารทั่วประเทศ ที่จะนำมาใช้งานร่วมกับ สนามบินพาณิชย์ โดยมีการจัดตารางการบินเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลมีแผนจะพัฒนาสนามบินให้รองรับการ Transit ของสายการบิน และเตรียมปรับเปลี่ยนเส้นทาง ตารางบินให้เหมาะสม เพื่อเพิ่ม Transit Capacity ให้สูงขึ้น&nbsp; เนื่องจากประเทศไทยมีระยะทางไปยังศูนย์กลางทางเศรษฐกิจได้ทั่วโลกใกล้กว่าประเทศเพื่อนบ้าน มีสนามบิน ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง ที่พร้อมเป็น Home-base และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเรื่องรันเวย์ อาคารผู้โดยการ คลังสินค้า สร้างระบบขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพิ่มทรัพยากรบุคคล การตรวจความปลอดภัย เสริมคุณภาพการบริการทุกระดับ เพื่อเตรียมพร้อมจะเป็น Homeland ของสายการบินทั้งไทยและสายการบินนานาชาติ เพียบพร้อมไปด้วยศูนย์ดูแลรักษา ซ่อมบำรุง ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค&nbsp; จะทำให้ภาคบริการ ภาคการขนส่ง โรงแรม การท่องเที่ยว อาหาร สินค้าเกษตร เติบโตไปยังตลาดโลก</p>

<p><strong>5. ศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค (Logistic Hub)</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพระบบคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ โดยรัฐบาลมีแผนจะเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก ตั้งแต่การปรับปรุงสนามบินทั้งระบบ ขยายถนนทั้งถนนหลัก ถนนรอง ภายในปี 2593&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทางหลวง Motorway 10 เท่า จากปัจจุบัน 250 กิโลเมตร ให้เป็นเกือบ 2,500 กิโลเมตร และทางหลวงแผ่นดิน 4 เลน จาก 20,000 กิโลเมตรให้เป็น 23,000 กิโลเมตร เชื่อมต่อตั้งแต่ชายแดนภาคเหนือที่ติดกับเมียนมาร์ สปป.ลาว เชื่อมต่อไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ระบบราง จะพัฒนารถไฟรางคู่ เพิ่มระยะทางอีก 2,000 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ระบบรางระหว่างเมืองมีระยะทางรวม 5,500 กิโลเมตรภายในปี 2573 ในส่วนของระบบรถไฟฟ้าทั้งกรุงเทพฯ และภูมิภาคจะมีระยะทางเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ครอบคลุมเส้นทางเกือบ 700 กิโลเมตร&nbsp; มีรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสู่ 3 สนามบินและจะเชื่อมไปยังชายแดนหนองคายพร้อมทั้งเชื่อมต่อไปยังท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบัง สำหรับส่งสินค้าจากอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมอาหาร เปิดตัวเป็นศูนย์กลางคมนาคมของอาเซียน เชื่อมจีน ยุโรป และเป็นศูนย์กลางขนส่งผ่าน Land Bridge เชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรอันดามัน - อ่าวไทย สร้างความสมดุลสู่ความมั่งคั่งเป็นตัวกลางการค้าระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก ซึ่งการลงทุน Mega project ในครั้งนี้ จะเป็นการลงทุนใหญ่ในรอบ 20 ปี&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน เราจะต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานทั้งหมด (One Stop Service) ไม่ให้ระบบราชการ ระบบเอกสาร เป็นคอขวดของการขนส่งทั้งคน ทั้งสินค้า เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศโดยเด็ดขาด บริษัทชั้นนำระดับโลก มาตั้งฐานการลงทุนในประเทศไทย และสร้างอาชีพ สร้างโอกาส สร้างรายได้</p>

<p><strong>6. ศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub)&nbsp;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต มีเป้าหมายจะได้แผนการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ได้หารือพูดคุยกับบริษัทยานยนต์ไปมากกว่า 10 ราย และมีการตอบรับจะลงทุนในประเทศไทยแล้วมากกว่า 150,000 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เนื่องจากเศรษฐกิจของเราเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เลือกไทยเป็นบ้านหลังที่ 2 ในวันนี้ที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รถ EV ประเทศไทยเราก็มีผลตอบรับที่ดี เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมในทุก Supply Chain&nbsp; มีผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกร และ Programmer ที่มีศักยภาพ&nbsp; รัฐบาลจึงมีแผนจะส่งเสริมอุตสาหกรรมรถ EV ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การค้นคว้าวิจัย การผลิตชิ้นส่วน ยางรถยนต์ แบตเตอร์รี่ อะไหล่ การประกอบ การบำรุงรักษา ทำให้เกิดเป็น Ecosystem ที่สมบูรณ์ในประเทศ&nbsp; พร้อมทั้งจะให้การสนับสนุนค่ายรถจากญี่ปุ่น ที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจไทย ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยายนต์แห่งอนาคตได้&nbsp; นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่างเช่น เครื่องยนต์ Hydrogen เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต&nbsp;&nbsp;</p>

<p><strong>7. ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy Hub)&nbsp;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลตั้งเป้าดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Digital for all Technology Innovation AI ให้มาขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยี High Tech ทั้งการลงทุนโรงงานผลิต Semiconductor, การตั้งศูนย์ Data Center รองรับ Cloud Computing, การวิจัยและนำ AI มาใช้งานในประเทศไทย รวมถึงดึงบริษัท Deep Tech ให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกันผ่านโมเดล Sandbox&nbsp; ซึ่งรัฐบาลจะมีเงินสนับสนุนบริษัทที่ต้องการผ่านกองทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และจะทำ Matching Fund เติมทุนให้กับบริษัทที่มีศักยภาพด้วย&nbsp; และในขณะเดียวก็เตรียมปรับกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการตั้งบริษัท การทำงาน การรับ - จ่ายเงินเดือน การถือครองทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนให้บริษัทสามารถประกอบธุรกิจข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยใช้จุดแข็งทางด้านการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่อยากจะร่วมงานกับบริษัทชั้นนำในระดับโลก ไม่ต้องย้ายไปอยู่ในต่างประเทศ และจะเป็นโอกาสให้คนไทยที่อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ Start Up สามารถสร้าง Unicorn ของตนเองต่อไป</p>

<p><strong>8. ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub)</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลตั้งเป้าจะเปลี่ยนให้ไทยเป็น Financial Center of Southeast Asia ขับเคลื่อนโดยระบบการเงินที่แข็งแกร่ง ดึงสถาบันการเงินระดับโลกเข้ามาลงทุน สร้างย่านการเงิน Wall Street ของอาเซียนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และพัฒนา Infrastructure รองรับระบบการเงินแห่งอนาคตขับเคลื่อนด้วย Blockchain ที่ไร้ตัวกลาง และเตรียมปลดล็อก Digital Asset ต่าง ๆ ให้สามารถแปลงเป็นผลผลิตในโลกแห่งความเป็นจริง รวมถึงเชื่อมต่อระหว่างสินทรัพย์ในโลกปัจจุบันให้มาอยู่บนโลกดิจิทัลได้อีกด้วย&nbsp; นอกจากนี้ รัฐบาลจะเริ่มพัฒนาระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน Carbon Credit Trading ซึ่งในอนาคตจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นต้องมีหน่วยงาน กฎระเบียบ รองรับการก้าวไปสู่ยุคการเงินสมัยใหม่เช่นกัน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ระบุว่า พื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Foundation to Success) นั้น มีเป้าหมายอย่างเดียวคงไม่พอ การเป็นศูนย์กลางต่าง ๆ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกคน เป้าหมายความเจริญทางเศรษฐกิจ จะต้องมาพร้อมกับการพัฒนาทางสังคมด้วยกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของภาครัฐ (Transparency) โครงสร้างพื้นที่ฐานที่จับต้องได้ และทางสังคมจะต้องมีการปรับปรุงด้วย&nbsp; และรัฐบาลจะอัปเกรดระบบงานของรัฐทั้งหมดขึ้นระบบ Cloud เพื่อให้บริการประชาชนได้เร็วยิ่งขึ้น และจะทำระบบ Application SDK มาตรฐานของรัฐ เปิดให้ทั้งภาคประชาชน และเอกชนเข้าใช้งานได้&nbsp; Digital Wallet เองก็จะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของรัฐนี้ ซึ่งอาจจะได้เห็น Start Up ใหม่ ๆ เกิดขึ้นจากการใช้บริการจากภาครัฐ&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลจะให้ความสำคัญในเรื่องของความเท่าเทียมกัน (Equality) ทั้งเพศสภาพ การประกอบอาชีพ การรักษาพยาบาล รองรับทั้งผู้สูงวัย ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก&nbsp; วัฒนธรรมที่เปิดกว้าง (Soft Power) พร้อมต่อยอด เปลี่ยนไปตามยุคสมัยได้ โดยไม่ละเลยอัตลักษณ์และตัวตน จนสามารถสร้างรายได้ให้ตนเอง โอกาสทางการศึกษา (Education) ที่จะต้องได้รับการพัฒนา โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน เปิดช่องทางการเรียนรู้ใหม่ ๆ สร้างกลไกที่เอื้อให้เอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนา Content การทำ Play-based learning&nbsp; พร้อมทั้งผลักดันเด็กไทยอ่านภาษาอังกฤษ ต่อยอดภาษาต่างประเทศได้ด้วย ไปจนถึงประเทศ ความปลอดภัย (Safe &amp; Security) สังคมต้องปราศจากอาชญากรรม และยาเสพติดทุกรูปแบบ ประชาชนใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ พลังงานสะอาด (Green Society) ประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องเข้าถึงพลังงานสะอาดและราคาถูก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202402238eb1168c3e896648fc2674c2e51d7881103624.jpg' type='image/jpg' length='166847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ผลิดอก ออกผล” 150 วัน ผลงานรัฐบาลเศรษฐา]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/260576</link>
<guid isPermaLink="false">86400e38a6957a64b135a5cf1ee4ca28</guid>
<pubDate>Fri, 16 Feb 2024 14:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>เดินหน้าเจรจาความร่วมมือต่างประเทศ&nbsp;</strong></p>

<p><strong>&bull; เปิดภารกิจ Switzerland นายกฯ ดึง 14 เอกชนยักษ์ใหญ่ลงทุนในไทย&nbsp;&nbsp;</strong></p>

<p>(15 - 19 ม.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum 2024 (WEF2024) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นการประชุมในระดับผู้นำครั้งแรกของไทยในรอบ 12 ปี และเป็นการเดินทางเยือนภูมิภาคยุโรปครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้พบกับผู้นำจากทั่วโลก เพื่อแสดงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ&nbsp;14 ภาคธุรกิจชั้นนำระดับโลก เช่น&nbsp;</p>

<p>- หารือกับประธาน Bank of America และ CEO ของ Merrill Lynch International (สถาบันการเงิน) เพื่อหาแนวทางส่งเสริมบริษัทไทยไปลงทุนต่างประเทศ และจัด Roadshow ร่วมกัน</p>

<p>- หารือ กับ Sultan Ahmed bin Sulayem ประธานกลุ่มบริษัท และผู้บริหารของบริษัท DP World ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า การดำเนินงานท่าเรือ ซึ่งเป็น Operator ของท่าเรือแหลมฉบัง ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนจะมาลงทุนในโครงการ Landbridge พร้อมเดินทางมาหารือที่ไทย และสำรวจสถานที่จริง</p>

<p>- หารือกับผู้บริหาร HSBC (ธนาคารฮ่องกง) เพิ่มการทำงานร่วมกับไทย และจัด Roadshow ร่วมกัน</p>

<p>- หารือ ผู้บริหารสโมสร Manchester United เชิญนักแตะแมนเชสเตอร์ มาร่วมแข่งขันที่ไทยอีกครั้ง</p>

<p>- หารือ Coca Cola (บริษัทเครื่องดื่ม) เกี่ยวกับแผนขยายการลงทุนในไทย ซึ่งไทยพร้อมเป็น Regional Hub บวกกับแนวความคิด Water Resilience เพื่อสร้างความสมดุลปริมาณน้ำในธรรมชาติ&nbsp;</p>

<p>- หารือ Telenor (บริษัทโทรคมนาคม) ส่งเสริม Startup ของไทยด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ประสบความสำเร็จระดับ Unicorn</p>

<p><strong>ร่วมหารือทวิภาคีผู้นำประเทศต่าง ๆ&nbsp; ในช่วงการประชุม World Economic Forum 2024 อาทิ&nbsp;&nbsp;</strong></p>

<p>- หารือกับ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม เกี่ยวกับเรื่องเที่ยวบินตรงระหว่างกัน การยกระดับหนังสือเดินทางไทยให้ขอวีซ่า และเดินทางเข้ายุโรปได้ง่ายขึ้น รวมถึงเรื่อง FTA ไทย - อียู</p>

<p>- หารือกับ ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความตั้งใจที่จะบรรลุความตกลง FTA ให้ได้ในปีนี้ พร้อมสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดผ่านโครงการ E-bus&nbsp;</p>

<p>- หารือกับ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรื่องการเยือนไทย (7 ก.พ. 67) และประเด็นการแก้ไขปัญหา&nbsp;PM 2.5 ซึ่งได้มีการพูดคุยและตั้งคณะทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน โดยทั้งสองฝ่ายเข้าใจถึงปัญหาและยินดีร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว</p>

<p>- หารือกับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เห็นพ้องในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี และความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งในระดับประชาชนและเศรษฐกิจ&nbsp;&emsp;</p>

<p><strong>&bull; ไทย-ศรีลังกา ลงนาม ยกระดับ 3 ความร่วมมือ การค้า-การเดินอากาศ-การพัฒนาอัญมณี</strong></p>

<p>(3 ก.พ. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการคลัง เป็นสักขีพยานร่วมกับนายรานิล วิกรมสิงเห ประธานาธิบดีศรีลังกา ในการลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยง ผ่าน FTA ไทย-ศรีลังกา MOU การเดินอากาศ และการพัฒนาอัญมณี&nbsp;</p>

<p><strong>MOU 3 ฉบับ ประกอบด้วย&nbsp;</strong></p>

<p><u>1. ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ศรีลังกา</u> โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และนายกัจจกธุเค นลิน รุวันชีวะ เฟอร์นานโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ การค้า และความมั่นคงทางอาหาร เป็นผู้ลงนามฝ่ายศรีลังกา</p>

<p><u>2. ร่างความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศฉบับใหม่ระหว่างไทยและศรีลังกา</u> จัดทำขึ้นเพื่อแทนที่และยกเลิกความตกลงฯ ฉบับที่ลงนามเมื่อวันที่ 24 กพ. 2493 โดยจะลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกด้านการค้า การบริการทางอากาศระหว่างทั้งสองประเทศ สิทธิทางการบิน ความปลอดภัย ศุลกากร ฯลฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยฝ่ายไทยมี นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนาม และนายนิเลตตี นิมัล สิริปาละ เด ซิลวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่าเรือและการขนส่งทางทะเล เป็นผู้ลงนามฝ่ายศรีลังกา</p>

<p><u>3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) </u>กับ The Gem and Jewellery Research and Training Institute of Sri Lanka เพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาอัญมณีและส่งเสริมการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งไทยสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและแหล่งอัญมณี รวมทั้งการแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย โดยมีนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และ นาย บี. จี. อาร์. ดับเบิลยู. กัมลัต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและฝึกอบรมอัญมณีและเครื่องประดับแห่งศรีลังกา เป็นผู้ลงนามฝ่ายศรีลังกา</p>

