<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า 35% เริ่ม 1 ม.ค. 70]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/557195</link>
<guid isPermaLink="false">ecee99ad4bef8c80cb280128bbaf5226</guid>
<pubDate>Wed, 04 Nov 2026 10:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(3 พ.ย. 69) การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทย และใช้มาตรการทางภาษีเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ (New Growth Engine)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีครอบคลุมรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป รถยนต์ BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศจะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 35 จากปัจจุบันที่รถยนต์ BEV เสียภาษีร้อยละ 10 และรถยนต์ REEV เสียภาษีร้อยละ 15 สำหรับ BEV (Battery Electric Vehicle) คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียวและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วน REEV (Range Extended Electric Vehicle) เป็นรถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในกระบวนการผลิตหรือประกอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ภายในประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยท่ามกลางการแข่งขันจากรถยนต์นำเข้าที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ พร้อมยกระดับขีดความ สามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. นำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน (Investment-Driven Import) ใช้การนำเข้าเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนระยะยาว เพื่อให้เกิดการลงทุนและการผลิตภายในประเทศไทย ไม่ใช่การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Regional and Global EV Hub) ต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมของประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคและของโลก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ยกระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) ส่งเสริมห่วงโซ่การผลิตในประเทศ สร้างงานให้คนไทย และยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แนวทางดังกล่าวมุ่งผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตเดิมไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทางการใช้พลังงานทางเลือกในการขับเคลื่อนยานยนต์หลากหลายรูปแบบ (Multi -Pathway) และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ (New Growth Engine) โดยการปรับโครงสร้างภาษีมีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนและผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึงชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน และการขยายตัวของกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน<br />
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้ กรมสรรพสามิตศึกษามาตรการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านในระยะสั้น เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์อย่างเป็นระบบในอนาคต เพื่อทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีความแข็งแกร่ง และยกระดับฝีมือแรงงานให้รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ประเมินว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐ โดยคาดว่ารายได้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวอาจลดลงหากรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของมาตรการที่ต้องการให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย มาตรการนี้ยังเป็นการต่อยอดจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV3 และ EV3.5 เพื่อให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศเกิดผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การสร้างตลาดไปจนถึงการสร้างฐานการผลิต การลงทุน และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รัฐบาลมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างการจ้างงานและยกระดับทักษะแรงงานไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์แห่งอนาคต และต่อยอดสู่อุตสาหกรรม New Growth Engine ของประเทศอย่างยั่งยืน</p>

<p>#ครมปรับภาษีBEVREEV #BEVREEVนำเข้า35เปอร์เซ็นต์ #ดึงลงทุนผลิตรถในไทย #สร้างงานยกระดับแรงงานไทย #ไทยสู่RegionalGlobalEVHub #NewGrowthEngine #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20261104023065246666b2647c729d2962604c40102201.jpg' type='image/jpg' length='1241072' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.สัญจร อุดรธานี เดินหน้า 4 มิติพัฒนาอีสานตอนบน 1 ยกระดับเกษตร พัฒนาการค้าชายแดน ส่งเสริมการท่องเที่ยว แก้ไขปัญหายาเสพติด]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/557194</link>
<guid isPermaLink="false">80d4f3e348844f11c7b4a61e18f5ab27</guid>
<pubDate>Wed, 04 Nov 2026 10:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(3 พ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ จังหวัดอุดรธานี ว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู) ซึ่งการประชุม ครม.สัญจรในแต่ละครั้ง เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ลงพื้นที่ เห็นปัญหาและโอกาส พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด ทำให้เข้าใจทั้งข้อจำกัดและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ สามารถนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเมื่อมีการนำเสนอข่าวออกไปจะทำให้ประชาชนทั่วประเทศได้สัมผัสกับความเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมฯ เห็นชอบแนวทางพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ใน 4 มิติ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การยกระดับการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร เพิ่มมูลค่าผลผลิตไทย รัฐบาลเน้นยกระดับราคาสินค้าเกษตร ด้วยการปรับรูปแบบการผลิตสินค้าเกษตรใหม่ ๆ ให้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมชีวภาพ มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศึกษาแนวทางจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหารอนาคตและห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานอาหารกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (Sabaidee Future Food Innovation Lab: FFIL) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำ อาทิ โครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำผาวัง พร้อมซ่อมแซมอาคารประกอบ ตำบลนาเหล่า อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู และส่งเสริมการค้าและพัฒนาเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ ขยายช่องทางการตลาดและเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อาทิ โครงการส่งเสริมการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (กลุ่มสบายดี) กิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า และโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามแนวทาง BCG สู่เกษตรมูลค่าสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการระยะยาว อาทิ โครงการจัดตั้งศูนย์แปรรูปไผ่อุตสาหกรรมและไม้ไผ่วิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (Udon Thani Bamboo Engineered Material Center) ภายใต้ UdonThani Bamboo Green Industry Model ขณะเดียวกันจะเร่งผลัก&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดันพืชเศรษฐกิจสำคัญ 3 กลุ่ม เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรให้เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งพลังงานแห่งอนาคต ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- ข้าว โดยจะเน้นคุณภาพ เพิ่มมูลค่า ปรับการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาพันธุ์ให้ได้มาตรฐานที่ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- ยางพารา ส่งเสริมการแปรรูปยางดิบ มุ่งสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ราคายางพาราสูงขึ้นมากจึงจะต้องรักษาฐานราคาด้วยการเพิ่มมูลค่าทางนวัตกรรม เพื่อให้สามารถรักษาระดับราคาได้ยาวที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- พืชพลังงาน ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง เน้นการผลิตพลังงานชีวภาพต่อยอดเป็นพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างมูลค่าผลผลิต พยุงราคาสินค้าเกษตร และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งหมดนี้จะเป็นการขับเคลื่อนโดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และภาคเอกชน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกษตรกรไทย โดยมีเป้าหมายผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพที่สำคัญของโลก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. พัฒนาการค้าชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการพื้นที่ชายแดน อาทิ โครงการ SABAIDEE EXPO 2027: มหกรรมสินค้า นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เชื่อมโยงมหกรรมพืชสวนโลกและโครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าชายแดนเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งและคมนาคม ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (North Eastern Economic Corridor) รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง โดยได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มเติม พร้อมประเมินความพร้อมในการพัฒนาท่าอากาศยานบึงกาฬ โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและส่งเสริมการค้าชายแดนจังหวัดเลย บนเส้นทางโรแมนติก รูท (Romantic Route) และ นาคี รูท (Nakee Route) กิจกรรมก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง ทางหลวงหมายเลข 2195 ตอนควบคุม 0102 ตอน ปากคาน - อาฮี ระหว่าง กม. 51+400 - กม. 54+850 ระยะทาง 3.450 กม. และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง หมายเลข 2410 ตอนควบคุม 0100 ตอนบ้านเหล่า - ดอนกลอย ระหว่าง กม. 4+100 - กม. 5+000 บ้านแมด ตำบลสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี และพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพการค้า การขนส่ง และการลงทุน ยกระดับกลุ่มจังหวัดให้เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค โครงการระยะยาว อาทิ โครงการติดตั้งระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ แบบติดตั้งประจำที่ (Fixed X-Ray) ณ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า (ICD / UD YARD) นิคมอุตสาหกรรม และโครงการศึกษาความเหมาะสมความเป็นไปได้ โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 7&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ส่งเสริมการท่องเที่ยว รัฐบาลมุ่งนำจุดเด่นและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดมาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาจัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ที่ประชุมฯ เห็นชอบส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ วัฒนธรรม อาหาร และกีฬา ด้วยการพัฒนาต่อยอดกิจกรรมและเทศกาลท่องเที่ยวสู่ระดับนานาชาติ อาทิ โครงการเทศกาลบอลลูน กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน 1 (Sabaidee Balloon Festival) และโครงการยกระดับจังหวัดอุดรธานีสู่เมืองท่องเที่ยว<br />