<p><strong>ไทย-ศรีลังกา เน้นย้ำถึงศักยภาพระหว่างกัน</strong></p>

<p>- โดยไทยเชื่อว่าการลงนาม FTA จะช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุนให้มากขึ้น และการลงนาม MOU อีก 2 ฉบับ ทั้งด้านการบินและการพัฒนาอัญมณี จะช่วยส่งเสริมความเชื่อมโยง การท่องเที่ยว และการขนส่งในอนาคต&nbsp;</p>

<p>- ด้านการลงทุน ไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยโครงการ Landbridge ซึ่งเชื่อมโยงทะเลอันดามันกับอ่าวไทย และลดระยะเวลาการขนส่งระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยไทยและศรีลังกาสามารถร่วมมือกันในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงและโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านโครงการ Landbridge ของไทย และท่าเรือโคลัมโบของศรีลังกา</p>

<p>- ด้านการท่องเที่ยว ไทยยินดีที่การบินไทยจะกลับมาให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ระหว่างกรุงเทพฯ และโคลัมโบ (เมืองหลวงของศรีลังกา) ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังเสนอความร่วมมือไตรภาคีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางเรือสามประเทศ ระหว่างอินเดีย ศรีลังกา และไทย รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพุทธศาสนาระหว่างกัน</p>

<p>- ด้านการพัฒนา ไทยสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของศรีลังกา โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและการประมง และยินดีที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญในด้านการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน และโครงการในด้านสวัสดิภาพและถิ่นที่อยู่ของช้างระหว่างกัน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการอำนวยความสะดวกของศรีลังกาในการส่งพลายศักดิ์สุรินทร์กลับประเทศ เพื่อรับการรักษาพยาบาลเมื่อปีที่แล้ว และขอบคุณการดูแลช้างไทยอีกสองเชือก ซึ่งช้างนับเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทย-ศรีลังกา</p>

<p><strong>ปิดดีล FTA ไทย-ศรีลังกา ฉบับที่ 15 ดันส่งออกไทยบุกตลาดเอเชียใต้</strong></p>

<p>รัฐบาลไทยและศรีลังการ่วมลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย - ศรีลังกา (Thailand - Sri Lanka Free Trade Agreement) สำเร็จ ในการเยือนศรีลังกาอย่างเป็นทางการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างวันที่ 3 - 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการเปิดตลาดสินค้าที่เท่าเทียมกันกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด และมีระยะเวลาในการลด/ยกเว้นอากรในเวลา 16 ปี นับจากความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยสินค้าที่ศรีลังกาจะยกเว้นอากรให้ทันทีคิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด หรือกว่า 4,000 รายการ นอกจากนี้ ศรีลังกาจะเปิดให้ไทยถือหุ้นในสาขาบริการได้ถึงร้อยละ 100 ใน 50 สาขา และถือหุ้นในภาคการลงทุนได้ถึงร้อยละ 100&nbsp;ใน 35 สาขา โดยรัฐบาลพร้อมเดินหน้าสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย - ศรีลังกา ให้เต็มศักยภาพ&nbsp;</p>

<p><strong>เร่งเดินหน้าทำประชาพิจารณ์ ผลักดันให้มีผลภายในปี 67</strong></p>

<p>รัฐบาลเร่งเดินหน้าทำประชาพิจารณ์เพื่อรวบรวมความเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนเสนอรัฐสภาเห็นชอบ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2567 นอกจากนี้ รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย &ndash; ศรีลังกา ผ่านการจัดงาน&nbsp; Sri Lanka &ndash; Thailand Business Networking ภายใต้หัวข้อ &ldquo;สำรวจช่องทางตลาดและเปิดประตูการค้าการลงทุนสู่ศรีลังกา&rdquo; ซึ่งเป็นกิจกรรมปฐมฤกษ์&nbsp;kick off การใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย - ศรีลังกา ส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน ภายหลังการลงนาม FTA&nbsp;ทั้งนี้ ความตกลงการค้าเสรีไทย &ndash; ศรีลังกา นับเป็น FTA ฉบับแรกภายใต้รัฐบาลของนายเศรษฐา&nbsp;ทวีสิน และฉบับที่ 15 ของไทย โดยศรีลังกาเป็นประเทศที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียใต้ (ประเทศแรก คือ อินเดีย) ทำให้ปัจจุบันไทยมี FTA รวมทั้งหมด 15 ฉบับ กับ 19 ประเทศ&nbsp;</p>

<p><strong>&bull; นายกฯ ไทย-กัมพูชา ลงนาม MOU 5 ฉบับ ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo;</strong></p>

<p>(7 ก.พ. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) 5 ฉบับ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo;&nbsp;</p>

<p><strong>ไทย- กัมพูชา แลกเปลี่ยน MOU 5 ฉบับ ประกอบด้วย</strong></p>

<p>1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการรับมือเหตุฉุกเฉินระหว่างไทยกับกัมพูชา&nbsp;</p>

<p>2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับกระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกัมพูชา&nbsp;</p>

<p>3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการผ่านแดนสินค้าระหว่างกรมศุลกากรแห่งราชอาณาจักรไทยและกรมศุลกากรและสรรพสามิตแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา&nbsp;</p>

<p>4. บันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยและหอการค้ากัมพูชา เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชา&nbsp;</p>

<p>5. บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้ากัมพูชา&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ ไทย-กัมพูชาร่วมแถลงข่าว พร้อมส่งเสริมความร่วมมือทุกมิติ สรุปได้ดังนี้</strong></p>

<p>&bull; <u>ด้านความสัมพันธ์</u> ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo;ส่งเสริมศักยภาพของทั้ง2 ประเทศที่มีร่วมกัน ในปีนี้ไทยจะเปิดสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ในเมืองเสียมราฐ และกัมพูชาจะเปิดสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดสงขลา</p>

<p>&bull; <u>ด้านความมั่นคง</u> โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้นำทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันในการกระชับความร่วมมือต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายหลอกลวงทางไซเบอร์</p>

<p>&bull; <u>ด้านเศรษฐกิจ </u>ช่วงต้นเดือนมีนาคม ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า ระดับรัฐมนตรีพาณิชย์ ครั้งที่ 7 พร้อม Quick win นำ MOU ว่าด้วยการผ่านแดนสินค้าฯ ไปใช้ทันที&nbsp;</p>

<p>&bull; <u>ด้านการพัฒนาพื้นที่ชายแดน </u>กระชับความร่วมมือในด้านความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมยกระดับการเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคั่งค้าง&nbsp;</p>

<p>&bull; <u>ด้านการท่องเที่ยว</u> การรวมจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเข้าด้วยกัน ผ่านโครงการ &ldquo;6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง&rdquo; เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค&nbsp;</p>

<p>&bull; <u>ด้านแรงงาน</u> นายกรัฐมนตรีไทยยืนยัน ให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานทุกประเทศ รวมถึงชาวกัมพูชาในประเทศไทย ให้ได้รับความเป็นธรรม&nbsp;</p>

<p>&bull; <u>ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน</u> จัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อจัดทำแผนความร่วมมือในการจัดตั้งสายด่วนแลกเปลี่ยนข้อมูลและการเตือนจุดที่มีการเผา เพื่อตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน สร้างขีดความสามารถ และแบ่งปันแนวปฏิบัติในการจัดการกับการเผาในเกษตรกรรม โดยไทยได้เชิญกัมพูชาเข้าร่วมแผนปฏิบัติการ CLEAR Sky Strategy เพื่อส่งเสริมความร่วมมือการแก้ปัญหานี้ในระดับภูมิภาค</p>

<p>&bull; <u>สถานการณ์ในเมียนมา</u> ไทยและกัมพูชาต่างต้องการที่จะเห็นเมียนมามีสันติสุข มั่นคง และเป็นเอกภาพ ซึ่งรัฐบาลจะแสดงบทบาทเชิงรุกให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในเมียนมา และส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างสันติ โดยดำเนินความร่วมมือพร้อมกับอาเซียน</p>

<p><strong>เดินหน้าปราบปรามบูรณาการทุกภาคส่วน &quot;ยกระดับความเข้มข้นทำสงครามยาเสพติด&quot;</strong></p>

<p>(7 ก.พ. 67) กระทรวงยุติธรรม นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงยุติธรรมตั้งเป้าหมายในการจัดการยาเสพติดต้องเริ่มที่แหล่งต้นตอ ซึ่งมีการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน การจับกุมยึดทรัพย์เครือข่ายกลุ่มนักค้า การจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาด้านจิตเวชจากยาเสพติด และการจัดการแหล่ง แพร่ระบาดในหมู่บ้านและชุมชน การเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ให้เข้ารับการบำบัดรักษา และการป้องกันในกลุ่มต่าง ๆ&nbsp; ทุกระดับ ทั้งนี้ การดำเนินการต่อปัญหายาเสพติดในระดับกระทรวง กรม สำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีการบูรณาการร่วมกับ 27 หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสรรพากร เป็นต้น เข้ามาร่วมอย่างจริงจัง ในส่วนพื้นที่ ให้มีการจัดตั้งกลไกการอำนวยการและขับเคลื่อนในพื้นที่ระดับจังหวัด มี 5 ภาคีร่วม ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายทหาร กอ.รมน.จังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นกลไกในการดำเนินการ</p>

<p><strong>กำหนดแผนปฏิบัติการ 4 ลด เพื่อป้องกัน ปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติด</strong></p>

<p>เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้กำหนดเป้าหมาย &ldquo;4 ลด&rdquo; ได้แก่</p>

<ul>
	<li>ลดความรุนแรงจากภาวะทางจิตเวชในสังคม&nbsp;</li>
	<li>ลดผู้เสพ/ผู้ติด&nbsp;</li>
	<li>ลดการค้ายาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่บ้าน/ชุมชน</li>
	<li>ลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการแพร่ระบาดยาเสพติด</li>
</ul>

<p><strong>รัฐบาลแก้ฝุ่น PM 2.5 วางมาตรการลงโทษตามกฎหมาย</strong></p>

<p>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่น โดยมีการตั้งคณะกรรมการแห่งชาติด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง หมอกควัน และฝุ่นละอองให้เป็นไปตามกลไกการบริหารจัดการทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ โดยยกให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดต้นแบบ เนื่องจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดลง แต่ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลยังมีปริมาณฝุ่นที่ไม่ลดลง จึงเน้นย้ำทุกฝ่ายทำงานเชิงรุก ใช้กลไกและกฎหมายที่มีอยู่เพื่อกำหนดมาตรการให้เข้มข้นและเป็นรูปธรรม&nbsp;</p>

<p><strong>เปิด 5 แนวทางเข้มข้น แก้ปัญหาฝุ่นเชิงรุก&nbsp;</strong></p>

<ol>
	<li>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รณรงค์ให้เกษตรกรเปลี่ยนการเผาเป็นฝังกลบ หากฝืนจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐทุกรูปแบบ</li>
	<li>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ กำหนดมาตรการลดหรือห้ามนำเข้าสินค้าทางการเกษตรที่พิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา&nbsp;</li>
	<li>กำหนดให้ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตห้ามเผา ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</li>
	<li>การลงโทษปรับ กรณีการเผาที่เป็นเหตุให้รำคาญ ตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข หากมีการลักลอบนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เกี่ยวข้องจับกุมและลงโทษตามกฎหมาย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้มงวดกับการดูแลพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดการเผา หรือลักลอบนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการเผาจากประเทศต้นทาง หากปล่อยให้เผาหรือมีการลักลอบนำเข้าผู้ว่าฯ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีส่วนรับผิดชอบตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป</li>
	<li>การสนับสนุนให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหา และมอบหมายกระทรวงเกษตรฯ ให้ความรู้เรื่องการไถกลบและผลเสียของการเผากับเกษตรกร&nbsp;</li>
</ol>

<p><strong>11 มาตรการเร่งด่วนป้องกันฝุ่น PM 2.5 ปี 67&nbsp;&nbsp;</strong></p>

<p>เน้นการเตรียมความพร้อมป้องกันการเกิดฝุ่น PM 2.5 และไฟป่า ใน 3 พื้นที่แหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่เมือง รวมถึงหมอกควันข้ามแดน</p>

<ul>
	<li>ควบคุมพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาใน 11 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อลดการเกิดไฟในพื้นที่ป่าให้ได้ 50% จากปี 2566&nbsp;</li>
	<li>กำหนดเงื่อนไขการอนุญาตการเผาและการบริหารจัดการการเผาในพื้นที่เกษตร โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่</li>
	<li>นำระบบรับรองผลผลิตทางการเกษตรแบบไม่เผามาใช้กับการปลูกอ้อย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;</li>
	<li>การจัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสม</li>
	<li>จัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และมาตรการไม่รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปสร้างรายได้ และตั้งศูนย์รับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;</li>
	<li>เพิ่มเงื่อนไขการเผาในพื้นที่ป่า/เกษตรในการนำเข้า - ส่งออกสินค้า เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน</li>
	<li>พิจารณาสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5&nbsp;</li>
	<li>ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5&nbsp;</li>
	<li>เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีและการตรวจจับควันดำ การเข้มงวดวินัยจราจร การคืนพื้นผิวจราจรบริเวณการก่อสร้างรถไฟฟ้า การลดจำนวนรถยนต์ในท้องถนนโดยเฉพาะในพื้นที่เมือง สร้างจุดจอดแล้วจร และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้า&nbsp;</li>
	<li>ลดปริมาณฝุ่นละอองจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างและอื่นใด&nbsp;</li>
	<li>กำหนดหลักเกณฑ์ในการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน</li>
</ul>

<p><strong>เกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อน และราคายางพาราตกต่ำ</strong></p>

<p>ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศสงครามการลักลอบสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราผิดกฎหมาย ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 16 เดือน ตลอดจนมุ่งเน้นที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับยางพาราด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ โดยเฉพาะการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ทีมปฏิบัติการพิเศษพญานาคราชทำหน้าที่เฝ้าระวังการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย ซึ่งหากพบเบาะแสผู้กระทำผิด สามารถแจ้งหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการจับกุมทันที พร้อมทั้งให้การยางแห่งประเทศไทยบูรณาการทำงานกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตร ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในเส้นทางที่มีการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศเมียนมาด้วย</p>

<p><strong>มาตรการปราบปรามเข้มข้น ส่งผลให้ราคายางปรับขึ้น&nbsp;</strong></p>

<p>ด้วยมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนอย่างเข้มงวดของรัฐบาล ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ทหาร และตำรวจ เป็นผลให้ราคายางพารา (ยางแผ่นรมควันชั้น 3) ตั้งแต่ต้นเดือนถึงปลายเดือนมกราคม 2567 เพิ่มขึ้นจาก กิโลกรัมละ 57 บาท เป็น 72 บาท เพิ่มขึ้น กิโลกรัมละ 15 บาท โดยชาวสวนยางทั้งประเทศกรีดยางได้ราว 14 ล้านกิโลกรัม/วัน ดังนั้น ราคาที่เพิ่มขึ้นทำรายได้ให้ชาวสวนยางเพิ่มขึ้นวันละ 210 ล้านบาท และถ้าตลอดทั้งปี ราคายางไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 72 บาท รายได้ของชาวสวนยางทั้งประเทศก็จะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 76,650 ล้านบาท</p>

<p><strong>รัฐบาลเตรียมรับมือภัยแล้ง และมาตรการรองรับฤดูแล้ง 66/67</strong></p>

<p>ครม. เห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/2567 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 2567 โดยมอบหมายให้หน่วยงานดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว และรายงานให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ทราบ พร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป</p>

<p><strong>กำหนดมาตรการรองรับฤดูแล้ง 3 ด้าน 9 มาตรการ</strong></p>

<p>สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/2567 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเตรียมพร้อมรับมือได้ทันต่อสถานการณ์ ประกอบด้วย&nbsp;</p>