เชิงอาหารระดับสากล (UDON THANI: GLOBAL GASTRONOMY DESTINATION) พัฒนาและยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ อาทิ ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 และวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ในการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าทดแทนเพื่อการอนุรักษ์หรือรักษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่สำหรับโครงการมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี พ.ศ. 2569 โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การพัฒนาศักยภาพ และยกระดับมาตรฐานของแหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการ กิจกรรมหลัก พัฒนาเรือไฟฟ้าและสถานีชาร์จครบวงจร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง และโครงการปรับปรุง ซ่อมแซมสนามกีฬาจังหวัดอุดรธานี รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก โดยพัฒนาอัตลักษณ์เมือง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาทิ โครงการ UDONTHANI CITY BRANDING การพัฒนาอัตลักษณ์เมืองอุดรธานี เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่ม และโครงการส่งเสริมและพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ LOEI Creative City ขณะที่โครงการระยะยาว อาทิ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ จังหวัดอุดรธานี และการจัดตั้งสถาบันพระบรมราชชนก วิทยาเขตอุดรธานีและโครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะหนองบึงกาฬ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ (ระยะที่ 1 และระยะที่ 2)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. แก้ไขปัญหายาเสพติดครบวงจร มุ่งสร้างสังคมปลอดภัย รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งด้านการปราบปราม ป้องกัน และฟื้นฟู ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและชุมชน อาทิ โครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ (AI CCTV) และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อำเภอชายแดน (อำเภอปากคาด อำเภอบึงโขงหลง และอำเภอบุ่งคล้า) และโครงการปฏิบัติการ Re-X-ray &ldquo;1 สถานีตำรวจ 1 ตำบล ชุมชนปลอดภัยยาเสพติด&rdquo; Udon Shield ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พัฒนาระบบบำบัดรักษา ฟื้นฟู และคืนผู้ผ่านการบำบัดสู่สังคมอย่างครบวงจร อาทิ โครงการช่วยเหลือผู้เสพติด/ผู้ติดยาเสพติด ของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม จังหวัดอุดรธานี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โครงการก่อสร้างอาคารมินิธัญญารักษ์ หนองหาน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และโครงการฟื้นฟูผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดผ่านการบำบัดรักษายาเสพติดของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมในจังหวัดเลย สาขาอำเภอ จังหวัดเลย (ศูนย์บำบัดอำเภอ) ส่วนโครงการระยะยาว อาทิ โครงการจัดตั้งโรงพยาบาลบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดหนองคาย และโครงการสร้างและปรับปรุงสถานควบคุมตัวและบำบัดฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน พร้อมประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสกัดกั้นและจัดการปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ส่วนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด จะต่อยอดแนวทาง &ldquo;อุดรโมเดล พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดแบบครบวงจรของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นเครือข่ายสร้างสังคมปลอดภัย เข้มแข็งอย่างยั่งยืนในการดูแลและฟื้นฟู ควบคู่กับการบูรณาการการรักษาทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และลดโอกาสกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประชุม ครม.สัญจร เป็นการตอกย้ำถึงการมุ่งพัฒนาทุกภูมิภาคของประเทศ โดยคำนึงถึงความเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาและส่งเสริมศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจร ให้ครอบคลุมทุกภาค ก่อนขยายการลงพื้นที่ไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพและมีความต้องการพัฒนาอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักสำหรับพื้นที่กลุ่มจังหวักภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 นี้ คือ เกษตรกรต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น พื้นที่ชายแดนเป็นประตูเศรษฐกิจของภูมิภาค และการท่องเที่ยวต้องสร้างรายได้สู่ชุมชน และประชาชนมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับสินค้าเกษตร นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาเฉลี่ยทั้งประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวนาปีหอมมะลิ ราคา 16,100 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,755 บาทต่อตัน มันสำปะหลังสด ราคา 3.25 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 83 บาทต่อกิโลกรัม และผลปาล์มน้ำมันทลายคละ 7.86 บาทต่อกิโลกรัม จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการอาหารในตลาดโลก โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้แก่มิตรประเทศ การพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้นจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ให้ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนเที่ยวชมงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มองค์ความรู้ด้านการเกษตร และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง</p>

<p>#ครมสัญจรอุดรธานี #เดินหน้า4มิติพัฒนาอีสานตอนบน1 #ยกระดับเกษตร #พัฒนาการค้าชายแดน #ส่งเสริมการท่องเที่ยว #แก้ไขปัญหายาเสพติด #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20261104cdf11eefdf1b5e28c3f269874e3eb024102048.jpg' type='image/jpg' length='1532502' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ขับเคลื่อน “อุดรโมเดล พลัส” แก้ปัญหายาเสพติดครบวงจร เปิด “มหกรรมพืชสวนโลก 2569” ชูเกษตรนวัตกรรม]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/557072</link>
<guid isPermaLink="false">2ebe3907270ee387555c6537183cdd7b</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2 พ.ย. 69) ภารกิจการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ผ่าตัดหัวใจ &ldquo;เมตตา สุคโต&rdquo; โรงพยาบาลหนองคาย มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาโรคหัวใจได้อย่างทันท่วงที โดยขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพควบคู่กับการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน พร้อมเป็นประธานพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่ เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนผ่านการจัดสรรที่ดินทำกิน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลยกระดับเรื่องการเกษตรให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านความมั่นคงทางอาหาร และสร้างรายได้ให้คนไทย จึงต้องสร้างความมั่นคงให้แก่ภาคการเกษตรไทยให้ได้มากที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ สถาบันพระบรมราชชนก และโครงการจัดตั้งสถาบันพระบรมราชชนก วิทยาเขตอุดรธานี ณ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้งสองโครงการเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขควบคู่กับการวางรากฐานการผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยนั้น ประชาชนควรมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี และสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่เป็นภาระของลูกหลาน พร้อมย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณในปี 2571 เพื่อเร่งขับเคลื่อนการก่อสร้างและพัฒนาสถาบันให้เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพประชาชน รวมถึงความมั่นคงและความเจริญของประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนจากต่างประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี สาขาอำเภอเมืองอุดรธานีแห่งที่ 2 ค่ายเสนีย์รณยุทธ (กก.ตชด.24) เพื่อติดตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรอย่างยั่งยืน หรือ &ldquo;อุดรโมเดล พลัส&rdquo; ซึ่งปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และสังคม การแก้ไข ปัญหาจึงต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งการปราบปรามผู้ค้า การบำบัดรักษา และการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในสังคมได้อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยบางรายแม้ผ่านการบำบัดจนมีอาการดีขึ้น แต่ยังต้องได้รับการฟื้นฟูและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องก่อนกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;หนึ่งอำเภอ หนึ่งศูนย์บำบัดฟื้นฟู&rdquo; บูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และสาธารณสุข ตั้งแต่การคัดกรอง ส่งต่อ รักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงติดตามดูแลหลังกลับบ้าน โดยให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติหรือความเสี่ยงกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้ประสานความช่วยเหลือโดยเร็ว โดยศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี เป็นศูนย์พักคอยผู้ป่วยจิตเวชก่อนกลับคืนสู่สังคม มุ่งดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมก่อเหตุรุนแรง ผ่านกระบวนการฟื้นฟู 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. เตรียมการและคัดกรอง 2. ดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวช 3. ฟื้นฟูจิตใจ 4. ฟื้นฟูร่างกายและจิตวิญญาณ 5. ฝึกอาชีพ และ 6. เตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการปราบปรามที่ผ่านมาสามารถจับกุมและยึดยาเสพติดได้มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี จากการปฏิบัติงานของตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแส พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายเร่งสกัดกั้นเครือข่ายและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทาง &ldquo;พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 - 14 มีนาคม 2570 ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานนี้ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพด้านพืชสวน เกษตรกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยสู่เวทีโลก โดยมุ่งนำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างพืช น้ำ และผู้คน ผ่านการอนุรักษ์พันธุ์พืชและพื้นที่ชุ่มน้ำ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและมูลค่าสินค้าเกษตร สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า การหมุนเวียนทรัพยากร และการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ และหน่วยงานจากนานาประเทศ เพื่อขยายโอกาสด้านการพัฒนาตลาดและต่อยอดธุรกิจ โดยรัฐบาลมุ่งให้ประโยชน์จากการจัดงานกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง และภาคบริการ พร้อมส่งเสริมบทบาทของภาคตะวันออก เฉียงเหนือในฐานะแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ หลังเสร็จสิ้นการจัดงานมีแผน พัฒนาต่อยอดให้เป็นพื้นที่สีเขียว แหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน และพื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมเกษตร รวมถึงรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติในอนาคต ควบคู่กับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชนในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะ 5 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู รวม 78 โครงการ วงเงินกว่า 327,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว โดยยกระดับระบบรางเป็นโครงข่ายหลักในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า เพิ่มบทบาทระบบถนนเป็นโครงข่ายเชื่อมต่อ (Feeder) ระยะทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร เพื่อป้อนการเดินทางและการขนส่งเข้าสู่ระบบราง พร้อมเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำและทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค นอกจากนี้ยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงไทย - จีน การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา และแผนก่อสร้างสะพานรถไฟ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ความยาว 735 เมตร รวม 4 ทาง เพื่อยกระดับจังหวัดหนองคายเป็นประตูโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และส่งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟไทย - ลาว &ndash; จีน ในอนาคต&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งเสริมการบินทั่วไป (General Aviation: GA) กีฬาทางอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น อากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) และการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง (AAM) จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเมืองรองและยกระดับการแพทย์ฉุกเฉิน ให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) บูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและจังหวัดเริ่มต้น Sandbox ระยะที่ 1 และ 2 เน้นภารกิจส่งต่อเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน (EMS) และโลจิสติกส์เชื่อมโยงข้ามแดน หนองคาย-เวียงจันทน์ เป็นลำดับแรก และให้กรมท่าอากาศยาน ร่วมกับจังหวัดและท้องถิ่น จัดเตรียมพื้นที่จุดจอดอากาศยานแนวดิ่ง (Vertiport) ให้เชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและสถานีขนส่งหลักอย่างไร้รอยต่อ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และเกษตรกร ให้ก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ชูมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สู้หนี้นอกระบบเพื่อบรรเทาภาระของพ่อค้าแม่ค้า โดยร่วมมอบสินเชื่อ &ldquo;โครงการบ้านคนละหลังพลัส&rdquo; ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พร้อมผลักดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition) จากปัญหาราคาพลังงานและราคาน้ำมันนำเข้าที่พุ่งสูง โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับสถาบันการเงินรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า นอกจากนี้ยังส่งเสริมการใช้น้ำมันพลังงานเกษตรภายในประเทศ เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญากลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก จังหวัดอุดรธานี เพื่อส่งเสริมผ้าทอพื้นถิ่นสู่ตลาดสากล และต่อยอดการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. สนับสนุนการเผยแพร่เรื่องราวของผ้าทอบ้านโนนกอก ตั้งแต่ที่มาของสีบัวแดง ความประณีตของกระบวนการทอ ไปจนถึงการนำผ้าไทยไปใช้ในแฟชั่นร่วมสมัย เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ขยายการรับรู้ในวงกว้าง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมผลักดัน อัตลักษณ์ผ้าทอไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งจะส่งเสริมศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เรียนรู้การย้อมสี ชมการทอผ้า และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนโดยตรง เพื่อกระจายรายได้สู่ช่างทอ รวมถึงผู้ประกอบการอาหาร ที่พัก และสินค้าท้องถิ่น</p>

<p>#นายกขับเคลื่อนอุดรโมเดลพลัส #แก้ปัญหายาเสพติดครบวงจร #เปิดมหกรรมพืชสวนโลก2569 #ชูเกษตรนวัตกรรม #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงคมนาคม #กระทรวงการคลัง #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026110304b1dc53a524e89d70bb0106b4a79c74161313.jpg' type='image/jpg' length='1528118' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ลงพื้นที่อุดรธานี-หนองคาย ส่งเสริมปุ๋ยสั่งตัดลดต้นทุนเกษตรกร ขยายตลาดสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/557077</link>
<guid isPermaLink="false">5086960c69cecf3af7b01e73ea23a1a1</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2 พ.ย. 69) คณะรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ติดตามและเร่งรัดการแก้ปัญหาให้กับประชาชนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ส่งเสริมชุมชนบ้านท่าควาย จัดทำผ้าย้อมคราม ที่มีคุณภาพดีและผสานเอกลักษณ์ของอุดรธานีในฐานะเมืองขิดเข้าไปด้วยกระบวนการทำมือ พร้อมนำคุณค่าทางวัฒนธรรม มาต่อยอดทำให้ผลิตภัณฑ์มีความทันสมัยมากขึ้น และผลักดันให้เป็น New Growth Engine รวมถึงส่งเสริมการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการบำบัด ฟื้นฟู และป้องกันปัญหายาเสพติด เน้นการแก้ปัญหารายชุมชนหรือรายบุคคล เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาในมิติสังคม รายได้ และการดูแลสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ยังได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการ &ldquo;ปุ๋ยสั่งตัด...เพื่อ(เกษตรกร)ไทย&rdquo; ซึ่งที่ผ่านมาได้นำเครื่องผลิตปุ๋ยไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องแล้วประมาณ 4-5 เดือน ระยะต่อไปจะขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสามารถผลิตปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และลดรายจ่ายด้านต้นทุนการเพาะปลูก โดยได้ส่งมอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติให้กับสหกรณ์แม่ข่ายในอุดรธานีรวม 5 แห่ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน ผ่าน Moc Market ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งยังเดินหน้าส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แก่ร้านอาหารไทยที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์ ให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและต่อยอด Soft Power ของไทย และยังช่วยเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ประกอบการในชุมชน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอศักยภาพ ความพร้อม และแนวทางการพัฒนาสนามกีฬาจังหวัดอุดรธานี ให้เป็นสนามกีฬาที่มีมาตรฐาน สามารถรองรับการแข่งขันกีฬาในระดับต่าง ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน และส่งเสริมเศรษฐกิจของจังหวัด พร้อมติดตามความพร้อมและความเรียบร้อยของจุดรับเรื่องราวร้องทุกข์ของศูนย์บริการประชาชน สถานีรถไฟอุดรธานี รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทช ซึ่งประชาชนมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงงานน้ำตาล ทั้งฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ปัญหาน้ำเน่าเสีย มลพิษทางน้ำ และผลกระทบด้านการจราจร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัด การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นเอกภาพ สื่อสารให้ประชาชนเห็นประโยชน์จากการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานีที่เป็นรูปธรรม บูรณาการสื่อทุกช่องทางและใช้ศักยภาพเครือข่ายให้เต็มที่ บริหารจัดการข้อมูลข่าวสารและรับมือข่าวคลาดเคลื่อนอย่างทันท่วงที และยกระดับศูนย์สื่อมวลชน (Press Center) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบนโยบายศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย&ndash;กัมพูชา (The Joint Information Center On The Thailand-Cambodia Situation : JIC) ให้ความสำคัญกับการสื่อสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยยึดมั่นในนโยบายของรัฐบาล หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และถ้อยแถลงร่วมที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และย้ำถึงความสำคัญของการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง การต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารของภาครัฐเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถชี้แจงข้อเท็จจริง ตอบข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจต่อประเด็นสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการภาคเอกชนในอุดรธานีทั้ง 27 บริษัท ถึงความต้องการแรงงาน ปัญหาและอุปสรรคในการจ้างงาน ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการมีงานทำ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้ทำงานที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ และทักษะของตนเอง อีกทั้งยังได้เปิดงาน Job Fair @อุดรธานี &ldquo;เรียนได้งบ จบได้งาน เปิดโอกาส สร้างอาชีพ&rdquo; เน้นย้ำการส่งเสริมการมีงานทำควบคู่กับการพัฒนาทักษะจึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมกำลังแรงงานให้พร้อมรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเตรียมความพร้อมด้านภาษาและวัฒนธรรมแก่คนหางานเพื่อเข้ารับการคัดเลือกไปทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 รุ่นที่ 1&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโรงงานคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (โรงงานลำดับที่ 105) โดยระบุว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม ลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้นใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมถึงปูพรมตรวจสอบในอีก 71 จังหวัดทั่วประเทศ โดยกำชับให้ตรวจสอบจุดเสี่ยงหรือโซนสีแดงเป็นลำดับแรก และดำเนินคดีตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขยายผลตรวจสอบไปถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น นอมินี และการสำแดงเอกสารนำเข้า เพื่อดำเนินคดีอาญาและยึดทรัพย์ ทั้งนี้ยังเร่งจัดระเบียบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมที่มีอยู่กว่า 3,049 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงกวาดล้างโรงงานเถื่อนให้ได้มาตรฐานทั้งหมดภายใน 1 ปี<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ติดตามการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของไปรษณีย์ไทย มุ่งขยายโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน สามารถนำสินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไปจำหน่ายแก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมติดตามมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านระบบไปรษณีย์ โดยเสนอให้พิจารณาจัดทำฐานข้อมูลเฝ้าระวังบุคคลและพื้นที่เสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองและป้องกันไม่ให้เครือข่ายไปรษณีย์ถูกใช้เป็นช่องทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สั่งบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เร่งปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการค้าชายแดน พร้อมกำชับให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดและเครือข่ายยุติธรรมชุมชนเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน เยียวยาผู้เสียหาย และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ให้หน่วยงานด้านราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข พร้อมประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลและเฝ้าระวังบุคคลพ้นโทษ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน ชุมชน และสังคม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ส่งเสริมการศึกษาการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จากแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์อาคารเก่าและมรดกทางสถาปัตยกรรมควบคู่กับการใช้ประโยชน์เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องชุดไทยพระราชนิยม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในประวัติความเป็นมา คุณค่า ความงดงาม และอัตลักษณ์ของเครื่องแต่งกายไทย พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเศรษฐกิจวัฒนธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและแนวทางบริหารจัดการอาหารกลางวัน ที่โรงเรียนบ้านสมวิลัย จังหวัดอุดรธานี โดยมุ่งพิจารณา 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.ศึกษารูปแบบครัวกลาง (Cloud Kitchen) เพื่อให้โรงเรียนหรือหน่วยงานในพื้นที่สามารถบริหารจัดการอาหารร่วมกันได้ตามความเหมาะสม ลดภาระครูด้านการจัดซื้อวัตถุดิบและการประกอบอาหาร 2.ใช้เทคโนโลยีลดงานซ้ำซ้อน คืนเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่สอน 3.ยกระดับคุณภาพและโภชนาการ มุ่งให้นักเรียนได้รับอาหารที่สะอาด ปลอดภัย มีสารอาหารเหมาะสมกับวัย ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่</p>

<p>#ครมลงพื้นที่อุดรธานีหนองคาย #ส่งเสริมปุ๋ยสั่งตัดลดต้นทุนเกษตรกร #ขยายตลาดสินค้าเกษตร #เพิ่มโอกาสการมีงานทำ #ปราบปรามยาเสพติด #สร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงพาณิชย์ #สำนักนายกรัฐมนตรี #กระทรวงกลาโหม #กระทรวงแรงงาน #กระทรวงอุตสาหกรรม #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงยุติธรรม #กระทรวงวัฒนธรรม #กระทรวงศึกษาธิการ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202611030a12ec1f97add4197eb9be25f36ebf8a161844.jpg' type='image/jpg' length='1580082' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ครม.สัญจร อุดรธานี” เร่งแก้ปัญหาเกษตรกร สาธารณสุข ปราบยาเสพติด พัฒนาการค้าชายแดน ส่งเสริมการท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/556690</link>
<guid isPermaLink="false">61ada39778cf8ce01e34467398ea28a6</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและหนองคาย ระหว่างวันที่ 2&ndash;3 พฤศจิกายน 2569 เพื่อตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ พร้อมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี โดยมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาสำคัญ ทั้งด้านเกษตรกรรม ยาเสพติด สาธารณสุข การบริหารจัดการน้ำ และค่าครองชีพ สำหรับกรอบการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้กำหนดประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การยกระดับการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดสบายดีสู่มาตรฐานสากล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การเพิ่มขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุน และการค้าชายแดน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การพัฒนาสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรอินทรีย์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. การรักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงเศรษฐกิจจากระดับชุมชนสู่ระดับภูมิภาค และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ขณะเดียวกัน จังหวัดและภาคเอกชนได้เตรียมข้อเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่ ทั้งด้านการเกษตรและอาหาร การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์&nbsp;<br />