<ul>
	<li><strong>ด้านน้ำต้นทุน (Supply)</strong></li>
</ul>

<p>- มาตรการที่ 1 เฝ้าระวังและเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสำรองพร้อมวางแผนเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)</p>

<p>- มาตรการที่ 2 ปฏิบัติการเติมน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)</p>

<ul>
	<li><strong>ด้านความต้องการใช้น้ำ (Demand)</strong></li>
</ul>

<p>- มาตรการที่ 3 กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปรัง สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรเตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนอง&nbsp; (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)</p>

<p>- มาตรการที่ 4 บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด (ตลอดฤดูแล้ง)</p>

<p>- มาตรการที่ 5 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)</p>

<p>- มาตรการที่ 6 เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ (ตลอดฤดูแล้ง)</p>

<ul>
	<li><strong>ด้านการบริหารจัดการ (Management)</strong></li>
</ul>

<p>- มาตรการที่ 7 เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน (ตลอดฤดูแล้ง)</p>

<p>- มาตรการที่ 8 สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)</p>

<p>- มาตรการที่ 9 ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน (ตลอดและหลังจากสิ้นสุดฤดูแล้ง)</p>

<p><strong>จัดทำโครงการเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง</strong></p>

<p>การจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 2567 แก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำหรือเสี่ยงภัยแล้ง ส่งเสริมให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และการจ้างแรงงานให้กับประชาชน หรือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง รวมถึงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้</p>

<ul>
	<li>การซ่อมแซมอาคารชลศาสตร์&nbsp;</li>
	<li>การปรับปรุงอาคารชลศาสตร์&nbsp;</li>
	<li>การสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภค/บริโภค&nbsp;</li>
	<li>การเพิ่มน้ำต้นทุน เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง&nbsp;</li>
	<li>การเตรียมความพร้อมเครื่องมือเครื่องจักร</li>
</ul>

<p>ทั้งนี้ การดำเนินการมาตรการและโครงการดังกล่าว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/2567 พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการให้ สทนช. ทราบทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง เพื่อให้การขับเคลื่อนตามมาตรการเป็นไปตามแผนและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนงานโครงการและความพร้อมของโครงการให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ 5 ประเภทของโครงการฯ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ทันต่อสถานการณ์และเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย</p>

<p><strong>นายกฯ ห่วงภัยแล้ง กระทบภาคการเกษตร และน้ำกิน น้ำใช้</strong></p>

<p>นายกฯ สั่งการให้กรมชลประทานรายงานสถานการณ์การกักเก็บน้ำ สำหรับช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง พร้อมทั้งรณรงค์ขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเติม เพราะจะส่งผลทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรได้ และสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานร่วมกับจังหวัด ประชาสัมพันธ์รณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรงดการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเติม และให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง</p>

<p><strong>นายกฯ แถลงผลสำเร็จการแก้ไขหนี้ทั้งระบบ ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 57% มูลหนี้ลดลงกว่า 670 ล้านบาท ชื่นชมทุกหน่วยงานร่วมแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ ปชช. อย่างจริงจัง</strong></p>

<p>วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ ร่วมแถลงข่าวแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้</p>

<ul>
	<li><strong>รัฐบาลกำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) การแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน ประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่&nbsp;</strong></li>
</ul>

<p>1) หนี้สินที่ได้รับการแก้ไขต้องครอบคลุมทั้งหนี้นอกระบบ และหนี้ในระบบ&nbsp;</p>

<p>2) เจ้าหนี้และลูกหนี้ที่มีการลงทะเบียนครบถ้วนจะต้องได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 100% 3) ลูกหนี้ที่ผ่านการไกล่เกลี่ยแล้วทุกรายจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อ หรือปรับโครงสร้างหนี้ และได้รับการพื้นฟูศักยภาพในการหารายได้</p>

<ul>
	<li>มอบภารกิจให้กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทในกระบวนการไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีบทบาทในการดำเนินคดีอาญา หากเจ้าหนี้มีพฤติการณ์ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง และกระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นแหล่งเงินทุนช่วยเหลือลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว&nbsp;</li>
	<li>ผลการแก้หนี้นอกระบบ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 มีลูกหนี้ลงทะเบียนกว่า 140,000 ราย ยอดมูลหนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 9,800 ล้านบาท สามารถเข้ากระบวนการไกล่ได้ 21,000 ราย และไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 12,000 ราย คิดเป็น 57% ของจำนวนที่เข้าสู่กระบวนการ (มูลหนี้ลดลงกว่า 670 ล้านบาท&nbsp;</li>
</ul>

<p><strong>รัฐบาลเร่งแก้หนี้ให้ประชาชน ผ่านบันได 4 ขั้น</strong></p>

<p>กระทรวงมหาดไทยในฐานะที่เป็น<u>บันไดขั้นแรก</u>ของการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ ยังคงต้องเร่งปฏิบัติงานเชิงรุก เร่งหาตัวเจ้าหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ให้บรรลุผลมากที่สุด และเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อขอเข้าร่วมการแก้หนี้ได้สะดวกขึ้น ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดกิจกรรมตลาดนัดแก้หนี้ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการในทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว โดยให้จัดอย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง</p>

<p><u>บันไดขั้นที่สอง</u> มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติระดมกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเจ้าหนี้ที่มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงในการทวงหนี้ และรับจำนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์โดยผิดกฎหมาย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการแล้ว 2 ครั้ง สามารถจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิดมากกว่า 1,300 ราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 40 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p><u>บันไดขั้นที่สาม</u> ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ลูกหนี้ผ่านการไกล่เกลี่ยมาแล้ว เพื่อให้สามารถพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เพิ่ม และไม่ต้องกลับมาเป็นหนี้นอกระบบซ้ำ ซึ่งปัจจุบันธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. มีมาตรการสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้นอกระบบหลายมาตรการด้วยกัน&nbsp;</p>

<p>และ<u>บันไดขั้นสุดท้าย</u> คือ การสร้างรายได้เพิ่ม ให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องร่วมกันเสริมทัพ เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน หาอาชีพ และสร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชน&nbsp;</p>

<p>ในส่วนของหนี้ในระบบนั้น นายกฯ แบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น 4 กลุ่ม บางกลุ่มได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว แต่บางกลุ่มยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จ&nbsp;</p>

<ul>
	<li>กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้รับการช่วยเหลือ โดยปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว มากกว่า 630,000 บัญชี มูลหนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้มีสถานะปกติในระบบเครดิตบูโร และเข้าสู่ระบบการเงินได้ อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ SMEs แล้ว กว่า 10,000 ราย มูลหนี้กว่า 5,000 ล้านบาท</li>
	<li>กลุ่มที่ 2 คือ ลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีหนังสือขอความร่วมมือให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่ง คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่สูงจนเกินไป ไม่ควรเกินร้อยละ 4.75 ซึ่งมีสหกรณ์ออมทรัพย์กว่า 80 แห่ง ทยอยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาแล้ว คาดสมาชิกสหกรณ์ได้ประโยชน์กว่า 3,000,000 ราย นอกจากนี้ ลูกหนี้บัตรเครดิตได้เข้าร่วมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในโครงการคลินิกแก้หนี้แล้ว มากกว่า 150,000 บัญชี</li>
	<li>กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง เกษตรกรได้รับการพักชำระหนี้แล้วกว่า 1,800,000 ราย มูลหนี้รวมกว่า 250,000 ล้านบาท ลูกหนี้ กยศ. ได้ติดต่อขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 600,000 ราย ซึ่ง กยศ. สามารถลดหรือปลดหนี้ให้กับลูกหนี้กลุ่มนี้ได้</li>
	<li>กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่มีหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินมาเป็นระยะเวลานาน โดยปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหลักเกณฑ์การร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้ว และจะขยายหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งธนาคารออมสินอยู่ระหว่างเจรจาผู้ร่วมทุน เพื่อเตรียมจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2567 เมื่อการจัดตั้งแล้วเสร็จลูกหนี้กลุ่มนี้จะสามารถโอนขายไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแบบผ่อนปรนต่อไป&nbsp;</li>
</ul>

<p><em>&ldquo;ทั้งนี้ หากลูกหนี้ท่านใดประสบปัญหาหนี้นอกระบบสามารถลงทะเบียนขอแก้หนี้นอกระบบได้&nbsp;ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตทุกแห่ง หรือผ่านช่องทางสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือหากลูกหนี้ประสบปัญหาหนี้ในระบบ ขอให้อย่ารอจนกลายเป็นหนี้เสีย ขอให้รีบเข้าไปหาสถาบันการเงิน เพื่อขอคำปรึกษา ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งสถาบันการเงินเจ้าหนี้มีมาตรการที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาของแต่ละคนที่แตกต่างกัน&rdquo; </em>นายกฯ ย้ำ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202402161c73f56929924bdc80295f8fdba91d06145323.jpg' type='image/jpg' length='508346' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชวนพี่น้องชาวปทุมธานี มารู้จักกับ "สภาองค์กรของผู้บริโภค" ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/259961</link>
<guid isPermaLink="false">1a417397ea125d6fc9eb015c79f4af63</guid>
<pubDate>Thu, 15 Feb 2024 10:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#40e0d0;"><span style="font-size:24px;"><strong>สภาองค์กรของผู้บริโภค</strong></span></span><br />
สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) จัดตั้งขึ้นโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๖ ตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๔ และ ๑๕ กำหนดให้&nbsp;<em>สภาองค์กรของผู้บริโภค&nbsp;</em>เป็น<strong>ผู้แทนผู้บริโภค</strong>มีอำนาจคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคในทุกด้าน แจ้งหรือโฆษณาข่าวสารหรือเตือนภัยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเกิดความเสื่อมเสียแก่ผู้บริโภค รวมทั้งเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐและเอกชน<br />
<br />
การดำเนินงานในปี พ.ศ.๒๕๖๕ สภาผู้บริโภคมีสมาชิก จำนวน ๓๑๑&nbsp;องค์กร ใน ๔๓ จังหวัด และมีองค์กรสมาชิกที่มีความเข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่หน่วยงานประจำจังหวัดได้ ใน ๑๖ จังหวัด คือ</p>

<ul>
	<li>สมาคมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา (หน่วยงานประจำจังหวัดเชียงราย)</li>
	<li>ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ (หน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่)</li>
	<li>ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจังหวัดลำปาง (หน่วยงานประจำจังหวัดลำปาง)</li>
	<li>ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดลำพูน (หน่วยงานประจำจังหวัดลำพูน</li>
	<li>ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา (หน่วยงานประจำจังหวัดพะเยา)</li>
	<li>ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดขอนแก่น (หน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น)</li>
	<li>ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด (หน่วยงานประจำจังหวัดร้อยเอ็ด)</li>
	<li>องค์กรเครือข่ายเพื่อนกาพสินธุ์ (หน่วยงานประจำจังหวัดกาฬสินธุ์)</li>
	<li>ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หน่วยงานประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา)</li>
	<li>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (หน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร)</li>
	<li>สมาคมพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม (หน่วยงานประจำจังหวัดสมุทรสงคราม)</li>
	<li>ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคกาญจนบุรี (หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี)</li>
	<li>ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดประจวบคีรีชันธ์ (หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์)</li>
	<li>โครงการบริโภคสร้างสรรค์สุราษฎร์ธานี (หน่วยงานประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี)</li>
	<li>สมาคมผู้บริโภคสงขลา (หน่วยงานประจำจังหวัดสงขลา)</li>
	<li>เครือข่ายผู้บริโภคสตูล หน่วยงานประจำจังหวัดสตูล (เครือข่ายผู้บริโภคสตูล)</li>
</ul>

<p>นอกจากนี้&nbsp;<em>สภาองค์กรของผู้บริโภค&nbsp;</em>ยังมีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ การรับเรื่องร้องเรียน และประสานแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคร่วมกับ ภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น การแก้ไขปัญหาสัญญาการกู้เงินที่ไม่เป็นธรรมกับสถาบันการเงิน หรือการแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าและบริการสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202402159aba69f22a6f1d9697eadc7b81646a58104715.jpg' type='image/jpg' length='393084' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ  ชุด "อาณาราษฎร์ร่มเย็น"]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/254750</link>
<guid isPermaLink="false">35db7bd736303539c3d8d432c2c5c0f4</guid>
<pubDate>Mon, 29 Jan 2024 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2024012941d5632cd4ade14f95f0d9065012c0cf131508.jpg' type='image/jpg' length='7177025' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลยืนยัน เดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์” เต็มสูบ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/251308</link>
<guid isPermaLink="false">644e18a7e06ddbe4f8f440b279726c04</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ยืนยันจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เต็มที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ถึงข้อกังวลและข้อสังเกตในด้านต่าง ๆ โดยเมื่อรับฟังความเห็นแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะนำข้อมูลดังกล่าว ไปพิจารณาถึงแนวทางการดำเนินการ รวมถึงหากมีปัญหาในจุดใดจะหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความพึงพอใจ และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายในระดับสูงสุด&nbsp;&nbsp;<br />
จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่พบว่า 99% ต้องการให้โครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์โดยรวมของพื้นที่ภาคใต้ และเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย ซึ่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลยุคปัจจุบันนั้น เป็นการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ภูมิศาสตร์ จำนวนประชากร และจำนวนแรงงาน และหากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจะสามารถสร้าง S-Curve ของอุตสาหกรรมขึ้นมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
<strong>&quot;กรรมาธิการโครงการแลนด์บริดจ์&quot; </strong>ลงพื้นที่ จ.ชุมพร รับฟังความคิดเห็นประชาชน<br />
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายจากโครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่&nbsp;<br />
&bull; ลงพื้นที่บริเวณแหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งจะมีการถมทะเลเนื้อที่กว่า 6,000 ไร่ เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย&nbsp;<br />
&bull; ประชาชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และตัวแทนส่วนราชการ เข้าร่วมการจัดการรับฟังความคิดเห็นกว่า 300 คน&nbsp;<br />
&bull; บรรยากาศการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ อ.หลังสวน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; การแสดงความคิดเห็นก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการ และผู้คัดค้าน และกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และพื้นที่ทำประมงสำหรับชาวประมงพื้นบ้าน&nbsp;<br />
ยกร่างกฎหมายตั้งสำนักงาน SEC ดันแลนด์บริดจ์<br />
&nbsp;<br />
สำหรับระยะเวลาการขับเคลื่อนโครงการนี้หลังจากที่ ครม.เห็นชอบให้เดินหน้าโครงการแล้วรัฐบาลจะเริ่มจาก&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; โรดโชว์ลงทุนโครงการนี้ในต่างประเทศตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2566 &ndash; มกราคม 2567 จากนั้นรัฐบาลจะเร่งรัดในเรื่องของการทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ การร่างพ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ... เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์จะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; มีการตั้งสำนักงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการนี้ (เมื่อกฎหมายแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2567)&nbsp;<br />
&bull; มีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน (พ.ร.ฎ.) ในโครงการจะเริ่มในเดือนมกราคม 2568 -&nbsp;&nbsp;<br />
ธันวาคม 2569&nbsp;<br />
&bull; รัฐบาลจะเริ่มเปิดให้มีการยื่นข้อเสนอการลงทุนจากเอกชนทั่วโลกในเดือนเมษายน &ndash; มิถุนายน 2568&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; ครม. เห็นชอบรายชื่อผู้ชนะการประมูลในโครงการภายในเดือนสิงหาคม 2568&nbsp;<br />
&bull; เอกชนที่ชนะการประมูลเริ่มก่อสร้างได้ในเดือน กันยายน 2568 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในเดือนตุลาคม 2573<br />
&nbsp;<br />
<strong>&ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo; </strong>เปิดประตูการค้า เพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ<br />
<strong>โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ &ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo; </strong>เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคม โดยกระทรวงคมนาคม เป็นการบูรณาการรูปแบบการขนส่งโดยเชื่อมโยง 2 ท่าเรือ ให้เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ ส่งเสริมการขนส่งทางน้ำให้มีความทันสมัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับนานาชาติ&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; สร้างท่าเรือชุมพร (แหลมริ่ว อ.หลังสวน) ให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ทันสมัยนำระบบออโตเมชันมาใช้ ก้าวสู่ Smart Post และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาให้เป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; พัฒนาท่าเรือระนอง (แหลมอ่าวอ่าง อ.ราชกรูด) ให้เป็นท่าเรือสินค้าคอนเทนเนอร์และเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือกลุ่มประเทศแถบเอเชียใต้ BIMSTEC ตะวันออกกลาง และแอฟริกา&nbsp;<br />
&bull; พัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) และรถไฟทางคู่ (ระยะทาง 90 กิโลเมตร ช่วงจังหวัดชุมพร &ndash; ระนอง) และการขนส่งทางท่อ โดยการก่อสร้างคู่ขนานบนเส้นทางเดียวตามแผนบูรณาการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเชื่อมต่อ แนวทางเส้นทางรถไฟทางคู่ (MR-MAP)&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo; เส้นทางการเดินเรือแห่งใหม่ของโลก<br />
&nbsp;<br />
โครงการ <strong>&ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo;</strong> ถือเป็นเส้นทางการเดินเรือใหม่ของโลกที่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ลดระยะเวลาการขนส่งทางทะเล และแก้ปัญหาของความล่าช้าในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา จาก 9 วัน เหลือ 5 วัน อีกทั้งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า ประกอบด้วย เขตการค้า เมืองท่าและเขตอุตสาหกรรม และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น<br />
&nbsp;<br />
การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 - 2583 ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) โดย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 1.001 ล้านล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
รัฐบาลตั้งเป้าจะให้แลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง เป็นจุดศูนย์กลางขนส่งสินค้า และเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก รวมถึงคาดว่า โครงการจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในพื้นที่ภาคใต้จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านบาท รวมทั้งเพิ่มการจ้างงาน&nbsp;&nbsp;<br />
สร้างอาชีพใหม่ ๆ ให้กับชุมชน&nbsp;<br />
ประโยชน์ของโครงการ&nbsp;</p>

<p><br />
<strong>โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย - อันดามัน </strong>จะช่วย...&nbsp;<br />
&bull; ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค (Transshipment Port)&nbsp;<br />
&bull; เปิดเส้นทางเดินเรือแห่งใหม่ ของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก&nbsp;<br />
&bull; เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งสินค้าทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;<br />
&bull; ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก&nbsp;<br />
&bull; ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างโอกาสสร้างงานและรายได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202401186dccb47303700a06ce79b227b1abbfe7093508.jpg' type='image/jpg' length='101980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 90 วัน "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชน" ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/241877</link>
<guid isPermaLink="false">f629d4c4049705a8ed94620aea56adfd</guid>
<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 12:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><u>นโยบาย &ldquo;ลดรายจ่าย&rdquo;</u></p>

<p>1. การลดรายจ่ายด้านพลังงาน และการคมนาคม<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปรับลดราคาค่าไฟฟ้า 3 เดือน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปรับลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดบิลเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2566 &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดราคาน้ำมันดีเซล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปรับลดราคาดีเซลลง 2.50 บาท/ลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาดีเซลจะเหลือไม่เกิน 30 บาท/ลิตร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. - 31 ธ.ค. 66<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 2.50&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2566 - 31 ม.ค. 2567<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม LPG<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตรึงราคาขายปลีก ก๊าซหุงต้ม LPG ขนาด 15 กิโลกรัม ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 66<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดราคารถไฟฟ้า สีม่วงและสีแดง 20 บาท ตลอดสาย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยเริ่มให้บริการในรถไฟฟ้าในเส้นทางสายสีม่วง (สถานีคลองบางไผ่ - สถานีเตาปูน) จำนวน 10 สถานี และสายสีแดง (สถานีกลางบางซื่อ - สถานีรังสิต) จำนวน 4 สถานี ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆ นั้น หลังจากนี้กระทรวงคมนาคมจะแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาร่วมกับภาคเอกชน เพื่อดำเนินการนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ให้ครอบคลุมโครงข่ายในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลในทุกเส้นทาง ตามเป้าหมายภายใน 2 ปีนับจากนี้ต่อไป</p>

<p>2. ครม. เห็นชอบจ่ายเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 1,000 บาท 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp;ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2566/2567 (เพิ่มเติม) ตามที่คณะกรรมการบริหารและจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) เสนอมาตรการให้เงินช่วยเหลือชาวนา (ค่าเก็บเกี่ยวข้าว) ไร่ละ 1,000 บาท ภายใต้โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มเป้าหมาย : เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;วิธีการ : กรมส่งเสริมการเกษตร นำข้อมูลรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2566/2567 กับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกร ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท&nbsp;<br />
ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท โดยจะมีการจ่ายเงินเกษตรกรเป็น&nbsp;<br />
5 งวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. - 2 ธ.ค. 2566 โดยใช้เวลา &nbsp;5 วัน สามารถจ่ายได้ครบทั้ง 77 จังหวัด กรอบวงเงินรวมกว่า 54,336 ล้านบาท ผ่านบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.</p>

<p>3. ช่วยชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสด ลด PM 2.5 120 บาท/ตัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครม. มีมติเห็นชอบเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด ในโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น pm 2.5 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด ตันละ 120 บาท คาดว่า มีชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140,000 ราย ทั้งนี้ โครงการฯจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวไร่อ้อย และส่งผลต้นทุนการผลิตอ้อยปรับตัวสูงขึ้น<br />
สาระสำคัญ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. จ่ายเงินสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตามโครงการฯ ในอัตราไม่เกิน 120 บาทต่อตัน เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี และนำไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการลักลอบเผาอ้อย เช่น เกษตรกรใช้เตรียมพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือการเตรียมร่องดินให้เครื่องจักรกลเก็บเกี่ยวได้ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ใช้แหล่งเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนเงิน 7,775.01 ล้าน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ ธ.ก.ส. รวมจำนวนเงิน 215.59 ล้านบาท แบ่งเป็น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- ชดเชยต้นทุนเงินในอัตราต้นทุนทางการเงินของ ธ.ก.ส. ประจำไตรมาส บวก 1 (ปรับเปลี่ยนอัตราต้นทุนทางการเงินตามอัตราที่แท้จริงทุกไตรมาส) ปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 2.76 ต่อปี เป็นจำนวนเงิน 214.59 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- ค่าบริหารจัดการรายละ 5 บาท จำนวน 200,000 ราย เป็นจำนวน 1 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ โรงงานต้องจัดส่งข้อมูลคู่สัญญาชาวไร่อ้อยพร้อมจำนวนตันอ้อยสดที่ส่งโรงงานและสำหรับหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ซึ่งได้ดำเนินการรวบรวมอ้อยจากชาวไร่อ้อยรายย่อยส่งให้กับโรงงานต่าง ๆ จะต้องแสดงบัญชีรายชื่อชาวไร่อ้อยรายย่อยที่อยู่ในสังกัดพร้อมจำนวนตันอ้อยสด เพื่อที่ ธ.ก.ส. จะได้โอนเงินช่วยเหลือไปยังบัญชีธนาคารของชาวไร่อ้อยรายย่อยโดยตรง โดยกำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวช่วงเดือนธันวาคม 2566 - เมษายน 2567<br />
เปิดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานน้ำตาลจะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และได้จัดทำคู่สัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบอ้อย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานผลิตเอทานอล หรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดงจะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดง หรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์<br />
&nbsp; &nbsp;คาดการณ์ว่าจะมีชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140,000 รายและมีผลผลิตอ้อยสดคุณภาพดี&nbsp;<br />
ปีการผลิต 65/66 กว่า 64.79 ล้านตัน</p>

<p><img alt="" src="https://www.prd.go.th/cms/s1/u5/Screenshot_2023_12_13_134129.png" /></p>

<p>การขอรับเงินอุดหนุนโครงการฯ ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้ WTO<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อส่งเสริมการตัดอ้อยสด ลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้ WTO ในข้อกำหนดด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Green box) ด้านการเกษตร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้า<br />
สอน. เผยข้อดี &ldquo;อ้อยตัดสด งดการเผา&rdquo; ลดฝุ่น PM 2.5<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เผยข้อดีของการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยสดคุณภาพดีปราศจากการเผา &ldquo;อ้อยตัดสด งดการเผา&rdquo; ใน 3 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ด้านรายได้ (Income)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อ้อยมีน้ำหนักดี ความหวานสูง<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มีผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อยได้มากขึ้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผลผลิตน้ำตาลทรายมีคุณภาพ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และวัตถุปรับปรุงดิน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ไม่ถูกตัดราคา<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการวัชพืช<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ด้านการจัดการ (Management)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มีความยืดหยุ่นในการผลิต<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ใบอ้อยที่ไม่ถูกเผาจะคลุมดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การไม่เผาทำให้มีแมลงหางหนีบมากขึ้น (ช่วยควบคุมหนอนกอระบาด)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ใบอ้อยที่คลุมดินเป็นที่อยู่ของแมลงศัตรูธรรมชาติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างระบบนิเวศน์ในแปลงอ้อย<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืน</p>

<p>4. รัฐบาลประกาศเดินหน้า &ldquo;การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&rdquo; เป็นวาระแห่งชาติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงวาระแห่งชาติ เรื่อง &lsquo;การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&rsquo; เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้สินนอกระบบเป็นปัญหาเรื้อรังและใหญ่เกินกว่าจะแก้ปัญหาได้โดยไม่มีภาครัฐเป็นตัวกลาง ซึ่งการดำเนินการจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ฟื้นฟูความเป็นอยู่ คืนศักดิ์ศรี ความหวัง และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทย &nbsp;เพื่อไม่ให้ประชาชนกลับไปอยู่ในวงจรหนี้สินนอกระบบอีก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะใช้กลไกการทำงานการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ตั้งแต่การช่วยเหลือลูกหนี้ ไกล่เกลี่ยและประนีประนอมข้อพิพาท การเฝ้าระวังและป้องกัน รวมถึงการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด หลังจากขั้นตอนการไกล่เกลี่ยแล้ว รัฐบาลจะช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ในส่วนนี้กระทรวงการคลังจะเข้าไปช่วยในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ทั้ง ช่วยปรับระยะเวลา เงื่อนไข และกระบวนการต่าง ๆ &nbsp;เพื่อให้ประชาชนสามารถชดใช้หนี้ได้ โดยไม่เบียดบังการใช้ชีวิต<br />
เปิดให้ลงทะเบียนหนี้นอกระบบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เว็บไซต์ https://debt.dopa.go.th<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;แอปพลิเคชัน ThaiID&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่ว่าการอำเภอ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำนักงานเขตทุกแห่งใน กทม.&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ธนาคารรัฐดูแลหนี้นอกระบบ หลังไกล่เกลี่ยฯ และปรับโครงสร้างหนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ธนาคารออมสิน ให้สินเชื่อกับลูกหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท/ราย และระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี รวมทั้งมีโครงการสินเชื่อสำหรับอาชีพอิสระ ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 8 ปี และคิดดอกเบี้ยตามความสามารถของลูกหนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ดูแลลูกหนี้ที่นำที่ดินไปขายฝากกับเจ้าหนี้นอกระบบ โดยหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วหรือไกล่เกลี่ยฯ เรียบร้อยแล้ว ธ.ก.ส. จะเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกร ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท/ราย ส่วนเจ้าหนี้นอกระบบ ที่สนใจจะประกอบกิจการให้ถูกกฎหมายสามารถมายื่นขออนุญาตประกอบกิจการพิโกไฟแนนซ์ได้ ปัจจุบันมีผู้ขออนุญาตแล้วกว่า 1,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรัฐบาลเข้าไปเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย จะต้องมีการคิดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมาย คือ ไม่เกิน 15%&nbsp;<br />
ต่อปี หากลูกหนี้รายใดจ่ายเกินยอดหนี้ไปแล้วให้ถือว่าเป็นอันจบกัน<br />
เดินหน้าแก้หนี้ &lsquo;ข้าราชการ&rsquo;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยภาพรวมหนี้ของข้าราชการทั้งระบบที่อยู่ในระบบเงินกู้สหกรณ์ ขณะนี้ มียอดรวมทั้งสิ้น 3 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่กระทรวงศึกษาธิการ ประมาณ 8 แสนคน กระทรวงสาธารณสุข 2 แสนกว่าคน และข้าราชการตำรวจ 2.3 แสนคน สำหรับแนวทางการแก้ไขหนี้สินของข้าราชการนั้น รัฐบาลจะดูแลข้าราชการในระบบสวัสดิการ และดูแลเรื่องการหักเงินเดือนให้ทุกหน่วย<br />
&nbsp;</p>