เพื่อเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า และสนับสนุนการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งใช้จุดแข็งของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนให้เป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ จึงมุ่งเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งแต่การสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกินและอาชีพ เกษตรกรรม การเพิ่มศักยภาพระบบสาธารณสุขและการพัฒนาบุคลากร การแก้ไขปัญหายาเสพติดซึ่งส่งผลต่อความเข้มแข็งของชุมชน ไปจนถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ทั้งต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของพื้นที่ในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนการเลือกประชุมฯ ที่จังหวัดอุดรธานี นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลจะนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตรไปหารือและวางนโยบายในการประชุมดังกล่าว เนื่องจากจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออก เฉียงเหนือ มีศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับ สปป.ลาว และประเทศในภูมิภาค ผ่านโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับพื้นที่ อีกทั้งรัฐบาลต้องการยกระดับภาคเกษตรให้เป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนด้านพลังงาน การลงทุน และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจังหวัดอุดรธานีได้จัด &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เพื่อรวบรวมข้อเสนอโครงการเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดอุดรธานี ที่ประชุมมีข้อเสนอแผนงานและโครงการ 4 ด้าน รวมทั้งสิ้น 170 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 78,461,582,825 บาท ประกอบด้วย ด้านการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร 38 โครงการ ด้านการพัฒนาการค้าชายแดน 35 โครงการ ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว 66 โครงการ และด้านการปราบปรามยาเสพติด 31 โครงการ ทั้งนี้กลุ่มจังหวัดฯ คาดหวังให้รัฐบาลสนับสนุนทั้งโครงการเร่งด่วน (Quick Win) และโครงการพัฒนาระยะยาว เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างครอบคลุมทุกมิติ สำหรับโครงการสำคัญที่เตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมฯ อาทิ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จังหวัดเลย เตรียมผลักดันโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเลย โดยเสนอให้ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร โครงการกระเช้าขึ้นภูกระดึง ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แนวคิดพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง หรือ &ldquo;Romantic Route&rdquo; เชื่อมโยงจังหวัดเลย หนองคาย และบึงกาฬ ตลอดจนพื้นที่ในภาคอีสานตอนล่าง เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จังหวัดอุดรธานี ผลักดันการติดตั้งระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์แบบติดตั้งประจำที่ (Fixed X-Ray System) ณ นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการตรวจสอบสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการค้าชายแดน การก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดอุดรธานี ระยะที่ 2 เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา รองรับการแข่งขันกีฬาแห่งชาติและกีฬาคนพิการแห่งชาติในปี 2570 ซึ่งจังหวัดอุดรธานีได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จังหวัดหนองคาย เสนอการจัดทำระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยสนับสนุนระบบท่อสำหรับการให้น้ำแบบหยดแก่เกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมการผลิตได้ตลอดทั้งปี การแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดน โดยเสนอให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม 1 อำเภอ 1 ศูนย์ เพื่อสร้างอาชีพให้กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยง พร้อมติดตั้งกล้อง CCTV และพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมระดับอำเภอและชุมชน และการยกระดับสินค้าเกษตรพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Made in Nong Khai &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จังหวัดบึงกาฬ เสนอโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยจับคู่เจรจาธุรกิจ 4 ประเทศ (ไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน) ภายใต้แนวคิด &ldquo;สี่เหลี่ยมทองคำ&rdquo; และการจัดโซนพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษบริเวณใกล้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ การผลักดันโครงการถนนตัดใหม่ 4 ช่องจราจร เชื่อมบึงกาฬ-กุมภวาปี จ.อุดรธานี ระยะทาง 155 กม. และข้อเสนอผลักดันโครงการสนามบินบึงกาฬ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จังหวัดหนองบัวลำภู เสนอโครงการจัดตั้งสหกรณ์ปศุสัตว์/สหกรณ์โคครบวงจร เพื่อยกระดับปศุสัตว์และเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัด โครงการพัฒนาประตูระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำในเขตเทศบาลหนองบัวลำภู โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกเฒ่าโต้ และโครงการก่อสร้างทางเดินชมทัศนียภาพลอยฟ้า &ldquo;ภูพานน้อยแกรนด์ฮอลล์&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับภารกิจในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังจังหวัดหนองคาย เปิดศูนย์โรคหัวใจ เมตตา สุคโต โรงพยาบาลหนองคาย เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางแก่ประชาชน พร้อมเป็นประธานพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชน (คทช.) ตามนโยบายรัฐบาล ในลักษณะแปลงรวม พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพานพร้าว&ndash;แก้งไก่ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่ดินทำกิน เพิ่มความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และวางรากฐานให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากนั้น เดินทางไปยังอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี วางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ สถาบันพระบรมราชชนก รวมถึงโครงการจัดตั้งสถาบันพระบรมราชชนก วิทยาเขตอุดรธานี นับเป็นการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการแก่ประชาชน และเสริมสร้างความพร้อมด้านกำลังคนของระบบสาธารณสุขในภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรอย่างยั่งยืน หรือ &ldquo;อุดรโมเดล พลัส&rdquo; ณ ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี ค่ายเสนีย์รณยุทธ เป็นการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่าย &ldquo;5 เสือ PLUS&rdquo; ได้แก่ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข ท้องที่ และท้องถิ่น มุ่งเน้นการป้องกัน บำบัดฟื้นฟู และคืนผู้ผ่านการบำบัดสู่สังคม จุดเด่นของ &ldquo;อุดรโมเดล พลัส&rdquo; คือการนำระบบข้อมูลมาสนับสนุนการบริหารจัดการ มี &ldquo;ระบบธานีพิทักษ์&rdquo; ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ใช้จัดเก็บข้อมูลผู้ค้า ผู้เสพ ผู้ป่วย และบุคคลพ้นโทษ เพื่อสนับสนุนการติดตาม เฝ้าระวัง และประสานการทำงานระหว่างหน่วยงาน พร้อมต่อยอดด้วยการฟื้นฟูด้วย H.O.P.E. Framework ประกอบด้วย H &ndash; Hope: การสนับสนุนด้านจิตใจ เสริมสร้างความมั่นใจและความสามารถในการดูแลตนเอง O &ndash; Opportunity: การสร้างเครือข่ายทางสังคม ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับครอบครัวและชุมชน P &ndash; Profession: การพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างโอกาสในการมีงานทำและรายได้ E &ndash; Evaluation: การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเดินทางไปเปิดงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับจังหวัดอุดรธานีสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ นำเสนอศักยภาพด้านพืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ผู้ประกอบการสินค้าและบริการ ตลอดจนเกษตรกรและชุมชนโดยรอบ รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อพิจารณาข้อเสนอและแนวทางการพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนผลักดันนโยบายและโครงการสำคัญให้สอดคล้องกับศักยภาพของกลุ่มจังหวัด การประชุมฯ ครั้งนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายรัฐบาลสู่การพัฒนาเศรษฐกิจระดับพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้จากภาคเกษตร การขยายโอกาสทางการค้าชายแดน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน ตลอดจนการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมสร้างความเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนให้กับประชาชน</p>

<p>#ครมสัญจรอุดรธานี #เร่งแก้ปัญหาเกษตรกร #ปราบยาเสพติด #พัฒนาการค้าชายแดน #ส่งเสริมการท่องเที่ยว #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20261102eaca6d2204858a596f5fa8f738f87b7e151506.jpg' type='image/jpg' length='1499430' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เผยผลสำเร็จเยือนภูฏาน ต่อยอดความร่วมมือการค้าการลงทุน พลังงานสะอาด เกษตร สาธารณสุข ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/556686</link>
<guid isPermaLink="false">49dd6425fdaa4940ecae431f25299e7f</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(1 พ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ เดินทางเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม&ndash;1 พฤศจิกายน 2569 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยมีคณะทางการประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 8 ปี โดยมีเป้าหมายกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข พลังงานสะอาด การเกษตร การค้าและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏาน ซึ่งมีรากฐานสำคัญจากความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน พร้อมเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สาธารณสุข การศึกษา และพลังงานสะอาดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย&ndash;ภูฏาน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยไทยมีศักยภาพส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรคุณภาพสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ อาหารทะเล เนื้อไก่ เนื้อสุกร ยานยนต์ และยังมีโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงการพลังงานของภูฏาน พร้อมเสนอให้จัด Business Forum ไทย&ndash;ภูฏาน เพื่อเชื่อมโยงภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ เทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน โดย FTA ไทย&ndash;ภูฏานตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2570<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านสาธารณสุข ไทยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของภูฏาน ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรมบุคลากร และการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนเข้ารับการรักษาในประเทศไทย รวมถึงต่อยอดความร่วมมือด้านการแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล และการประยุกต์ใช้ AI<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการศึกษา ภูฏานสนใจขยายความร่วมมือกับไทย รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรที่สามารถสนับสนุนธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในภูฏาน และเพิ่มโอกาสด้านการจ้างงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยภูฏานมีศักยภาพทั้งด้านพลังไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์&nbsp;<br />
ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพบปะชุมชนชาวไทยและอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand: FFT) ในภูฏาน พร้อมย้ำว่าคนไทยที่พำนักและทำงานในภูฏานมีบทบาทเสมือน &ldquo;ทูต&rdquo; ที่ช่วยสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชน ขณะที่อาสาสมัครไทยมีบทบาทถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่ชาวภูฏานในหลายสาขา&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน 3 ฉบับ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ ครอบคลุมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรค การพัฒนาบุคลากรและการวิจัยทางการแพทย์ การแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล การใช้ AI และการส่งต่อผู้ป่วยภูฏานมารับการรักษาในประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. บันทึกความเข้าใจต่อเนื่องระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารเพื่อการพัฒนาภูฏาน จำกัด (BDBL) มุ่งเน้นสินเชื่อสีเขียวเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน การพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ การเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศ และการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. บันทึกการหารือด้านความร่วมมือพลังงานสะอาด ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) กระทรวงการคลังภูฏาน และบริษัท Norion Renewable Energy Limited เพื่อสนับสนุนทางวิชาการในการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง ขนาด 100 เมกะวัตต์ ในภูฏาน ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย&ndash;ภูฏานจากระดับนโยบายสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้านคุณภาพชีวิต การเงิน การเกษตร พลังงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมและสักการะหลวงพ่อสัจจธรรม หรือพระพุทธรูปดอร์เดนมา (Great Buddha Dordenma) ณ กรุงทิมพู ซึ่งมีความสูงประมาณ 52 เมตร และมีพระพุทธรูปขนาดเล็กประดิษฐานภายใน 125,000 องค์ สะท้อนความเชื่อมโยงทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและภูฏาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังเมืองเกเลฟู เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิด โครงการสถูป 108 องค์ (Project 108) ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน โดยนายกรัฐมนตรีไทยเป็นผู้นำต่างประเทศเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีสำคัญครั้งนี้ โดยโครงการมีเป้าหมายก่อสร้างสถูปแห่งการตรัสรู้จำนวน 108 องค์ บริเวณริมแม่น้ำเมาชู ใกล้เมืองเกเลฟู ซึ่งแต่ละองค์สูงประมาณ 15 เมตร ตั้งห่างกัน 108 เมตร และกำหนดก่อสร้าง<br />
ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยพลังจิตอาสากว่า 40,000 คน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Gelephu Mindfulness City (GMC) ซึ่งภูฏานกำลังพัฒนาเป็นเขตบริหารพิเศษและเมืองแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยั่งยืน ธรรมชาติ และการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กัน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการเข้าไปมีส่วนร่วมด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ<br />
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะกลุ่มเล็ก ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ณ เมืองเกเลฟู ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญระหว่างการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการ และสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏานในระดับราชวงศ์และรัฐบาล ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับมายังเมืองพาโร และเดินทางกลับประเทศไทยในวันเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการเยือนภูฏานว่า การเยือนครั้งนี้เป็นไปด้วยดีและประสบความสำเร็จ สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับภูฏาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ ครอบคลุมด้านสาธารณสุข พลังงานสะอาด และการเงินเพื่อการเกษตร เพื่อขยายความร่วมมือและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน แม้ภูฏานจะมีประชากรประมาณ 800,000 คน แต่มีทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ทั้งไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการเข้าไปลงทุนและร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอนาคต&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการเกษตร ไทยสามารถต่อยอดความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี สนับสนุนแหล่งเงินทุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ขณะที่ด้านสาธารณสุขมีโอกาสขยายบริการทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยมายังประเทศไทย ส่วนการพัฒนาเมืองเกเลฟูจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้า บริการ และการลงทุนของภาคเอกชนไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น การเยือนครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ไทย&ndash;ภูฏานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการ เปิดตลาดสินค้าไทย ขยายโอกาสการลงทุน เชื่อมโยงภาคธุรกิจ ส่งเสริมการแพทย์และการเกษตร และพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน<br />
<br />
#นายกอนุทินเยือนภูฏาน #ไทยภูฏานร่วมมือพลังงานสะอาดเกษตรสาธารณสุข #FTAไทยภูฏาน #เปิดตลาดสินค้าไทยขยายการลงทุน #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026110299a683910a2eac57f713f6da416f0f44151149.jpg' type='image/jpg' length='1688279' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จากความสำเร็จ “พืชสวนโลกเชียงใหม่” สู่มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ต่อยอดเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/555902</link>
<guid isPermaLink="false">5dd7e680c59283702857feb41d46bbc0</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2554 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยด้านพฤกษศาสตร์ การเกษตร และการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยพื้นที่จัดงาน ณ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก พร้อมสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และทิ้งมรดกสำคัญไว้ทั้งด้านสถาปัตยกรรม พืชสวน และองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p><strong>ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2549 : ความสำเร็จระดับโลก สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจัดงานครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 - 31 มกราคม 2550 จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ภายใต้มาตรฐานมหกรรมพืชสวนระดับ A1 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมกว่า 3.8 ล้านคน มีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมจัดสวนมากกว่า 30 ประเทศ และมีข้อมูลประเมินว่าเกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนมากกว่า 23,000 ล้านบาทความสำเร็จครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนศักยภาพในการจัดงานระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมสร้างแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง &ldquo;หอคำหลวง&rdquo; ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตลอดจนเป็นแหล่งรวบรวมและจัดแสดงพรรณไม้เขตร้อนชื้นที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์</p>

<p><strong>ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2554 : สานต่อความสำเร็จด้วยแนวคิดรักษ์โลก</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจัดงานครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2554 - 15 มีนาคม 2555 แม้ต้องเลื่อนกำหนดการเนื่องจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในประเทศไทย แต่ยังคงเดินหน้าสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Greenitude&rdquo; หรือทัศนคติสีเขียว ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อนและการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรายงานจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 2.2 ล้านคน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากการจัดแสดงสวนนานาชาติและนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว งานครั้งนี้ยังนำเสนอนวัตกรรมและกิจกรรมที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าชม อาทิ สวนแสงแห่งจินตนาการ ซึ่งสร้างสีสันในช่วงค่ำคืน พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร พืชสวน และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จของการจัดงานทั้งสองครั้งจึงไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับวันปิดงาน แต่ได้รับการต่อยอดสู่การพัฒนา &ldquo;อุทยานหลวงราชพฤกษ์&rdquo; ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้พฤกษศาสตร์ และพื้นที่จัดกิจกรรมที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง นับเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำพื้นที่จัดงานระดับโลกมาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเรียนรู้ในระยะยาว</p>

<p><strong>จากบทเรียนเชียงใหม่ สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานด้วยพืชสวนโลกอุดรธานี 2569</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากประสบการณ์การจัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยได้ต่อยอดองค์ความรู้และบทเรียนด้านการจัดงานระดับนานาชาติสู่ &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 - 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่ประมาณ 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด &ldquo;DIVERSITY OF LIFE&rdquo; หรือ &ldquo;ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน&rdquo; การจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน น้ำ และพืช ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพและนวัตกรรมการเกษตร ควบคู่กับการนำเสนออัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ของพื้นที่จัดงาน อาทิ สถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมบ้านเชียงและวิถีชีวิตพื้นถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน</p>

<p><strong>มิติเศรษฐกิจ : กระจายรายได้ สร้างโอกาสให้ธุรกิจและชุมชน</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและภูมิภาคอีสานตอนบน โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 3.6 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 20,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง และสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีกลับคืนสู่ภาครัฐกว่า 7,700 ล้านบาท การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร การขนส่ง ธุรกิจนำเที่ยว ตลอดจนผู้ประกอบการสินค้าและบริการในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนร่วม ยังเป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และอัตลักษณ์ของจังหวัดสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมกับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม การจัดประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ หรือ MICE เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมให้จังหวัดอุดรธานีเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงจึงควรได้รับการประเมินหลังการจัดงาน โดยพิจารณาทั้งรายได้ของธุรกิจในพื้นที่ จำนวนการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่ชุมชน และความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดงาน</p>

<p><strong>มิติสังคม : เปิดพื้นที่เรียนรู้ สืบสานภูมิปัญญา และสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มหกรรมพืชสวนโลกยังเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านการจัดแสดงพรรณไม้ นิทรรศการด้านการเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับจังหวัดอุดรธานี การนำเสนอเรื่องราวของบ้านเชียงและภูมิปัญญาพื้นถิ่นผ่านสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบของสวนจัดแสดง เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัย ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้แสดงศักยภาพและถ่ายทอดอัตลักษณ์ของตนเองสู่ผู้มาเยือน ขณะเดียวกัน หากการจัดงานสามารถเชื่อมโยงกับสถานศึกษา เกษตรกร และเครือข่ายชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมเกษตรสู่คนรุ่นใหม่ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>