<p><u>นโยบาย &ldquo;เพิ่มรายได้&rdquo;</u></p>

<p>1. กระตุ้นการท่องเที่ยว วีซ่าฟรีนักท่องเที่ยวจีน/คาซัคสถาน/อินเดีย/ไต้หวัน (ไม่เกิน 30 วัน) รัสเซีย (ไม่เกิน 90 วัน)&nbsp;<br />
รัฐบาลไทยส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน และชาวคาซัคสถาน โดยพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครม. (13 ก.ย.66) เห็นชอบ ยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง สัญชาติจีน และ สัญชาติคาซัคสถาน เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว (ไม่ต้องขอวีซ่า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 - 29 กุมภาพันธ์ 2567 โดยให้สามารถเข้ามาท่องเที่ยวและพำนักในราชอาณาจักรไทยได้ &ldquo;ไม่เกิน 30 วัน&rdquo;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงการต่างประเทศได้สนองตามนโยบายรัฐบาลโดยเสนอการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดินทางจีนและคาซัคสถาน ให้สามารถเข้ามาและพำนักในราชอาณาจักร เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นกรณีพิเศษ และเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและความเชื่อมโยงระดับประชาชน รวมทั้งมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp; มาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวคาซัคสถานที่จะเดินทางมาไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2566 ซึ่งจะสามารถเดินทางมาไทยได้โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา (ไม่ต้องขอวีซ่าจึงไม่มีค่าธรรมเนียม) และเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยอันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมตามนโยบายรัฐบาล<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจาก แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลงแล้ว นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายหลักของไทย ยังมีเพียงประมาณ 2 ล้านคน ห่างจากเป้าหมาย 4.3 ล้านคน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดใหม่ ปีนี้เดินทางมาไทยประมาณ 100,000 คน การยกเว้นการตรวจลงตราเป็นการชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่ประชุม ครม. (31 ต.ค. 66) เห็นชอบยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือ วีซ่าฟรี เพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ คือ&ldquo;สาธารณรัฐอินเดียและไต้หวัน&rdquo; เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว โดยให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วัน มาตรการนี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 &ndash; 10 พฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 6 เดือน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากสถิติข้อมูลนักท่องเที่ยวจากอินเดียและไต้หวัน พบว่า ตั้งแต่เดือน มกราคม &ndash; กันยายน 2566 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทย 1,162,251 คน และคาดว่าภายในสิ้นปี 66 จะเดินทางเข้าไทยอีกประมาณ 1.55 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียใช้จ่ายประมาณ 41,000 บาท/การมาท่องเที่ยว 1 ครั้ง ขณะที่ไต้หวัน ใช้จ่ายประมาณ 43,000 บาท/การมาท่องเที่ยว 1 ครั้ง คาดว่าภายในปี 66 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 700,000 คน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครม. (วันที่ 16 ต.ค. 66) เห็นชอบ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาตราการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางสัญชาติรัสเชีย เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว โดยขยายระยะเวลาการพำนักในไทยของชาวรัสเซียในประเทศไทยจาก 30 วัน เป็น 90 วัน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เพื่อช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จำนวนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่ขอรับการตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยวช่วงระยะเวลาดังกล่าว เฉลี่ยประมาณ 10,000 คน ในการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 29 ล้านบาท แต่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย<br />
2. ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ป.ตรี 18,150 บาท ภายใน 2 ปี<br />
ครม. มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการแล้ว โดยจะปรับขึ้นในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 2 ปี ในปีงบประมาณ 2567 - 2568 คาดว่าจะเริ่มต้นการขึ้นเงินเดือนงวดแรกได้ภายหลังจากงบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ 1 พ.ค. 2567<br />
แนวทางการปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่<br />
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้สรุปผลการประชุมร่วม 4 หน่วยงาน สำนักงาน ก.พ.&nbsp;<br />
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณซึ่งได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็น &ldquo;ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ&rdquo; รวมไปถึงลูกจ้างรัฐ ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี การปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 2 ครั้ง ให้มีผลใช้บังคับพร้อมกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุในปีที่ 1 และปีที่ 2 โดยปรับเงินเดือนชดเชยในแต่ละปีให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับราชการก่อนวันที่อัตรา<br />
แรกบรรจุที่กำหนดใหม่มีผลใช้บังคับอย่างน้อย 10 ปี<br />
อัตราเงินเดือนข้าราชการใหม่<br />
การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ทยอยปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิเพิ่มขึ้น (ทุกคุณวุฒิ) ในอัตราร้อยละ 10 ภายใน 2 ปี มีรายละเอียด ดังนี้<br />
&emsp;<br />
วุฒิการศึกษา ปวช.&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน 8,400 - 10,340 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 10,340 - 11,380 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 11,380 - 12,520 บาท<br />
วุฒิการศึกษา ปวส.&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน 11,500 - 12,650 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 12,650 - 13,920 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 13,920 - 15,320 บาท<br />
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน 15,000 - 16,500 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 16,500 - 18,150 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 18,150 - 19,970 บาท<br />
วุฒิการศึกษา ปริญญาโท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน 17,500 - 19,250 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 19,250 - 21,180 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 21,180 - 23,300 บาท<br />
วุฒิการศึกษา ปริญญาเอก&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน 21,000 - 23,100 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 23,100 - 25,410 บาท&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 25,410 - 27,960 บาท<br />
ทั้งนี้ ยังเห็นควรปรับเพดานเงินเดือนรวมค่าครองชีพชั่วคราว จากเดิมเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 13,285 บาท เป็นเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท และปรับเพดานขั้นต่ำของเงินเดือนรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว จากเดิม เดือนละ 10,000 บาท เป็น เดือนละ 11,000 บาท และปรับเงินเพิ่มการครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ<br />
ขั้นต่ำ จากเดิม 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท<br />
ส่วนกลุ่มข้าราชการที่บรรจุเข้ามาก่อน 1 - 2 ปี ที่การปรับฐานเงินเดือนใหม่จะเริ่มต้นขึ้นนั้น จะมีการพิจารณาการปรับฐานเงินเดือนขึ้นมาใหม่ให้มากขึ้นกว่าข้าราชการบรรจุใหม่ที่ได้เงินเดือน 18,000 เล็กน้อย เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างเงินเดือนของข้าราชการเดิมที่เพิ่งเข้ามาก่อนหน้าไม่นานและข้าราชการบรรจุใหม่ด้วยทั้งนี้ ข้าราชการระดับผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้อำนวยการในระดับซี 9 จะไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนเพราะมีฐานเงินเดือนที่สูงอยู่แล้ว</p>

<p>3. ผลักดันกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท<br />
โครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) เป็นการกระตุ้นและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะมอบสิทธิการใช้จ่ายเงินจำนวน 10,000 บาท ให้กับประชาชน ที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศใน 2 ด้าน คือ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในระยะสั้นผ่านการบริโภค และการลงทุน และการวางโครงสร้างพื้นฐาน<br />
เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และ E-Government ซึ่งเป็นการวางและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ<br />
ในระยะยาว<br />
ความคืบหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยดิจิทัลวอลเล็ต<br />
ล่าสุด (4 ธ.ค. 66) ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.หนองบัวลำภูแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้าน โครงการเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท และโครงการ อีซี่ อี-รีซีท (easy e-receipt) ซึ่งทั้งสองโครงการจะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 6 แสนล้านบาทในปี 2567 &nbsp;<br />
อัปเดตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้าน&nbsp;<br />
สำหรับความคืบหน้าของการออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อแจกผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตคนละ 1 หมื่นบาท นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม.สัญจรว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือสอบถามเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันยังไม่ได้ร่างกฎหมาย แต่เป็นเพียงการส่งคำถามในการออกกฎหมายไปยังกฤษฎีกาเท่านั้น ทั้งนี้ หากคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นชอบ จะเข้าสู่กระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่มาก เนื่องจากมีกฎหมายการเงิน<br />
ที่เกี่ยวข้องไม่กี่มาตราเท่านั้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ครม.สัญจรเห็นชอบโครงการ อีซี่ อี-รีซีท (easy e-receipt) เดิมชื่อชื่อโครงการ อี-รีฟันด์&nbsp;<br />
(e-Refund) ที่ให้ประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องชำระภาษี ไปจับจ่ายใช้สอยในวงเงิน 5 หมื่นบาท กับร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษี/ใบรับ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receiptกำหนดระยะเวลาใช้จ่าย 45 วัน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2567&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งหากคิดบนฐานภาษี 7 หมื่นบาทต่อเดือน และได้ลดภาษี 20% ของการใช้จ่ายสูงสุด 5 หมื่นบาท เท่ากับว่าได้สิทธิลดหย่อน 1 หมื่นบาท เท่ากับเงินดิจิทัลวอลเล็ต นอกจากนี้ โครงการอีซี่ อี- รีซีท ยังจูงใจร้านค้าในระบบภาษีเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt ของกรมสรรพากรด้วย</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เงื่อนไขสำหรับผู้ใช้โครงการ easy e-receipt ได้แก่<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผู้ที่ไม่ได้เงินในโครงการ Digital Wallet 1 หมื่นบาท<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 5 หมื่นบาท ตั้งแต่เดือน มกราคม 2567 (ยื่นภาษีปี 68)<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;การซื้อสินค้าจากร้านค้าที่อยู่ในฐานระบบภาษี ที่สามารถออกใบกำกับภาษีในรูปอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยนำใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้า-บริการมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้<br />
เปิดเงื่อนไขการรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet)<br />
1. ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป<br />
2. มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน<br />
3. มีเงินฝาก (รวมทุกบัญชี) ไม่ถึง 500,000 บาท&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ประชาชนที่จะได้รับสิทธิต้องผ่านเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้ง 3 ข้อ<br />
4. ใช้สิทธิครั้งแรกภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากเริ่มโครงการ หากไม่ได้ใช้สิทธิที่ก็จะถูกยกเลิกสิทธิโดยอัตโนมัติ<br />
5. เงื่อนไขในการใช้จ่าย<br />
5.1&nbsp;&nbsp; &nbsp;สิ่งที่ซื้อได้<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;สินค้า อาหาร เครื่องดื่ม สำหรับอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่อำเภอเดียวกับบัตรประชาชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น โดยร้านค้าจะต้องลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่ขึ้นเงินได้จะต้องอยู่ในระบบภาษี&nbsp;<br />
5.2 สิ่งที่ซื้อไม่ได้<br />
- สินค้าออนไลน์<br />
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา กระท่อม พืชกระท่อม และผลิตภัณฑ์จากกัญชา<br />
- บัตรกำนัล บัตรเงินสด ทองคำ เพชร พลอย และอัญมณี&nbsp;<br />
- ชำระหนี้ จ่ายค่าเทอม จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ<br />
- ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้<br />
6. ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo;<br />
7. ระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ เดือนเมษายน 2570&nbsp;<br />
เปิดไทม์ไลน์โครงการดิจิทัลวอลเล็ต<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;พฤศจิกายน 2566 : ตีความโดยกฤษฎีกาและดำเนินกระบวนการสภา<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;มกราคม 2567 : โครงการ e-Refund<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;พฤษภาคม 2567 : โครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet)<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;มิถุนายน 2567 : โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมษายน 2570 : สิ้นสุดโครงการ</p>

<p>ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการฯ&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประชาชนมีกำลังเงินในการใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพิ่มรายได้ การจ้างงาน ให้กับร้านค้าในชุมชน/ท้องถิ่น<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว &nbsp;<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;พัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนเกิดความคุ้นชินกับเทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</p>

<p>4. ขยาย OTOP สู่แพลตฟอร์มออนไลน์<br />
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะลงพื้นที่หารือแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ด้วย Soft Power อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แนะเพิ่มช่องทางการตลาด ขายผ่านออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาสินค้าโอทอปเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยจะสนับสนุนให้องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เช่น การดีไซน์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่องการตลาด ซึ่งทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับโลก โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power รวมถึงขอความร่วมมือให้ทูตพาณิชย์ไทย นำสินค้า OTOP ไปเสนอในตลาดต่างประเทศ เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด และเชิญทูตจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์สินค้าไทย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP สู่ตลาดโลก นำไปสู่การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น<br />
ตัวแทนเยาวชน Young OTOP กล่าวว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความตั้งใจสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สนใจเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นการต่อยอดให้ Young OTOP ได้รับการพัฒนาศักยภาพ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม โดยดึงเสน่ห์เรื่องราว ความเป็นอัตตาลักษณ์ ผลิตภัณฑ์มาสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความร่วมสมัยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสามารถแข่งขันในช่องทางการตลาดได้ อีกทั้งนำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนของท้องถิ่นสู่สายตาชาวโลก&nbsp;<br />
โดยอยากให้รัฐบาลช่วยพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการ OTOP โดยนำผลิตภัณฑ์ OTOP ไปเชื่อมโยงกับเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมส่งเสริมช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล โดยการเปิดตลาดต่างประเทศ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ซึ่งผู้ประกอบการขานรับนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็น Soft Power ด้วย</p>

<p>สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้สินค้า OTOP<br />
รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนในดอกเบี้ยเป็นธรรมเหมาะสม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมดำเนินการจัดสรรพื้นที่ในกรุงเทพฯ สำหรับเป็นศูนย์กลางในการจัดแสดงสินค้า OTOP จากทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยได้สั่งการผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้จัดสถานีรถไฟบางซื่อเป็น Department Store หรือหน้าร้านเพื่อวางขายผลิตภัณฑ์ OTOP ส่วนเรื่องของการขายออนไลน์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการจัดแพลตฟอร์มร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้ามากขึ้นแล้ว ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้ามีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก<br />
5. One Belt One Road เส้นทางสายไหม<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกฯ เสนอ แนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในการประชุม High-Level Forum<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกฯ ไทย - ปธน. จีน เน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ มุ่งสู่ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ณ East Hall มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน&nbsp;<br />
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปสาระสำคัญดังนี้&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณต่อการต้อนรับที่อบอุ่นในการเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ครั้งที่ 3 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีจีน และยินดีต่อวาระการครบรอบ 10 ปี ของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) รวมถึงความสำเร็จในการจัดการประชุมฯ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจีนยืนยันสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีมายาวนาน&nbsp;<br />
ตามประโยคที่ว่า &nbsp;&ldquo;จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน&rdquo; พร้อมเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านไทย-จีน ที่ใกล้ชิด การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมุ่งสู่วาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีจีนเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสที่สะดวก</p>

<p>ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ร่วมกัน ดังนี้</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายมองว่า ความท้าทายทางเศรษฐกิจของโลก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ จึงยินดีร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการตอบสนองต่อความท้าทาย รวมถึงเห็นพ้องการเพิ่มพูนการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่&nbsp;<br />
เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของไทย รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเกี่ยวกับโครงการ Land Bridge เชิญชวนให้มีการลงทุน ทั้งนี้ ไทยยังเห็นความสำคัญของนักลงทุนจีน ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาจีนเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับแรกของไทย&nbsp;<br />
ซึ่ง ประธานาธิบดีกล่าวว่านักลงทุนจีนก็มีความสนใจในการลงทุนใน mega project ของไทย<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีมองว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นนโยบายที่จะสามารถดำเนินการและเกิดผลประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick win) ไทยจึงออกนโยบาย Visa Free ชั่วคราวสำหรับชาวจีน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการไปมาหาสู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ<br />
ได้มากขึ้น โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเสียใจที่มีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า ยืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาผู้เสียหาย<br />
อย่างเต็มที่ และการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิด และให้ความสำคัญกับการดูแล<br />
ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาการตกลงเรื่องการยกเว้นตรวจลงตราระหว่างกัน</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความร่วมมือด้านความมั่นคง จีนยืนยันความร่วมมือกับไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และส่งผลต่อการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ ปัญหา Call Center การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด<br />
&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและจีนได้หารือร่วมกันถึงแนวทางสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong - Lancang Cooperation: MLC) อาเซียน-จีน และสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาภูมิภาคและโลก</p>

<p>6. ขยายเวลาปิดสถานบริการ นำร่อง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 นำร่อง 4 จังหวัด &ldquo;กทม. เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต&rdquo; ย้ำการขยายเวลาเปิดสถานบริการเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขยายเวลาเปิดสถานบริการเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว ไม่ใช่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่ในระยะยาวถ้าเราสามารถเปิดระยะเวลาได้ยาวขึ้น พี่น้องประชาชนที่ค้าขายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานบริการอย่างอื่นสามารถเปิดบริการได้มากยิ่งขึ้น โดยมาตรการนี้จะเริ่มใช้วันที่ 15 ธันวาคมนี้ โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงสถานบันเทิงที่เปิดขายแค่เครื่องดื่มมึนเมาเท่านั้น แต่ทางกระทรวงมหาดไทยจะดูแลเรื่องของการแบ่งพื้นที่และเรื่องใบอนุญาตต่าง ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลประชาชนให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจกับนโยบาย เข้มงวดเรื่องเมาไม่ขับ เพิ่มการติดตั้งกล้อง CCTV และจะต้องมีการตรวจค้นยาเสพติดในสถานบันเทิงอย่างเข้มข้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เผยว่า ตอนนี้มีรายละเอียดประเภทของสถานบริการ ทั้งสถานบริการที่ได้รับอนุญาตและอยู่ในโซนนิ่งอยู่แล้ว จะสามารถเปิดบริการได้ถึง 04.00 น. กับร้านอาหารที่คล้ายสถานบริการที่มีเวลาปิด 24.00 น.จะหาทางให้เปิดถึง 02.00 น. เพื่อให้ทำมาหากิน แต่ขณะนี้กฎหมายอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ได้ถึง 24.00 น. แต่ช่วงเวลา 24.00 น. - 02.00 น. จะไม่สามารถเล่นดนตรีได้ เป็นเพียงแค่ขยายเวลาให้นั่งได้เท่านั้น&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ในส่วนของ กทม.หนึ่งในจังหวัดนำร่อง เสนอมาตรการขยายเวลาปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขั้นตอนที่ 1 จะเริ่มนำร่องสถานบริการในพื้นที่โซนนิ่งเดิม เช่น ย่านอาร์ซีเอ รัชดา เพชรบุรี ทองหล่อ และผับบาร์ในโรงแรม ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ. โรงแรม 2547 ประเภท 4 เป็นโรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหาร หรือ สถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการและห้องประชุม สัมมนา มีประมาณ 35 แห่ง ซึ่งง่ายต่อการควบคุมดูแล ทั้งเรื่องยาเสพติด ความปลอดภัย ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอยู่ก่อนแล้ว เป็นวิธีการที่ง่ายและทำได้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันใช้วันที่ 15 ธ.ค.นี้<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขั้นตอนที่ 2 สำรวจพื้นที่โซนอื่น ๆ ในส่วนนี้ต้องใช้เวลาเพราะมีหลายขั้นตอน เช่น ลงพื้นที่สำรวจจุด เมื่อได้จุดแล้วต้องตรวจสอบความเหมาะสม ทั้งตัวอาคาร ระบบภายในมีความปลอดภัย<br />
ตามมาตรฐานหรือไม่ ที่สำคัญต้องสำรวจความเห็นประชาช ในพื้นที่ด้วยว่า เห็นด้วยหรือไม่&nbsp;<br />
เพื่อไม่ให้กระทบหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญ กว่าจะได้ข้อสรุปใช้เวลานาน เมื่อได้แล้วค่อยทยอยทำเพิ่มเติมในภายหลัง</p>