<p><strong>การต่อยอดระยะยาว : เปลี่ยนพื้นที่จัดงานให้เป็นมรดกของคนอุดรธานี</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;บทเรียนสำคัญจากจังหวัดเชียงใหม่ คือการทำให้พื้นที่จัดงานสามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้หลังสิ้นสุดมหกรรม โดยอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้พัฒนาบทบาทจากพื้นที่จัดงานไปสู่แหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ด้านพืชสวนที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับจังหวัดอุดรธานี มีแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดหลังจบงานจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะกำหนดคุณค่าของมหกรรมในระยะยาว โดยมีแนวคิดในการต่อยอดพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะถาวร ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม พื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมทางการเกษตร ตลอดจนสถานที่รองรับการจัดงานระดับนานาชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการพื้นที่หลังจบงานที่ชัดเจน ทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ งบประมาณบำรุงรักษา รูปแบบการเปิดให้บริการแก่ประชาชน และมาตรการดูแลระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนและการพัฒนาพื้นที่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย พื้นที่หนองแดจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกในช่วง 134 วันเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นทรัพยากรสำคัญของจังหวัด ทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ พื้นที่สีเขียว แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในระยะยาว จากเชียงใหม่สู่อุดรธานี สู่การพัฒนาที่เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ หัวใจสำคัญของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี คือการวางแผนใช้ประโยชน์พื้นที่หลังสิ้นสุดการจัดงาน หรือ &ldquo;Expo Legacy&rdquo; เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่จัดแสดง และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นสามารถสร้างประโยชน์ต่อไปได้ ไม่จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาการจัดงาน 134 วัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;บทเรียนจากอุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและภารกิจของพื้นที่อย่างชัดเจนหลังจบงาน สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด แนวทางการพัฒนาในระยะยาวจึงควรให้ความสำคัญกับการกำหนดรูปแบบบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณบำรุงรักษา และการวางแผนใช้ประโยชน์พื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในด้านเศรษฐกิจ สามารถพิจารณาการเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม งานนิทรรศการ ตลาดสีเขียวจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย และบริการที่เหมาะสมกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างโอกาสทางรายได้และเพิ่มความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ควรมีการศึกษารูปแบบรายรับและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพื้นที่อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินงานมีความคุ้มค่าและสามารถบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในด้านคุณภาพชีวิต แนวทางการพัฒนาหนองแดให้เป็นสวนสาธารณะและพื้นที่นันทนาการของเมือง สามารถพิจารณาการจัดเส้นทางเดินและวิ่ง เส้นทางจักรยาน พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ โดยต้องออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศดั้งเดิม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้เวลาว่างของประชาชน และสร้างพื้นที่สาธารณะที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะเดียวกันการต่อยอดด้านวิชาการสามารถมุ่งพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน พืชน้ำ พืชพื้นถิ่น และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการเกษตร สถาบันการศึกษา และเครือข่ายนักวิจัย เพื่อจัดกิจกรรมทัศนศึกษาและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเกษตรอย่างยั่งยืน ทั้งยังสามารถพิจารณาพัฒนาพื้นที่จัดแสดงบางส่วนให้รองรับกิจกรรมการเรียนรู้และการศึกษาวิจัยตามความเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เชิญร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของพืชพรรณและนวัตกรรมสีเขียวในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 - 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00&ndash;20.00 น. บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท สามารถซื้อผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ All Ticket หรือจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.udonthaniexpo2026.com และ Facebook: พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 Udon Thani Expo 2026</p>

<p>#มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี2569 #UdonThaniExpo2026 #DiversityofLife #ถอดบทเรียนความสำเร็จ #มหกรรมพืชสวนโลกเชียงใหม่ #ExpoLegacy #เศรษฐกิจชุมชน #ท่องเที่ยวอุดรธานี #เกษตรยั่งยืน #พื้นที่สีเขียว #อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ #พืชสวนโลก #อุดรธานี #PRD1ขอนแก่น #กรมประชาสัมพันธ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20261030501e5c1575ebe02c32e8b502a19909e1100728.jpg' type='image/jpg' length='1785293' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ททท. เปิด 3 โครงการ กระตุ้นการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี กระจายรายได้สู่พื้นที่ คาดสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 629 ล้านบาท]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/555897</link>
<guid isPermaLink="false">a17691268b9258bb92badfa10ed8ebef</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 09:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(29 ต.ค. 69) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังพันธมิตรภาคธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน เปิดตัว 3 โครงการ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องต้นปี 2570 โดยมุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปี 2570 ด้วยยุทธศาสตร์ &ldquo;The Year of Transformation&rdquo; ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้วยการจัดทำโครงการส่งเสริมการตลาดเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ต่อเนื่องถึงต้นปี &nbsp;2570 ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการ บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป 2. Amazing Thailand เที่ยวทั่วไทยไปกับทัวร์ และ 3. เส้นทางคนโสด SINGLE JOURNEY 2026&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โสดแล้วไง...ไปด้วยกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทาง ควบคู่กับการนำเสนอประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความสนใจของนักท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการเดินทางไปสู่การเพิ่มรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยว โดย ททท. คาดว่าการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการฯ จะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 629 ล้านบาทตลอดจนสร้างโอกาสทางธุรกิจและกระจายรายได้ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการ &ldquo;บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป&rdquo; ภายใต้โครงการ Domestic Stimulus ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านการเดินทางทางอากาศ โดย ททท. ร่วมกับพันธมิตรสายการบิน 7 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย ไทยแอร์เอเชีย ไทยเวียตเจ็ท บางกอกแอร์เวย์ส นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และอีซี่แอร์ไลน์ มอบส่วนลดบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศทุกเส้นทาง 500 บาทต่อเที่ยว ผ่านรหัสโปรโมชัน &ldquo;FLYTODOM&rdquo; ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ โดยสามารถจองบัตรโดยสารได้ตั้งแต่บัดนี้ &ndash; 15 ธันวาคม 2569 และออกเดินทางจริงได้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2570&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการ &ldquo;Amazing Thailand เที่ยวทั่วไทยไปกับทัวร์&rdquo; ททท. ส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาค โดยร่วมมือกับพันธมิตร 9 หน่วยงาน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) นำเสนอการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบ Joint Promotion โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายรถโดยสารไม่ประจำทางให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ รถบัส สนับสนุน 10,000 บาทต่อคันต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 40,000 บาทต่อทริป (สำหรับคณะที่มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 30 คนต่อคัน) และสนับสนุนการเดินทางด้วยรถตู้ 2,500 บาทต่อคันต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อทริป (สำหรับคณะที่มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 6 คนต่อคัน) ทั้งนี้ ต้องเดินทางไม่น้อยกว่า 2 วัน 1 คืน เดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่จังหวัดเริ่มต้นการเดินทาง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ ททท. และพันธมิตรทั้ง 9 หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการ &ldquo;เส้นทางคนโสด SINGLE JOURNEY 2026&rdquo; เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม โดยการชวนคนโสดและผู้ที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Traveler) ออกค้นหาประสบการณ์ใหม่ สร้างมิตรภาพ ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวครอบคลุม 5 ภูมิภาค อาทิ การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา การเดินทางด้วยรถไฟ การผจญภัย การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม งานคราฟต์ การตั้งแคมป์ การท่องเที่ยวแบบลักชูรี และการเดินทางร่วมกับสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด &ldquo;โสดแล้วไง ไปด้วยกัน&rdquo; จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ Onground-Event ชวนคนโสดออกมาเปิดโลกการเดินทางในหลากหลายสไตล์ เติมทั้งความสุข ความสนุก และมิตรภาพให้ทุกทริปผ่าน 8 กิจกรรม ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. กิจกรรม SKYLINE FILM ชวนดูหนังกลางแจ้งริมทะเลในรูปแบบ Silent Cinema ผ่าน Wireless Headphone ณ จังหวัดชลบุรี&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. DEEP BLUE SERENITY เปิดประสบการณ์ Sound Healing มิติใหม่ใต้ท้องทะเล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ECO TRAIL CHIANG MAI ฮีลใจท่ามกลางธรรมชาติสายกรีน ณ จังหวัดเชียงใหม่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. SRT ROYAL BLOSSOM พานั่งรถไฟท่องเที่ยวสุดพิเศษสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขตลอดเส้นทาง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. MORNING RUN แท็กทีมวิ่งสำรวจเมือง เติมพลังยามเช้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. PET JOURNEY ชวนคนรักสัตว์พาน้องหมาน้องแมวคู่ใจมาจอยทริปด้วยกัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;7. SEA ESCAPE เติมพลังริมทะเล ปล่อยใจท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;8. MORNING COFFEE PARTY ชวนจิบกาแฟ แลกเปลี่ยนสตอรี่ และชวนนักท่องเที่ยวทุกไลฟ์สไตล์ออกไปปักหมุดเช็กอิน ค้นหาแรงบันดาลใจ และสร้างเรื่องราวใหม่ ๆ จากการเดินทางทั่วไทย ใน 10 Travel Routes ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรท่องเที่ยว อาทิ Trip.com, Tinder และ Love Andaman มอบสิทธิประโยชน์ ส่วนลด และของที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทางและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและกิจกรรมได้ทาง Facebook Instagram และ TikTok เส้นทางคนโสด - Single Journey หรือสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือกับพันธมิตรในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทั้งสายการบิน บริษัทนำเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมการเดินทางที่ตอบโจทย์ความสนใจและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สร้างคุณค่าและความหมายให้ทุกการเดินทาง ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ททท. เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศออกเดินทางเปิดมุมมองใหม่ ๆ กับประเทศไทย ผ่านเทศกาลและอีเวนต์ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงปลายปี พร้อมต่อยอดสู่ทิศทางการท่องเที่ยว &ldquo;The Year of Transformation&rdquo; ในปี 2570 ที่มุ่งสร้างการท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ประสบการณ์ที่มีความหมาย และการเติบโตที่ยั่งยืน หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ Festival Economy ที่มองเทศกาลและอีเวนต์เป็นมากกว่ากิจกรรม แต่เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้คนออกเดินทาง และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังเมืองและชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปลายปีนี้จึงเต็มไปด้วยเทศกาลที่สะท้อนความหลากหลายของประเทศไทยตั้งแต่เทศกาลอัตลักษณ์ไทย (Signature Thailand) ที่บอกเล่าเรื่องราว วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ไปจนถึง World &amp; International Events ที่นำประสบการณ์ระดับโลกมาสู่ประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (Royal Barge Procession 2026) วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 (วันพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน) พระราชพิธีทางน้ำอันทรงคุณค่า โดดเด่นด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ และริ้วขบวนเรือ 52 ลำ พร้อมเสียงกาพย์เห่เรือและจังหวะพายอันพร้อมเพรียงบนแม่น้ำเจ้าพระยา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 มหกรรมพืชสวนโลกบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) กว่า 1,030 ไร่ ครั้งแรกของโลก ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวและแบ่งปันความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำโขง ผ่าน 6 โซนจัดแสดงสุดยิ่งใหญ่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. งานลอยกระทง ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2569 สัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมไทย ผ่านการแสดงศิลปะชั้นสูง ทั้ง โขน หนังใหญ่ และหุ่นละครเล็ก เพลิดเพลินกับดนตรีไทยร่วมสมัย เวิร์กชอปภูมิปัญญาท้องถิ่น และอาหารกับของดีจากทั่วประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. เทศกาลแห่ดาว จังหวัดสกลนคร วันที่ 20 - 26 ธันวาคม 2569 ร่วมสัมผัสความงดงามของ &ldquo;ดาวแห่งท่าแร่&rdquo; ผ่านขบวนแห่ดาว แสงสี 3D Mapping การแสดงโดรน และบ้านเรือนที่ประดับประดาด้วยดวงดาวทั่วทั้งชุมชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้งยังมีการจัดงานภายใต้บรรยากาศ Thailand Festival Season 2026 กับ 4 เทศกาลสำคัญ ครอบคลุมการแสดงแสงสีริมแม่น้ำเจ้าพระยา เทศกาลพลุนานาชาติ ศิลปะ และดนตรีระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงไฮซีซั่น ประกอบด้วย 1. VIJIT CHAO PHRAYA 2026 ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน &ndash; 13 ธันวาคม 2569 ครอบคลุม 13 จุดสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด &ldquo;Light of Imagination&rdquo; ผสานเทคโนโลยีแสง สี เสียง พลุ และการแสดงทางวัฒนธรรมเข้ากับแลนด์มาร์กสำคัญสองฝั่งแม่น้ำ 2. Pattaya International Fireworks Festival 2026 วันที่ 27&ndash;28 พฤศจิกายน ณ ชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี จัดแสดงพลุนานาชาติประกอบเสียงดนตรี พร้อมกิจกรรมความบันเทิงริมทะเล 3. Wonderfruit 2026 จัดวันที่ 3&ndash;7 ธันวาคม ณ The Fields at Siam Country Club จังหวัดชลบุรี รวมดนตรี ศิลปะ อาหาร ธรรมชาติ และความคิดสร้างสรรค์ไว้ในเทศกาลเดียว 4. Tomorrowland Thailand 2026 ระหว่างวันที่ 11&ndash;13 ธันวาคม ณ Wisdom Valley พัทยา ภายใต้ธีม &ldquo;Consciencia&rdquo; นับเป็นการจัดเทศกาลเต็มรูปแบบครั้งแรกของ Tomorrowland ในเอเชีย พร้อมศิลปินนานาชาติและการแสดงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หลายเวที&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการ &ldquo;100 เดียว เที่ยวทั่วไทย&rdquo; มุ่งกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ในประเทศไทยออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ผ่านข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าและสร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจเดินทาง โดยรวบรวมสินค้าและบริการท่องเที่ยวคุณภาพจากพันธมิตรทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดการสร้าง &ldquo;ปรากฏการณ์กระตุ้นการท่องเที่ยววันธรรมดา&rdquo; ให้นักท่องเที่ยวรับรู้ ตัดสินใจซื้อ และเกิดการเดินทางจริง ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มการใช้บริการของผู้ประกอบการในช่วงวันธรรมดา และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง โครงการประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ การนำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดจากผู้ประกอบการ และกิจกรรมออนไลน์ &ldquo;SHOCK DEALS&rdquo; จำหน่าย Voucher ท่องเที่ยวในราคา 100 บาท เปิดให้ร่วมคว้าสิทธิ์ทุกวันอังคาร และใช้เดินทางได้ในวันจันทร์&ndash;พฤหัสบดี รวม 8 ครั้ง ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2569 &ndash; 9 กุมภาพันธ์ 2570 ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ &ldquo;100 เดียว เที่ยวทั่วไทย&rdquo; สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @weekday100</p>

<p>#ทททเปิด3โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี #กระจายรายได้สู่พื้นที่ #คาดสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า629ล้านบาท #บินเที่ยวทั่วไทยฮีลใจทุกทริป #AmazingThailandเที่ยวทั่วไทยไปกับทัวร์ #เส้นทางคนโสดSINGLEJOURNEY2026 #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026103063d0002da45f069f1629ac8c45c50a3b100324.jpg' type='image/jpg' length='1606586' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” ผนึกหน่วยงานรัฐ–แพลตฟอร์ม Shopee - TikTok Shop - Lazada ลดค่าธรรมเนียม GP ช่วย SMEs]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/555568</link>
<guid isPermaLink="false">8f44d48e35531f4c22e175255781b943</guid>
<pubDate>Thu, 29 Oct 2026 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(28 ต.ค. 69) รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจสำคัญในการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มุ่งสร้างโอกาสในการหารายได้ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และขยายช่องทางการตลาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนา SMEs ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยใช้กลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บรรลุความร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee TikTok Shop และ Lazada ในการปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือค่า Gross Profit (GP) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าเกณฑ์ โดยกลับไปใช้อัตราที่เรียกเก็บ ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 - 31 พฤษภาคม 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรวมประมาณ 1,930 ล้านบาท โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีผู้ค้ารวมประมาณ 1.2 ล้านราย ซึ่งการได้รับสิทธิจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ค่า Gross Profit หรือที่เรียกกันว่า ค่า GP เป็นค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งยอดขาย ที่ร้านค้าต้องจ่ายให้แก่แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ในจำนวนหรืออัตราที่แตกต่างกันไป โดยทางแอปพลิเคชันจะมอบสิทธิประโยชน์ เช่น การลดค่าส่ง ส่งฟรี โค้ดส่วนลด หรือกิจกรรมทางการตลาดอื่น ๆ เช่น การเข้าร่วมแคมเปญต่าง ๆ โปรโมทร้านบนหน้าแอปฯ กิจกรรมดึงดูดความสนใจลูกค้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม กระทรวงพาณิชย์จึงบูรณาการความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง เจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการทำธุรกิจออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันและเติบโตได้ ขณะเดียวกันประชาชนต้องได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้นอกจากมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีเวลาปรับตัว วางแผนต้นทุน และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ผ่านความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประกอบการทบทวนและพัฒนาร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยจะบูรณาการการทำงานระหว่าง ETDA กขค. กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดกติกาในอนาคตต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ พฤติกรรมทางการค้า และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการแข่งขันอย่างแท้จริง โดยต้องไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ และทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจเดียวกัน แพลตฟอร์มเป็นกลไกสำคัญของการค้าในปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งจากราคา หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ต่างให้ความร่วมมือและยินดีปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ โดยจะลดค่าธรรมเนียมสินค้าทุกหมวดหมู่ยกเว้นหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับรายละเอียด Shopee จะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจากอัตราปัจจุบัน 8.03&ndash;19.26% เหลือ 8.03&ndash;13.91% ขณะที่ TikTok Shop ปรับจาก 13.38&ndash;21.94% เหลือ 11.24&ndash;17.66% และ Lazada ปรับจาก 9.00&ndash;17.50% เหลือ 7.50&ndash;11.60% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม กรณีบุคคลธรรมดา จะต้องมียอดขาย/รายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ที่สำนักงานเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขต (กทม.) หากเป็นนิติบุคคล จะต้องมียอดขาย/รายได้ ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือในส่วนกลางที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิตามเงื่อนไข และต้องมีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม จากนั้นแพลตฟอร์มและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะร่วมตรวจสอบข้อมูลผู้จดทะเบียนและคุณสมบัติการเข้าร่วม โดยใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ เมื่อได้รับการยืนยันสิทธิ์ สามารถใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ได้ทันที โดยใช้อัตราใหม่นี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า สภาฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP และหลายรายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงขอบคุณนางศุภจี กขค. หน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มที่ร่วมกันหาทางออก การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศการค้า ร่วมกันพัฒนากติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมั่นคง<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้ต้องการให้แพลตฟอร์มงดทำกำไร แต่ขอให้ร่วมแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ทั้งผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้ซื้อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เดียวกัน จึงควรร่วมกันสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สำหรับปัญหาสินค้าและราคาสินค้า และ สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 สำหรับการสอบถามและขอคำแนะนำด้านการประกอบธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่ผู้แทนจาก Shopee TikTok Shop และ Lazada แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเห็นร่วมกันว่าทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และควรร่วมกันพัฒนากติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย Shopee ระบุว่าพร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ Lazada สนับสนุนการหารือร่วมกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วน TikTok Shop ยืนยันพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดให้เติบโตไปด้วยกัน</p>

<p>#ศุภจีผนึกหน่วยงานรัฐ #แพลตฟอร์มShopeeTikTokShopLazada #ลดค่าธรรมเนียมGP #ช่วยSMEs #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202610292fd69720a25f1cfb174eb54762905cd3111627.jpg' type='image/jpg' length='1243604' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตะลุยสวนสวย ชมนวัตกรรมเกษตร ตื่นตากับพรรณไม้หาชมยาก ในมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/555566</link>
<guid isPermaLink="false">30abd205e8aa59905cc8fc5b5250d09a</guid>
<pubDate>Thu, 29 Oct 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ น้องกุมภะ และวาปี ชวนทุกท่านจากทั่วประเทศและทั่วโลก มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ให้กลายเป็นจุดหมายแห่งความงดงามของพืชพรรณ นวัตกรรมสีเขียว และการเรียนรู้ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับวิถีชีวิตอย่างลงตัว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ นิทรรศการภายในอาคารที่เปิดโลกนวัตกรรมพืชสวน และนิทรรศการกลางแจ้งที่ให้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และสวนองค์กร 16 แห่งที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และศักยภาพด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม แต่ละพื้นที่มีเสน่ห์แตกต่างกัน รับรองว่าไม่ว่าจะเป็นสายธรรมชาติ สายถ่ายภาพ สายเทคโนโลยี หรือสายเรียนรู้ ก็มีเรื่องราวให้ค้นพบตลอดเส้นทาง เปิดโลกพืชสวนและนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาสัมผัสโลกสีเขียวในพื้นที่จัดแสดงภายในอาคารและเรือนกระจก ที่รวบรวมเรื่องราวของพืชพรรณไว้หลากหลายแง่มุม ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชอาหาร สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้เรื่องต้นไม้ให้ลึกกว่าเดิม พร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าพืชใกล้ตัวสามารถสร้างคุณค่าและต่อยอดไปได้ไกลเพียงใด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 🏡<strong>โซนภายในอาคาร</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เดินเพลินไปกับ 8 นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคารเรือนกระจก ที่ชวนสำรวจตั้งแต่นวัตกรรมแห่งอนาคตไปจนถึงความงามและคุณค่าของพืชพรรณนานาชนิด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. 🧪 <strong>นิทรรศการนวัตกรรมเทคโนโลยีพืชสวนและเกษตรอัจฉริยะ</strong> เปิดมุมมองการเกษตรยุคใหม่ ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ ดูแล และจัดการการผลิตพืชอย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและต่อยอดสู่เกษตรกรรมแห่งอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. 🏭 <strong>นิทรรศการพืชอุตสาหกรรม </strong>ชวนค้นพบศักยภาพของพืชเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีดีแค่การเพาะปลูก แต่ยังสามารถนำไปแปรรูป เพิ่มมูลค่า และพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. 🌿 <strong>นิทรรศการสมุนไพร</strong> เปิดคลังความรู้จากพืชสมุนไพรไทยและต่างประเทศ ทำความรู้จักการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ ทั้งด้านการดูแลสุขภาพและการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. 🌺 <strong>นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ</strong> เอาใจคนรักดอกไม้ด้วยสีสันและความหลากหลายของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมเติมไอเดียการเลือกพรรณไม้และการจัดสวนให้สวยงามมีชีวิตชีวา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. 🌸 <strong>นิทรรศการวันกล้วยไม้แห่งชาติ ประจำปี 2570</strong> ดื่มด่ำกับเสน่ห์ของกล้วยไม้ไทย เรียนรู้คุณค่าและความหลากหลายของกล้วยไม้ พร้อมสัมผัสแนวคิดการผลักดันมรดกกล้วยไม้ไทยสู่สายตานานาชาติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. 🪷 <strong>นิทรรศการพืชชุ่มน้ำและบัว</strong> ชวนชมความงามของบัวและพรรณไม้น้ำ พร้อมเรียนรู้บทบาทสำคัญของพืชชุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;7. 🍄 <strong>นิทรรศการผัก เห็ด และผำ</strong> เปิดโลกของพืชอาหารและเกษตรทางเลือก ทำความรู้จักพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนแนวทางการเพาะปลูกและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอาหารอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;8. 🥭 <strong>นิทรรศการไม้ผลอัตลักษณ์ของประเทศไทย</strong> พาไปรู้จักไม้ผลที่มีเอกลักษณ์จากภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย สะท้อนความหลากหลายของผลไม้ไทยและโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 🏡 <strong>สำรวจอาคารจัดแสดงพรรณไม้ ชมความงามใกล้ชิดในทุกมุม</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนิทรรศการหมุนเวียนแล้ว ยังมีอาคารจัดแสดงพรรณไม้ ชมความงามใกล้ชิดในทุกมุม และทำความรู้จักพืชที่มีรูปทรง สีสัน และลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1.</strong> <strong>อาคารสวนพรรณไม้ในร่ม (Indoor Plant Garden)</strong> เติมความสดชื่นด้วยพรรณไม้เขตร้อนหลากชนิด ชวนสัมผัสบรรยากาศสวนสีเขียวภายในอาคาร พร้อมเก็บไอเดียการเลือกต้นไม้ไปตกแต่งพื้นที่อยู่อาศัย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2.</strong> <strong>อาคารสวนกล้วยไม้และสับปะรดสี (Orchid and Bromeliad House)</strong> เพลิดเพลินกับรูปทรงและสีสันอันโดดเด่นของกล้วยไม้และสับปะรดสี เหมาะสำหรับคนรักไม้ประดับที่ชอบความแปลกตาและความงามเฉพาะตัวของพรรณไม้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. อาคารสวนตะบองเพชร (Cactus Garden)</strong> สำรวจโลกของแคคตัสและไม้อวบน้ำ ที่มีทั้งรูปทรงจิ๋วแสนน่ารักและรูปทรงโดดเด่น พร้อมเรียนรู้การปรับตัวของพืชให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>4. พิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิตในร่ม (Indoor Living Plant Museum)</strong> เปิดมุมมองด้านชีววิทยาและวิวัฒนาการของพืชพรรณ ชวนเรียนรู้คุณค่าของพืชและความสำคัญต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะชอบเทคโนโลยีการเกษตร อยากรู้จักพืชชนิดใหม่ หรือเพียงต้องการเดินชมความงามของธรรมชาติ พื้นที่จัดแสดงภายในอาคารก็มีเรื่องราวให้ค้นพบได้ตลอดเส้นทาง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 🌳<strong>โซนภายนอกอาคาร</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากโลกแห่งนวัตกรรมภายในอาคาร ออกมาเดินเล่นท่ามกลางพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่ สัมผัสบรรยากาศของพืชพรรณกลางแจ้ง และสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ไฮไลต์ของที่นี่ไม่ได้มีเพียงสวนสวยสำหรับถ่ายภาพ แต่ยังเต็มไปด้วยพื้นที่เรียนรู้ที่ชวนให้เข้าใจธรรมชาติมากยิ่งขึ้น มี 8 นิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🪷 <strong>สวนบัวและพืชชุ่มน้ำ</strong> ชวนเดินชมความงามของบัวและพรรณไม้น้ำ พร้อมเรียนรู้ความสำคัญของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🥬 <strong>นิทรรศการพืชผัก เห็ด และผำ</strong> เปิดประสบการณ์เรียนรู้พืชอาหารและเกษตรทางเลือก ผ่านแนวคิดการผลิตอาหารและการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🌲 <strong>สวนคาร์บอนเครดิต</strong> ชวนทำความเข้าใจบทบาทของต้นไม้และพื้นที่สีเขียวในการดูดซับคาร์บอน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🏡 <strong>หมู่บ้านอีสาน</strong> สัมผัสเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านสถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และความผูกพันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ สะท้อนเอกลักษณ์ของภาคอีสานที่ยังคงมีชีวิตและคุณค่า<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🍎 <strong>นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร</strong> เรียนรู้การพัฒนาไม้ผลยุคใหม่ภายใต้แนวคิด &ldquo;Fruit Tech Frontier: ไม้ผลอัจฉริยะสู่เกษตรอนาคต&rdquo; ที่เชื่อมโยงการผลิตไม้ผลเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;💐 <strong>นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ</strong> เติมสีสันให้การเดินเที่ยวด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิด เหมาะสำหรับคนรักดอกไม้และผู้ที่อยากเก็บภาพความประทับใจท่ามกลางธรรมชาติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🌾 <strong>นิทรรศการพืชไร่และพืชพลังงาน</strong> ทำความรู้จักพืชเศรษฐกิจและพืชที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน พร้อมเปิดมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของพืชต่อการผลิตและเศรษฐกิจการเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🌊 <strong>นิทรรศการและการแสดงบริเวณพื้นที่ริมน้ำ</strong> พักชมวิวริมหนองแด ดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติ และเพลิดเพลินกับกิจกรรมหรือการแสดงที่ช่วยเติมสีสันให้พื้นที่ริมน้ำมีชีวิตชีวา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกหนึ่งไฮไลต์ที่คนรักต้นไม้และนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด คือการเดินชมสวนพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมต้นไม้หลากรูปทรง สีสัน และเอกลักษณ์ไว้ในพื้นที่เดียว แต่ละสวนมีเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่ต้นไม้ขนาดใหญ่ พรรณไม้หายาก ไม้ด่างสีสันสะดุดตา ไปจนถึงสวนไม้ดอก ไม้มงคล และไม้ผลที่คุ้นเคย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🌴 <strong>กลุ่มสวนไม้โดดเด่นและพรรณไม้หายาก</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พบกับสวนนุ่นยักษ์ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนมะกอกโอลีฟ สวนป่าคาร์บอนเครดิต สวนไดโนเสาร์พันธุ์ไทย สวนเบาบับ สวนเบาบับด่าง สวนพญาเงิน และสวนรวมพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ชวนให้ตื่นตากับขนาด รูปทรง และลักษณะเฉพาะของพรรณไม้ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้กับการสำรวจโลกธรรมชาติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🎨 <strong>กลุ่มสวนไม้สีและไม้ด่าง</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เอาใจผู้ชื่นชอบพรรณไม้ที่มีสีสันและลวดลายไม่เหมือนใคร กับสวนพรรณไม้สีเงิน สวนพรรณไม้สีแดง สวนพรรณไม้สีเหลือง สวนมะขามเทศด่าง สวนไม้ด่าง สวนหูกระจงด่างและอากาเว่ &nbsp;&nbsp; &nbsp;สวนไทรจีนยอดทอง สวนไทรช้อนเงินช้อนทอง และสวนโมกด่าง แต่ละสวนชวนให้เพลิดเพลินกับความหลากหลายของสีและรูปทรงใบไม้ พร้อมเก็บไอเดียการจัดสวนให้สวยโดดเด่น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🌺 <strong>กลุ่มสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้มงคล</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เดินชมความงามของสวนลีลาวดี สวนชวนชม สวนชบา สวนยี่เข่งดัด สวนพุทธรักษา สวนไม้ดอกหอม สวนดอกไม้ประจำจังหวัดอุดรธานี ได้แก่ ทองกวาว สวนไม้ประจำจังหวัด สวนไม้มงคล พรรณไม้พระนาม และสวนไม้พุทธประวัติ ที่ผสานความงามของพืชพรรณเข้ากับเรื่องราวทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;✂️ <strong>กลุ่มสวนบอนไซ ไม้ดัด และสถาปัตยกรรมพืช</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ชวนชื่นชมศิลปะการจัดแต่งต้นไม้ผ่านสวนตะโกและข่อย สวนไม้ดัดรูปสัตว์ สวนหัวโต สวนบอนไซ สวนไม้ฉัตร และสวนไม้รั้ว ที่แสดงให้เห็นถึงความประณีต ความอดทน และความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนพรรณไม้ให้กลายเป็นองค์ประกอบตกแต่งที่มีเอกลักษณ์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;🧺 <strong>กลุ่มสวนพืชเฉพาะกลุ่มและไม้ผล</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำรวจความหลากหลายของสวนสน สวนปาล์ม สวนสนใบพาย สวนบัวและไม้น้ำ สวนปรง สวนสนเกรวิลเลีย สวนไม้เลื้อย สวนสมุนไพร สวนไผ่ สวนกล้วย สวนไทย สวนมะม่วง สวนมะม่วงผลใหญ่ สวนขนุน และสวนผลไม้ ที่รวบรวมพืชหลากหลายประเภท ทั้งไม้ประดับ พืชสมุนไพร และไม้ผลที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของไทย สวนกว่า 50 สวนนี้ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่ชมต้นไม้ แต่ยังเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับคนรักธรรมชาติ ผู้สนใจการจัดสวน และนักท่องเที่ยวที่อยากใช้เวลาเดินชมความงามพร้อมเรียนรู้เรื่องราวของพืชพรรณไปตลอดเส้นทาง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 🌿 <strong>เปิดประสบการณ์กับ 16 สวนองค์กรชั้นนำ</strong> ผสานองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่ออนาคต ช่วยเติมเต็มประสบการณ์เที่ยวงาน พร้อมศึกษาแนวคิดด้านพืชสวนและการเกษตรจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สวนองค์กรเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เห็นมุมมองการพัฒนาภาคการเกษตรจากหลากหลายภาคส่วน ผ่านแนวคิด เทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาสู่อนาคตที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่สนใจการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม การเดินชมสวนองค์กรจึงเป็นโอกาสในการเปิดมุมมองใหม่ แลกเปลี่ยนความรู้ และค้นหาแรงบันดาลใจที่สามารถนำไปต่อยอดได้ ทั้งในระดับชุมชนและภาคการผลิต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอเชิญทุกคนมาร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของพืชพรรณและนวัตกรรมสีเขียวในงาน &ldquo;มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569&rdquo; (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 &ndash; 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00&ndash;20.00 น. บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท สามารถซื้อผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ All Ticket หรือจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน สำหรับรายละเอียดบัตรประเภทอื่น เงื่อนไขการเข้าชม และสิทธิ์พิเศษต่าง ๆ สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมจากช่องทางประชาสัมพันธ์ทางการของงาน ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ www.udonthaniexpo2026.com และ Facebook: พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 Udon Thani Expo 2026<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;📸 เตรียมกล้องให้พร้อมแล้วมาสัมผัสความงดงามของสวนสวย พรรณไม้หายาก และนวัตกรรมสีเขียว พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้และความประทับใจกลับบ้านไปด้วยกันที่อุดรธานี!</p>

<p>#มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี2569 #DiversityofLife #นิทรรศการ #สวนองค์กร #พืชสวนโลก #อุดรธานี #PRD1ขอนแก่น #กรมประชาสัมพันธ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20261029a9abe9089773a7beb9f8941cf9ba0906111238.jpg' type='image/jpg' length='1876723' />
</item>
</channel>
</rss>