<p>7. ขยายเวลาการเปิดให้บริการท่าอากาศยานเชียงใหม่ 24 ชั่วโมง&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เปิดดำเนินการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป&nbsp;<br />
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และเที่ยวบินที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมเปิดดำเนินการทำการบิน&nbsp;<br />
18 ชม. หรือตั้งแต่เวลา 06.00 - 24.00 น.&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สั่งการให้ ทอท. หารือร่วมกับสายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดตารางการบินให้เหมาะสม และเกิดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด และให้ดำเนินการเป็นไปตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมทั้งให้มีมาตรการในการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามที่กฎหมายกำหนด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มอบหมายให้ ทอท. พิจารณาจัดสรรพื้นที่ในท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนฯ นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คาดว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย จะมีเที่ยวบินและผู้โดยสารเส้นทางระหว่างประเทศของท่าอากาศยานเชียงใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปัจจุบันมีผู้โดยสารระหว่างประเทศเฉลี่ยประมาณ 4,800 คนต่อวัน มีเส้นทางระหว่างประเทศ 20 เส้นทาง และมีเที่ยวบินระหว่างประเทศขาเข้าและขาออก (เที่ยวบินปกติ - เที่ยวบินพิเศษ) รวม 36 เที่ยวบินต่อวัน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การขยายเวลาการเปิดให้บริการของท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็น 24 ชม. ถือเป็นการปลดล็อคข้อจำกัดด้านเวลาที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ข้อดีของการขยายเวลาเปิดให้บริการฯ :<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพิ่มการรองรับเที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศ (ทั้งขาเข้าและขาออก) ส่งผลให้สายการบินระหว่างประเทศพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินสู่ประเทศไทย<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;อำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว (Ease of Travelling)<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพิ่มศักยภาพและความพร้อมของไทยในการรองรับนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดระยะใกล้/ระยะไกล มายัง จ.เชียงใหม่ ในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เป็นศูนย์กลางในการกระจายการท่องเที่ยวออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พัฒนาท่าอากาศยานล้านนา อีสาน และอันดามัน<br />
แผนพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;(18 ก.ย. 66) สำหรับแผนพัฒนาท่าอากาศยานอันดามันนั้น เดิมเคยมีการศึกษาว่าไว้แล้วในเบื้องต้นตามแผนแม่บทที่จะพัฒนาเป็นท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 บริเวณตำบลโคกกลอย จังหวัดพังงา บนพื้นที่ราว 6,000 ไร่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาแผนประมาณ 8 เดือน<br />
ทั้งนี้ ภายหลังจากการศึกษาแล้วเสร็จก็จะดำเนินการในขั้นตอนออกแบบรายละเอียดการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตพื้นที่ทั้งหมด วิธีการก่อสร้าง งบประมาณ และ การทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA หลังจากนั้นก็จะนำเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาขออนุมัติดำเนินการ และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป<br />
ในส่วนขั้นตอนการศึกษา ออกแบบรายละเอียด และขั้นตอนการขออนุมัติ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจะดำเนินการในขั้นตอนเปิดประกวดราคา และดำเนินการก่อสร้างโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ปี รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573 &ndash; 2574<br />
แผนพัฒนาท่าอากาศยานล้านนา<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทอท.มีแผนลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 ที่จะดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับท่าอากาศยานอันดามัน แต่เชียงใหม่จะมีความยากกว่าเนื่องจากเป็นที่ดินเอกชน อาจทำให้การจัดหาที่ดินยากและล่าช้า ซึ่งพื้นที่เดิมที่เคยศึกษา คือ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน ประมาณ&nbsp;<br />
5,000 &ndash; 6,000 ไร่ วงเงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p>8. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(12 ก.ย. 66)นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานการประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว เพื่อหารือมาตรการเร่งรัดการท่องเที่ยวระยะสั้น ในช่วงเดือนกันยายน 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยในที่ประชุมได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดแนวทางการอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย (Ease of Travelling) ร่วมกับมาตรการการดูแลและรักษาความปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว และการนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (Experience Tourism) ในลักษณะการเชื่อมโยงเมืองหลักสู่การท่องเที่ยวเมืองรอง</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากหัวเมืองหลักแล้ว รัฐบาลต้องการผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองด้วย เพื่อการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง เม็ดเงินจะไม่ได้กระจุกที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว นายกฯ เผย ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว &ldquo;กลุ่มจังหวัดเมืองรอง&rdquo; พร้อมสนับสนุน เนื่องจากกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ มีสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหารการกินที่น่าสนใจ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สั่งการไปถึง รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย &ldquo;มาดูแลเป็นพิเศษ&rdquo; และให้กำชับสำนักงานท่องเที่ยวประจำจังหวัดนั้น ๆ ดำเนินการเพิ่มศักยภาพ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ เช่น น่าน กาฬสินธุ์ สุโขทัย อยุธยาฯ เป็นต้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;น่านเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรม และในอดีตน่านเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองหลวงพระบาง ซึ่งหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก รัฐบาลจึงอยากจะผลักดันให้น่านเป็นเมืองมรดกโลกเช่นกัน เพื่อที่จะได้ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวน่านด้วย<br />
&nbsp;</p>

<p><u>นโยบาย &ldquo;ขยายโอกาส&rdquo;</u></p>

<p>1. ผลักดัน Soft Power เพื่อประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงวัฒธรรมไทยสู่สากล<br />
รัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Soft Power ของประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ ในอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนโครงการ แผนงาน และมาตรการต่าง ๆ ที่มีผลกระทบสูง ผ่านคอนเทนต์ 11 อุตสาหกรรม ได้แก่ อาหาร กีฬา เฟสติวัล ท่องเที่ยว ดนตรี หนังสือ เกมภาพยนตร์ ศิลปะ การออกแบบ และแฟชั่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
อีกทั้งเป็นการส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีโลก จัดทำแผนผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของไทยโดยจะเร่งขับเคลื่อน 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ หรือ One Family One Soft Power (OFOS) และ Thailand Creative Content Agency (THACCA) มีเป้าหมายยกระดับทักษะคนไทยจำนวน 20 ล้านคน&nbsp;<br />
สู่การเป็นแรงงานทักษะขั้นสูงและแรงงานสร้างสรรค์ และจะสามารถสร้างรายได้อย่างน้อย 4 ล้านล้านบาทต่อปี สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านชอฟต์พาวเวอร์ของโลก แนวทางการขับเคลื่อน OFOS และ THACCA 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย&nbsp;<br />
1. การพัฒนาคนผ่านกระบวนการส่งเสริมบ่มเพาะศักยภาพ โดยเฟ้นหาคนที่มีความฝันและอยากทำความฝันนั้นให้เป็นจริง ทุกช่วงอายุ จำนวน 20 ล้านคน จาก 20 ล้านครัวเรือน โดยแจ้งลงทะเบียนกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อบ่มเพาะผ่านศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&nbsp;<br />
2. การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์สาขาต่าง ๆ ภายในประเทศ 11 สาขา ได้แก่ อาหาร กีฬา เฟสติวัล ท่องเที่ยว ดนตรี หนังสือ ภาพยนตร์ เกม ศิลปะ การออกแบบ และแฟชั่น กำหนดให้เป็นหน้าที่ขององค์กร THACCA ที่ จะถูกจัดตั้งขึ้นในอนาคต ดำเนินการปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย สนับสนุนเงินทุน วิจัยและพัฒนา สร้างแรงจูงใจด้านภาษี จัดตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ทุกจังหวัด เพิ่ม Co-Working Space ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ ริเริ่มไอเดียสร้างสรรค์ และต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ตั้งแต่ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับประเทศ&nbsp;<br />
3. การนำอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์รุกสู่เวทีโลก ด้วยการทูตเชิงวัฒนธรรม หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องนำซอฟต์พาวเวอร์ของไทยเผยแพร่สู่ตลาดโลก กำหนดเป้าหมายเป็นระยะสั้นและกลาง เพื่อขับเคลื่อนแผนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายใน 100 วัน (11 มกราคม 2567) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองพร้อมให้ประชาชนลงทะเบียนแสดงความสนใจเข้ารับการบ่มเพาะ จะมีการปรับปรุงศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ในสถาบัน การศึกษาต่าง ๆ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกฎหมายบางส่วนในระดับกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาให้ส่งเสริมและสอดรับการดำเนินงานตามนโยบาย และจะร่วมจัด &ldquo;Thailand Winter Festivals&rdquo; สร้างปรากฏการณ์เฟสติวัลฤดูหนาวทั่ว ประเทศส่งท้ายปี 2566&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายใน 6 เดือน (3 เมษายน พ.ศ.2567) เริ่มต้นกระบวนการบ่มเพาะศักยภาพคนผ่านศูนย์<br />
บ่มเพาะทักษะ สร้างสรรค์ พร้อมเสนอร่างพระราชบัญญัติ THACCA เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการจัดงาน เทศกาลสงกรานต์ทั้งประเทศให้เป็นเทศกาลระดับโลก&nbsp;<br />
หรือ World Water Festival และจัดงานซอฟต์พาวเวอร์ ฟอรัมนานาชาติ เพื่อระดมความคิดสร้างสรรค์ของคน ในวงการซอฟต์พาวเวอร์ทั้งระดับประเทศและระดับโลก<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายใน 1 ปี (วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2567) กระบวนการบ่มเพาะศักยภาพคน จะสามารถสร้างแรงงานทักษะสูง และแรงงานสร้างสรรค์ ได้จำนวนอย่างน้อย 1 ล้านคน และคาดว่าร่างพระราชบัญญัติ THACCA จะได้รับ ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป รวมไปถึงการส่งเสริมการจัด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและเทศกาลดนตรีนานาชาติ สนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในสาขาต่าง ๆ ไป ร่วมงานในระดับโลก<br />
เป้าหมาย Soft Power สาขาท่องเที่ยว ดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;100 วันแรก ทำแพลตฟอร์มเชื่อมโยง Talent กับผู้ประกอบการ, Tourism Entrepeneur Outreach Program, ทำ Service Brand ของประเทศ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;6 เดือนแรก ส่งเสริม Online - Digital content ในต่างประเทศ, International travel Blogger&#39;s Exchange, ตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคลากรการท่องเที่ยว, ดึงงาน International Travel มาจัดที่ไทย<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;1 ปีแรก Thailand Tourism Data Center, ดันเมืองท่องเที่ยวไทยเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN), พัฒนาแหล่งท่องเทียวยั่งยืนตาม GSTC, เป็น Creative Powerhouse โลก<br />
เป้าหมาย Soft Power สาขาเฟสติวัล ดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;100 วันแรก สร้างการรับรู้งานเฟสติวัลของไทยสู่สายตาชาวโลก (Nationwide Events/Signature Events), มีงานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย 3,000 กิจกรรมโดยรัฐ-เอกชนกระจายทั่วประเทศ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;6 เดือน ถึง 1 ปี ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศ สุดยอดเฟสติวัลโลก, จัด Event และงานเฟสติวัล 10,000 กิจกรรม 365 วันโดยรัฐ-เอกชนทุกจังหวัด, จัด Signature Event และ World Event 20 กิจกรรม<br />
5 Big Event สำคัญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;กิจกรรมสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี 2566 นำเสนอประเพณีลอยกระทงอันทรงคุณค่า เน้นย้ำความสุขอย่างวิถีไทย<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;Amazing Thailand Marathon Bangkok 2023 ตอกย้ำความพร้อมของกรุงเทพฯ ประเทศไทยก้าวสู่ Sport Tourism Destination ระดับโลก คาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 580 ล้านบาท<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;กิจกรรม Amazing Thailand Passport Privileges มอบสิทธิประโยชน์การใช้จ่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;Vijit Chao Phraya 2023 แต่งแต้มสีสันแนวแม่น้ำเจ้าพระยายาม ค่ำคืนตลอดทั้งเดือนธันวาคม<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่งท้ายด้วยกิจกรรม Amazing Thailand Countdown 2024 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็น Global Countdown Destination ยอดนิยมในใจของนักท่องเที่ยว ทั่วโลก<br />
คกก. พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เคาะ 5,164 ล้านบาท ดันอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 11 ด้าน&nbsp;<br />
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ได้เห็นชอบในหลักการที่แต่ละโครงการ กิจกรรม และอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ไทย 11 ด้าน เสนอ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 5,164 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>1.&nbsp;สาขาเฟสติวัล :&nbsp;ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูล การสื่อสาร และการผลักดันเฟสติวัลต่าง ๆ งบประมาณ&nbsp;1,009 ล้านบาท<br />
2.&nbsp;สาขาท่องเที่ยว :&nbsp;จัดระบบการท่องเที่ยวใหม่ทั้งระบบ การสร้างกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว งบประมาณ&nbsp;711 ล้านบาท<br />
3.&nbsp;สาขาอาหาร :&nbsp;มี 3 โครงการใหญ่ ได้แก่ 1 หมู่บ้าน 1 เชฟอาหารไทย, เชฟชุมชน และเชฟชาแนล งบประมาณ 1,000 ล้านบาท<br />
4. สาขาศิลปะไทย :&nbsp;ดำเนิน 5 โครงาร อาทิ เปิดหอศิลป์บริเวณถนนรัชดาภิเษก จัดตั้งสภาศิลปะแห่งประเทศไทย จัดกองทุนสนับสนุนศิลปการแสดงร่วมสมัย งบประมาณ&nbsp;380 ล้านบาท<br />
5. สาขาออกแบบ :&nbsp;ส่งเสริมไทยแลนด์แบรนด์ งบประมาณ&nbsp;310 ล้านบาท<br />
6.&nbsp;สาขากีฬา :&nbsp;เน้นส่งเสริมประสิทธิภาพมวยไทย กิจกรรมมวยไทย ทั้งในและต่างประเทศ งบประมาณ&nbsp;500 ล้านบาท<br />
7.&nbsp;สาขาดนตรี :&nbsp;พัฒนาหลักสูตรเฉพาะ และส่งเสริมการฝึกอบรม ส่งเสริมศิลปินไทยสู่ระดับโลก งบประมาณ&nbsp;144 ล้านบาท<br />
8. สาขาหนังสือ :&nbsp;ให้หนังสือไทยออกสู่หนังสือนานาชาติ งบประมาณ&nbsp;69 ล้านบาท<br />
9.&nbsp;สาขาภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ :&nbsp;การจัดเทศกาลเอกซ์โปรในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์และซีรีส์ ผลักดันสู่ออสการ์ งบประมาณ&nbsp;545 ล้านบาท<br />
10.&nbsp;สาขาแฟชั่น :&nbsp;พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ และส่งเสริมการแสดงสินค้าในต่างประเทศ งบประมาณ&nbsp;268 ล้านบาท<br />
11.&nbsp;สาขาเกม : พัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมผู้ประกอบการ ส่งเสริมกองทุนและสร้างสนามกีฬาอีสปอร์ตแห่งชาติ งบประมาณ&nbsp;374 ล้านบาท</p>

<p>หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปหารือกับสำนักงบประมาณอีกครั้ง ซึ่งโครงการบางส่วนมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอยู่แล้ว หรือบางสาขาตั้งงบประมาณน้อยกว่าที่จะต้องใช้ จึงอาจต้องมีการทบทวนให้เสร็จสิ้นภายใน 14 ธันวาคมนี้ ก่อนส่งให้คณะกรรมการฯ ชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้งในเดือนมกราคม 2567<br />
นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล เปิดเผยว่า ในปีหน้าคณะกรรมการฯ ได้มีการจัดเตรียมกิจกรรมไว้กว่า 10,000 กิจกรรม 365 วันทั่วไทย โดยวาระแห่งชาติคือ การจัดกิจกรรม &quot;มหาสงกรานต์ World water Festival&quot; ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าแห่งสงกรานต์โลก ผ่านงานมหาสงกานต์ตลอดเดือนเมษายน โดยมีศูนย์กลางที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร มีการออกร้านและจัดแสดงวัฒนธรรมไทย ครอบคลุม 11 ซอฟต์พาวเวอร์ คาดการณ์ว่าจะมีรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท</p>

<p>2. Land Bridge เปิดประตูการค้าสองฝั่ง ลดปัญหาช่องแคบมะละกา<br />
โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เป็นการเชื่อมโยงทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงปรับปรุงการเชื่อมต่อในพื้นที่อันดามันทางตอนใต้ ลดระยะเวลาในการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ภายใต้แนวคิด &ldquo;One Port, Two Sides&rdquo; ในระยะทางทางบก 90 กิโลเมตรทาง ช่วงจังหวัดชุมพร &ndash; ระนอง&nbsp;<br />
&ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo; เส้นทางการเดินเรือแห่งใหม่ของโลก<br />
โครงการ &ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo; ใช้ขนถ่ายสินค้าหลักระดับภูมิภาคและจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นเส้นทางการเดินเรือใหม่ของโลกที่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ลดระยะเวลา<br />
การขนส่งทางทะเล และแก้ปัญหาของความล่าช้าในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา จาก 9 วัน เหลือ 5 วัน อีกทั้งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า ประกอบด้วย เขตการค้า เมืองท่าและเขตอุตสาหกรรม และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น<br />
การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 - 2583 โดยจะมี<br />
การคัดเลือกเอกชนในรูปแบบการประกวดราคานานาชาติ (International Bidding) สัญญาเดียว มีระยะเวลาสัญญาในการบริหาร 50 ปี ประกอบด้วย การพัฒนาท่าเรือ 2 ฝั่ง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และทางรถไฟ ในส่วนของกลุ่มนักลงทุนนั้นจะต้องมีการรวมกลุ่มกันของทั้งผู้ประกอบการเดินเรือ ผู้ให้บริการ<br />
โลจิสติกส์ ผู้ประกอบการท่าเรือ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักลงทุนด้านอุตสาหกรรม ซึ่งกฎหมายใหม่<br />
จะถูกร่างขึ้นเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดสิทธิพิเศษให้กับนักลงทุน จากการประเมิน พบว่า ภายใต้ระยะเวลาสัญญา 50 ปี นักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ด้านการเงินไม่น้อยกว่า 10% โดยมีระยะเวลาคืนทุนที่ 24 ปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากรายได้จากการบริหารท่าเรือ&nbsp;<br />
และขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเท่านั้น ทั้งนี้ หากนักลงทุนมีการพัฒนาเพิ่มเติมจากการอุตสาหกรรม และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จะช่วยสร้างผลประโยชน์ด้านการเงิน และระยะเวลาคืนทุนจะดีกว่าการประเมินข้างต้น<br />
ทั้งนี้ เมื่อดำเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สร้างงาน 280,000 ตำแหน่ง GDP ของไทยจะเติบโต 5.5% ต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 670,000 ล้านดอลลาร์<br />
Thailand Landbridge Roadshow ดึงดูดภาคธุรกิจต่างชาติร่วมลงทุน<br />
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ารัฐบาลจะใช้โอกาสการประชุมเอเปค ครั้งที่ 30 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ จัดงาน Thailand Landbridge Roadshow ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี&nbsp;<br />
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ Landbridge พร้อมให้ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ ทั้งโอกาสทางธุรกิจ รูปแบบการลงทุน ศักยภาพทำเลที่ตั้งของพื้นที่โครงการ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ เพื่อดึงดูดนักลงทุนภาคธุรกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ให้ความสนใจ ทั้งสายการเดินเรือ ผู้บริหารท่าเรือ กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น&nbsp;<br />
ซึ่งกลุ่มนักลงทุนต่างให้ความสนใจประเด็นโอกาสในการลงทุนของโครงการ<br />
ซึ่งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ได้เดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้นานาประเทศได้รู้จักโครงการเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้มีนักลงทุนจากหลากหลายประเทศต่างให้ความสนใจโครงการเป็นอย่างมาก อาทิ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศฝั่งตะวันออกกลาง และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น<br />
ส่องมูลค่า &ldquo;แลนด์บริดจ์&rdquo; เมกะโปรเจ็กต์ 1 ล้านล้านบาท<br />
โครงการลงทุนแลนด์บริดจ์มีมูลค่าการลงทุนถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนจะเป็นรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐ (PPP) ประกอบไปด้วยการลงทุน 4 ระยะ ครอบคลุมโครงการท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร และระนอง มอเตอร์เวย์ ท่อขนส่งน้ำมัน ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน รองรับการขนส่งสินค้าจากทางเรือจากท่าเรือ 2 ฝั่ง โดยการลงทุนในแต่ละเฟสของโครงการมีมูลค่า ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 1 ประมาณการลงทุน 6.09 แสนล้านบาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 2 ประมาณการลงทุน 1.647 แสนล้านบาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 3 ประมาณการลงทุน 2.28 แสนล้านบาท<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 4 ประมาณการลงทุน 8.51 หมื่นล้านบาท</p>

<p>&emsp;<br />
3. เปิดประตูการค้าชายแดน 4 ด้าน 4 ประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลฯ<br />
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 11 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนรวมถึงจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเปิดประตูการค้า เพียง 78 วัน หลังแถลงนโยบายและบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีได้ทำตามสัญญา เดินหน้าลงพื้นที่และพบปะผู้นำประเทศ เพื่อเปิดประตูการค้าชายแดน 4 ด้านกับ 4 ประเทศ ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา&nbsp;<br />
(15 กันยายน 2566) นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 จังหวัดเชียงราย และสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ด่านพรมแดนไทย-เมียนมา เพื่อผลักดันการค้าสิ่งถูกกฎหมายชายแดนซึ่งมีมูลค่าสูงและเพิ่มไปได้อีกหลายเท่า ผ่านการเพิ่มความคล่องตัวในการค้าขาย<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประเทศลาว<br />
(30 ตุลาคม 2566) นายกรัฐมนตรีได้เยือนประเทศลาวอย่างเป็นทางการ และได้ร่วมเป็นประธานเปิดสถานีรถไฟเวียงจันทร์ (คำสะหวาด) ซึ่งเป็นโครงการที่ไทยให้การสนับสนุนและจะเป็นการขยายเส้นทางคมนาคมทางรางระหว่างไทย-ลาวจากเส้นทางระยะแรก (หนองคาย - ท่านาแล้ง) ถึงเวียงจันทร์&nbsp;<br />
โดยนายกรัฐมนตรีขอให้เร่งรัดการจัดทำกรอบความตกลงเพื่อเดินรถไฟมาถึงสถานีดังกล่าวในต้นปีหน้า&nbsp;<br />
เพื่อเป็นประโยชน์ร่วมคนทั้งสองประเทศในการค้าขายและการท่องเที่ยวระหว่างกัน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประเทศกัมพูชา<br />
(28 กันยายน 2566) นายกรัฐมนตรีได้เยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ยืนยันความใกล้ชิดและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสนอจัดการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม เพื่อเดินหน้ายกระดับจุดผ่านแดนและเพิ่มปริมาณการค้าชายแดน รวมถึงศูนย์แรกรับเหยื่อการค้ามนุษย์และกลุ่มเสี่ยง<br />
(25 พฤศจิกายน 2566) นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เร่งการก่อสร้างอาคาร CIQ ของกรมศุลกากร&nbsp;<br />
ณ สะพานมิตรภาพไทย - กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน - สตึงบท) และตรวจจุดผ่านแดนถาวรคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เร่งยกระดับเป็นศุลกากรแบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการค้าระหว่างสองประเทศ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประเทศมาเลเซีย&nbsp;<br />
(11 ตุลาคม 2566) นายกรัฐมนตรีเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เดินหน้าความร่วมมือการค้าร่วมกัน โดยหวังเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายแดน เป็นพื้นที่เพิ่มพูนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และได้ชวนนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยี่ยมด่านสะเดา<br />
(27 พฤศจิกายน 2566) นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato&rsquo; Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสเยือนไทยเพื่อการเจรจาทำงาน โดยลงพื้นที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อยอดการพบกันครั้งก่อน ซึ่งจะเร่งผลักดันการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่<br />
กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย และสะพานสุไหง โก-ลก จังหวัดนราธิวาส กับรันเตาปันจัง แห่งที่ 2&nbsp;<br />
โดยมาเลเซียจะช่วยเร่งรัดการก่อสร้างถนนฝั่งมาเลเซียสำหรับการก่อสร้างสะพานสุไหง โก-ลก เพื่อกระตุ้นศักยภาพพื้นที่ชายแดนไทย -มาเลเซีย<br />
4. มิติใหม่เจรจา ไทย - มาเลเซีย ต่อยอดความร่วมมือพัฒนาชายแดน แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้<br />
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ณ ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ในวันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายนนี้ เพื่อสำรวจความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย และมีกำหนดการหารือทวิภาคีกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato&rsquo; Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อผลักดันในประเด็นที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือกันไว้ ในเรื่องสถานการณ์การค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ก่อนเดินทางไปสำรวจจุดเชื่อมถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียร่วมกัน<br />
จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 27 ของประเทศ เป็นอันดับที่ 3 ของภาคใต้ และเป็นขนาดเศรษฐกิจใหญ่ลำดับที่ 1 มีด่านศุลกากรทั้งสิ้น 5 ด่าน ประกอบด้วยด่านศุลกากรสะเดา ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ด่านศุลกากรบ้านประกอบ ด่านศุลกากรสงขลา และด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งด่านที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาคือ ด่านศุลกากรสะเดา เพราะถือเป็นด่านชายแดนทางบกสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุดของไทย ในแต่ละปีมีสินค้าและนักท่องเที่ยวผ่าน<br />
เข้า-ออกเป็นจำนวนมาก&nbsp;<br />
ที่ผ่านมา ด่านศุลกากรสะเดา ประสบปัญหาการจราจรอย่างมาก จึงมีการก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และรองรับการขยายตัวของธุรกิจการค้าชายแดน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างไทย-มาเลเซีย โดยหากเปิดให้บริการเต็มระบบได้ จะช่วยลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่านสะเดาเดิม อีกทั้งยังช่วยผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย &ndash; มาเลเซีย<br />
นอกจากนี้ จังหวัดสงขลายังได้สนับสนุนการขับเคลื่อนการผลักดันเชิงนโยบาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยขอยกเว้นการยื่นรายการ ตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ตม.6) ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นการชั่วคราว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ตม.6) ที่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 - 30 เมษายน 2567 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการออกประกาศให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วต่อไป<br />
ทั้งนี้ มาเลเซียนับเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญและมีความสัมพันธ์หลากหลายมิติกับไทย การเข้าพบหารือของนายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียบริเวณชายแดนด่านสะเดา สะท้อนความความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะการค้าการลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งมาเลเซียเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 4 ของไทย และเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในอาเซียน (โดยตั้งเป้าจะเพิ่มมูลค่าการค้าให้บรรลุเป้าหมายที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (30 billion USD) ภายในปี 2568) ซึ่งการตกลงร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทยและมาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวก เพิ่มความเชื่อมโยงในการเดินทาง รวมถึงการค้าขายบริเวณชายแดนระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อประโยชน์ของประชาชนไทยและมาเลเซียโดยตรง ทั้งการค้า ลงทุน การท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ และทางด้านสังคม ตลอดจนการไปมาหาสู่ระหว่างกัน<br />
5. เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร<br />
วันที่ 15 ธ.ค. 2566 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาอนุญาตให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ทั่วประเทศ 22 ล้านไร่ จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะเริ่มทยอยเปลี่ยน สปก. 4-01 เป็นโฉนดฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป&nbsp;<br />
รู้จักที่ดิน สปก.<br />
&quot;ที่ดิน ส.ป.ก.&quot; หรือที่ดิน &quot;ส.ป.ก. 4-01&quot; คือ เอกสารแสดงการครอบครองที่ดินที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกให้กับประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน &nbsp; ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ระบุ ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดิน ส.ป.ก. มี 3 ประเภท คือ<br />
1. เกษตรกร<br />
2. ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก<br />
&nbsp; &ndash; ผู้ยากจน มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/คน/ปี<br />
&ndash; จบการศึกษาทางเกษตรกรรม ไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า<br />
&ndash; เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม<br />
3. สถาบันเกษตรกร<br />
&ndash; กลุ่มเกษตรกร<br />
&ndash; สหกรณ์การเกษตร<br />
&ndash; ชุมชนสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์<br />
ผู้มีสิทธิยื่นคำขอเปลี่ยนโฉนด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เกษตรกรที่ถือเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. อยู่แล้ว และยังใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับการเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยได้รับสิทธิ์ตามเอกสารสิทธิ์ที่ตนถืออยู่ แต่ยังไม่สามารถซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ในระยะเวลา 5 ปี จากวันที่ได้รับโฉนด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีที่มีความจำเป็นในการกู้ยืม (การจำนอง) หรือจำเป็นจะต้องขายที่ดินที่ได้รับโฉนดนั้นก่อนเวลา 5 ปี ให้ดำเนินการผ่านธนาคารที่ดิน (ที่จะจัดตั้งขึ้น) โดยธนาคารที่ดินจะคิดราคาที่ดินตามราคาประเมินของที่ดินที่มีโฉนด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เกษตรกรที่ยังไม่ได้เป็นผู้ถือเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ส.ป.ก. (หรือเป็นผู้ซื้อ/เปลี่ยนมือที่ดิน ส.ป.ก.) เกษตรกรจะได้รับการเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน หาก (ก) เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำการเกษตรต่อเนื่องมา 10 ปีขึ้นไป และ (ข) มีเอกสารหรือพยานการทำข้อตกลง/การยินยอมจากผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. รวมถึง (ค) เกษตรกรผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินไม่เกิน 10 ล้านบาท เกษตรกรดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดได้ไม่เกิน 50 ไร่<br />
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่&nbsp;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด&nbsp;<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก. กำหนด&nbsp;<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ&nbsp;<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต้องถือครอง ส.ป.ก. 4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี&nbsp;<br />
สถานที่ยื่นเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนด<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส.ป.ก. ทุกจังหวัด<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ของ ส.ป.ก.<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระบบ Online Web site ส.ป.ก. www.alro.go.th<br />
เอกสารที่ต้องเตรียม<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส.ป.ก.4-01 (ฉบับผู้ถือ) หรือ สำเนาสัญญาเงินกู้ ธ.ก.ส. (กรณีกู้เงิน ธ.ก.ส.)<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;บัตรประจำตัวประชาชน<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำเนาใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ - สกุล (ถ้ามี)<br />
มอบของขวัญปีใหม่ ยกระดับชีวิตและคุณภาพของเกษตรกร<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้และจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส.ป.ก. ยังเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งถนน แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ระบบไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย<br />
&nbsp;</p>

<p><u>นโยบาย &ldquo;ปฏิรูปโครงสร้าง&rdquo;</u></p>

<p>1. พ.ร.บ. อากาศสะอาด &ldquo;คืนลมหายใจ คืนอากาศสะอาด&rdquo;<br />
ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ &nbsp;โดย นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ เกิดผลเป็นรูปธรรมและเท่าทันต่อเหตุการณ์ จึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ) เร่งรัดเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดต่อ ครม. โดยเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทุกรูปแบบ รวมถึงมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่ ตลอดจนการมีเครื่องมือหรือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบ และมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุม ปรับลด และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกัน<br />
&nbsp;สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ<br />
1. คณะกรรมการเพื่อการจัดการอากาศสะอาด กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ดังนี้<br />
1.1 คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด&nbsp;<br />
1.2 คณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด&nbsp;<br />
1.3 คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด<br />
2. ระบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของประเทศ<br />
3. มาตรการการลดและควบคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด&nbsp;<br />
4. เขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษทางอากาศ<br />
5. เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด&nbsp;<br />
6. ความรับผิดทางแพ่งและบทกำหนดโทษ</p>

<p>2. พ.ร.บ. การประมงฉบับใหม่ &ldquo;ชุบชีวิตประมง ไทยคืนชีวิตให้ชาวประมง&rdquo;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รัฐบาลมีนโยบายพลิกฟื้นอุตสาหกรรมประมงไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ<br />
และประชาชนอีกครั้ง โดยมุ่งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสม&nbsp;<br />
เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน และเร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ทั้งชาวประมงพื้นบ้านและชาวประมงพาณิชย์ โดยเฉพาะกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ&nbsp;<br />
ที่มีผลกระทบต่อชาวประมง เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวประมงให้สามารถ<br />
ทำอาชีพประมงได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการรักษาทรัพยากรทางทะเลของไทยให้มีผลผลิตได้อย่างยั่งยืน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(31 ก.ย. 66) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ โดยมีเจตนารมณ์ในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลเพื่อความยั่งยืน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความคืบหน้า 3 ประเด็นหลัก<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทบทวนการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติชุดเดิมจำนวน 8 ชุด เพื่อปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการ แก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงและอุตสาหกรรมการประมง (IUU-ประมง) โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 6 คณะ ประกอบด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. คณะอนุกรรมการ ปรับปรุงแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่<br />
&nbsp;แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. คณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับภาคการประมง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. คณะอนุกรรมการด้านการเจรจากับองค์กรระหว่างประเทศและต่างประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. คณะอนุกรรมการจัดระเบียบการประมงทะเล และการฟื้นฟูทะเลและ<br />
&nbsp;อุตสาหกรรมต่อเนื่อง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. คณะอนุกรรมการช่วยเหลือ ชดเชย ความเสียหายในภาคประมง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. คณะอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะอนุกรรมการด้านการเจรจาฯ มีหน้าที่ไปเจรจากับทางสหภาพยุโรป หรืออียู เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการทำการประมงของไทยในภาคเศรษฐกิจในเวทีโลก<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;การดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เร่งรัดการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำการประมงและดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน โดยให้ดำเนินการชดเชย เยียวยา ในการซื้อเรือที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาประมง IUU และยังไม่ได้ดำเนินการ ให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นด้วย</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สนับสนุนและปรับกลไกการทำงานแก้ไขปัญหาให้ชาวประมง ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทในการทำการประมงในปัจจุบัน&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้ความสำคัญกับชาวประมงพื้นบ้านโดยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการการประมงทะเลและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อฟื้นฟูการประมงไทยให้มีความยั่งยืน สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวประมง&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันภาคประมงไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้าประมงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี เป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มอาเซียน และจีน</p>

<p>3. เดินทางปรับปรุงกฎหมาย 4 ด้าน อำนวยสะดวกการลงทุน ยกระดับประเทศ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายสำคัญ 4 ด้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เป็นข้อจำกัดอุปสรรค จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญที่จะนำมาปรับปรุงกฎหมายก่อน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นสำหรับการปรับปรุงกฎหมายจาภาคเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมด้วย&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยกำหนดประเด็นสำคัญ 4 ด้านในการปรับปรุงกฎหมายระยะแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจและสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะในการดูแลรับผิดชอบในแต่ละประเด็น ประกอบด้วย<br />
- ด้านการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ : มีศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตทำงาน การรายงานตัว การยกเว้นใช้แบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ให้ครอบคลุมถึงพาหนะทางบกและทางเรือ การดำเนินการที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือการเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร และการทำงานของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ&nbsp;<br />
- ด้านการพัฒนารับบการอนุญาตหลัก (Super License) : มีนางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขอรับอนุญาตในประเภทธุรกิจที่มีความสนใจในการลงทุนประกอบธุรกิจแต่มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ให้สามารถใช้ใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียวประกอบธุรกิจได้ โดยจะเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การประกอบกิจการร้านอาหาร&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การประกอบธุรกิจที่พักขนาดเล็ก ส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย<br />
- ด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ : มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับ 2 ประเด็น ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. &nbsp;การนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อลดข้อจำกัดและระยะเวลาของผู้ประกอบการ เช่น การลดการเปิดตรวจสินค้าถ่ายลำ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประเภทของสินค้านั้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การขออนุญาตนำสินค้าเข้า-ออกเพื่อการแสดงสินค้าและนิทรรศการ (MICE) โดยจะช่วยดึงดูดให้มีการนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านประเทศไทยจำนวนมากขึ้น<br />
- ด้านการผลักดันพลังงานสะอาด (Clean Energy) : มีนายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวกับการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพลังงานชาติ และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายในเดือนธันวาคม เปิดรับฟังความคิดเห็นของกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการปรับปรุงกฎหมาย พร้อมทั้งกำหนดที่จะหารือร่วมกับหอการค้าสหภาพยุโรป และหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คาดว่าภายในปลายเดือนมกราคม 2567 จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วน รอบด้าน และสามารถที่จะกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการเพื่อให้มีความชัดเจนต่อไปได้</p>

<p>4. ผลักดัน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม<br />
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายให้การรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีคู่รักเพศเดียวกันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจำนวนมาก โดยขาดเครื่องมือทางกฎหมาย &nbsp;ในการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น สิทธิในการตัดสินใจในการรักษา พยาบาล สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน และสิทธิในการรับมรดก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติที่กระทรวงยุติธรรมเสนอเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้บุคคล 2 คน ไม่ว่าเพศใดสามารถทำการหมั้นหรือสมรสกันได้ แก้ไขคำว่า &ldquo;ชาย&rdquo; &ldquo;หญิง&rdquo; &ldquo;สามี&rdquo; &ldquo;ภริยา&rdquo; และ &ldquo;สามี ภริยา&rdquo; เป็น &ldquo;บุคคล&rdquo; &ldquo;ผู้หมั้น&rdquo; &ldquo;ผู้รับหมั้น&rdquo; และ &ldquo;คู่สมรส&rdquo; เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมคู่หมั้น หรือคู่สมรส ไม่ว่าจะมีเพศใด รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัวเท่าเทียมกับคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สรุปสาระสำคัญ 5 เรื่อง ดังนี้<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เหตุการณ์เรียกค่าทดแทนเนื่องจากผิดสัญญาหมั้น กรณีที่คู่หมั้นไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ให้ครอบคลุมกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเพศใด กำหนดให้คู่หมั้น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฝ่ายหนึ่งอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตน หรือผู้ซึ่งกระทำกับคู่หมั้นของตนเพื่อสนองความใคร่ของผู้นั้น หรือคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;การกำหนดอายุขั้นต่ำในการจดทะเบียนสมรส การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควรศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เงื่อนไขแห่งการสมรสใหม่ กำหนดให้หญิงที่ชายผู้เป็นคู่สมรสตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทำการสมรสใหม่กับชายได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่<br />
1. คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น<br />
2. สมรสกับคู่สมรสเดิม<br />
3. มีใบรับรองแพทย์ประกาศนียบัตรหรือปริญญาซึ่งเป็นผู้ประกอบการ รักษาโรคในสาขาเวชกรรมได้ตามกฎหมายว่ามิได้มีครรภ์ &nbsp;<br />
4. มีคำสั่งของศาลให้สมรสได้<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;การเพิกถอนการสมรส (ในกรณีมิได้มีการขอเพิกถอนการมรส ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส) กำหนดให้กรณีถ้าศาลมิได้สั่งให้เพิกถอนการสมรสจนบุคคลทั้งสองมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ หรือในกรณีการสมรสระหว่างชายหญิงเมื่อหญิงมีครรภ์ก่อนอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;เงื่อนไขที่ทำให้การเพิกถอนการสมรสสิ้นสุด กำหนดให้สิทธิขอเพิกถอน การสมรสเป็นอันระงับเมื่อคู่สมรสนั้นมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือในกรณีการสมรสระหว่างชายหญิงเมื่อหญิงมีครรภ์<br />
ความแตกต่าง&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับความแตกต่างเมื่อเทียบสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม กับ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต นั้นมีความแตกต่างกัน คือ พ.ร.บ.คู่ชีวิต จะเป็นการรับรอง ชายแต่งกับชาย หรือ หญิงแต่งกับหญิง แต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันได้แต่ไม่รับรองเรื่องของสิทธิตามกฎหมายของคู่สมรสนั้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีชายกับชายเป็นสามีภรรยากัน หากใครคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป กฎหมายปกติถ้าเป็นชายกับหญิงคู่สมรสจะได้สิทธิทางกฎหมาย อาทิ มรดก สิทธิต่าง ๆ แต่ พ.ร.บ.คู่ชีวิตจะไม่ได้ แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมแล้วแม้ว่าจะเป็นหญิงกับหญิง หรือ ชายกับชาย ถือเป็นคู่สมรสที่จะได้สิทธิของคู่สมรสจากเดิมที่เป็นสามีภรรยากันอย่างไร&nbsp;<br />
คู่สมรสตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ก็จะได้เหมือนกับคู่สมรสที่เป็นชายกับหญิงเหมือนกัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ซึ่งหลังจากครม. ได้รับรองร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อใช้รับรองการเรื่องสมรสเท่าเทียม แล้วจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้</p>

<p>5. ยกร่าง พ.ร.บ. ภาพยนตร์และเกม ฉบับใหม่ ลดอำนาจรัฐ ส่งเสริมผู้ประกอบการ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(26 พ.ย.66) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์เเละเกม ฉบับใหม่ ว่าปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรมได้ยกร่างกฎหมายไว้เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว เพื่อปรับปรุงเเก้ไขให้ทันสมัย เน้นการสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการมากกว่าการสร้างอุปสรรคในการผลิตงานภาพยนตร์ เเละงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการประกอบกิจการทางธุรกิจ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะมุ่งเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการภาพยนตร์เเละเกม และยังคงมาตราฐานในการคุ้มครองเด็กเเละเยาวชนในการเสพสื่อภาพยนตร์ เเละเกมไว้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในส่วนของสาระสำคัญ ภาครัฐจะไม่มีอำนาจในการสั่งให้ผู้ผลิตเเก้ไขหรือตัดทอนเนื้อหาของภาพยนตร์เเละเกม รวมถึงการสั่งเเบนห้ามฉายด้วย แต่จะสนับสนุนให้นำระบบการจัดเรตมาให้ภาคเอกชนรับรองตนเองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนสร้างสรรค์ผลงาน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการสร้างเครื่องมือให้คำเเนะนำเเก่ผู้รับชม เเละผู้ปกครองในการดูเเลเด็กเเละเยาวชน ซึ่งรัฐจะควบคุมเท่าที่จำเป็น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อไม่ให้เกิดการซับซ้อนในอำนาจหน้าที่ระหว่าง พ.ร.บ. ของ THACCA ที่กำลังจะมีขึ้น ร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาให้รอบคอบในเรื่องของขอบข่ายอำนาจหน้าที่ รวมถึงการดูเเลเเละส่งเสริมในเรื่องเกม ยังเป็นเรื่องที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคมจะต้องหารือร่วมกันเกี่ยวกับภารกิจในเรื่อง &lsquo;เกม&rsquo; ว่าใครจะเป็นผู้ดูเเล เพื่อให้เกิดความชัดเจนในภารกิจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ นำไปสู่กระบวนการออกกฎหมายต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2023121858df2b3d3c6aea8ad1695f1271a98797125220.jpg' type='image/jpg' length='138013' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ภาพรวมการจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันประเทศประจำปี 66]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/192183</link>
<guid isPermaLink="false">9d332724610c1922e17361291d4236a3</guid>
<pubDate>Fri, 23 Jun 2023 15:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ภาพรวมการจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันประเทศประจำปี 66&nbsp;ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยขยับสูงขึ้นมาอยู่ในอันดับ 30 ขณะที่สมรรถนะเศรษฐกิจเด่นสุด ถือว่าดีที่สุดในรอบ 3 ปี<br />
เหตุมาจากการค้า การลงทุนฟื้น<br />
<br />
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันประเทศประจำปี 66 โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (ไอเอ็มดี) พบว่าประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นมาเป็น 30 จากอันดับ 33 ดีขึ้นถึง 3 อันดับ ส่วนสำคัญที่ดีขึ้นมา คือสมรรถนะทางเศรษฐกิจปรับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 16 จากอันดับ 34 ดีขึ้นถึง 18 อันดับ, ประสิทธิภาพภาครัฐดีขึ้น 7 อันดับ, ประสิทธิภาพธุรกิจดีขึ้น 7 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น 1 อันดับ สะท้อนทิศทางดำเนินนโยบายที่สอดคล้องเหมาะสมกับการดำเนินการที่ผ่านมา เพิ่มขีดความสามารถประเทศ ยกระดับประเทศ เสริมเกราะประเทศรองรับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต<br />
.<br />
&ldquo;สมรรถนะทางเศรษฐกิจ&rdquo; อันดับขยับขึ้นถึง 18 อันดับดีที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาจากด้านเศรษฐกิจในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การจ้างงาน และระดับราคามีอันดับดีขึ้น ทำให้อันดับทางด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้น&rdquo;<br />
.<br />
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สมรรถนะทางด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งทุกอย่างปรับตัวดีขึ้นหมด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงประสิทธิภาพของภาครัฐ เสถียรภาพด้านการคลังสาธารณะขยับมาอยู่ลำดับที่ 25 ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง แสดงให้เห็นว่าตัวฐานะการเงินการคลังของประเทศอยู่ในระดับดี ส่วนตัวที่ยังมีปัญหาอยู่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กับเรื่องของสิ่งแวดล้อมคือสถานการณ์ฝุ่นที่ยังไม่ดี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20230623c9ab213855716ef82d030d0d1d8c3e81153821.jpg' type='image/jpg' length='117654' />
</item>
</channel>
</rss>
