<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์ - เกษตรฯ” เร่งผลักดันขยายตลาดสินค้าเกษตร สร้างรายได้และความมั่นคงแก่เกษตรกรไทย]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/514601</link>
<guid isPermaLink="false">93014309f99a34c5cea92495ae7b03e0</guid>
<pubDate>Sun, 21 Jun 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p dir="ltr" id="docs-internal-guid-1a592afb-7fff-2410-4212-04b8a4def1cb" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">(19 มิ.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การค้าและตลาดข้าว รวมถึงแนวทางผลักดันการส่งออกข้าวไทยว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ที่ 7 ล้านตัน ซึ่งการส่งออกถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย แม้ตลาดข้าวโลกในปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทำให้ในช่วงเดือนมกราคม&ndash;พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดศักยภาพ พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญทั่วโลก</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคและแนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ที่มีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคดังกล่าว โดยในเร็ว ๆ นี้จะหารือกับรัฐมนตรีของเปรูเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้หารือกับคณะเอกอัครราชทูต และอุปทูตในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยแล้ว นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในอนาคต รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการดูแลเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านการผลิตข้าวของประเทศ</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก ทั้งนี้แม้การส่งมอบสินค้าไปยังอิรักจะชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น&nbsp;</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เร่งส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน ขณะเดียวกันได้วางแผนเปิดเกมรุกนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ล่าสุดได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 7&ndash;10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อย เจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคมนี้&nbsp;</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ส่วนการส่งเสริมสินค้าเกษตรชนิดอื่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ยกระดับกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยนายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงการหารือกับคุณพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือ Honorary Trade Advisor (HTA) ณ ประเทศญี่ปุ่น ถึงแนวทางส่งเสริมการขยายตลาดส่งออกสินค้ากล้วยหอมไทย และลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม ซึ่งเป็นการต่อยอดการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมฯ ที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นจะเผยแพร่ให้ความรู้เทคนิคการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะทางภูมิศาสตร์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ รวมถึงให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการตลาดและพัฒนากล้วยหอมไทยให้มีผลผลิตตามมาตรฐานและตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่นิยมบริโภคกล้วยที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม มีความหอม และมีรสชาติหวานในแบบเฉพาะ ซึ่งญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยปีละกว่า 1 ล้านตัน&nbsp;</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">อีกทั้งจะจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าระหว่างคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในช่วงเดือนกันยายนนี้&nbsp; ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยหอมจากประเทศไทย และมั่นใจว่ากิจกรรมนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสินค้ากล้วยหอมไทยซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพในสายตาชาวญี่ปุ่น และยังจะเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่ไทยได้รับโควต้าส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่นตามกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หากสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมให้ได้มาตรฐานญี่ปุ่นต่อไปเรื่อย ๆ คาดว่าในระยะยาวจะสามารถส่งออกกล้วยหอมไปตลาดญี่ปุ่นได้ถึงปีละ 100,000 ตัน&nbsp;</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;"><span class="Apple-tab-span" style="text-wrap-mode: nowrap;"> </span></span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">นอกจากนี้ จากความนิยมบริโภคอาหารของคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารวีแกน และอาหาร Plant-Based ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้สำรวจพบว่า ปัจจุบันเทรนด์อาหารวีแกนและอาหาร Plant-Based ในแคนาดา ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนมากขึ้น แม้ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่ได้รับประทานวีแกนแบบ 100% แต่เริ่มหันมาลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และเลือกเมนูจากพืชเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น และยังมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่าย ส่งผลให้ตลาดอาหาร Plant-Based มีการพัฒนาอย่างหลากหลาย ทั้งในด้านวัตถุดิบ รสชาติ และนวัตกรรมอาหาร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน นอกจากนี้ อาหารจากพืชเชิงฟังก์ชันและขนมเพื่อสุขภาพ ได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น เห็ดเชิงฟังก์ชัน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความตระหนักของผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพ อาหารที่ดีต่อลำไส้ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพก็เติบโตมากขึ้น ไข่และชีสวีแกน เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่จะเปลี่ยนจากการขายอาหารเพียงอย่างเดียวมาใช้จุดแข็งของไทย ผสานเทรนด์โลกจำหน่ายอาหารจากพืช&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และอาหารเฉพาะบุคคล ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการส่งออกได้อย่างแน่นอน</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;"><span class="Apple-tab-span" style="text-wrap-mode: nowrap;"> </span></span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและการยกระดับรายได้เกษตรกร &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ล่าสุด นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาคเอกชนไทย และบริษัทชั้นนำจากประเทศจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของไทยไปยังจีนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศจีนนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 675,000-810,000 ล้านบาท และต้องใช้โคมีชีวิตเทียบเท่ากว่า 13.5 ล้านตัวต่อปี จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงโคไทยในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนพัฒนาโรงเชือดมาตรฐานสูงเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อในอนาคต นอกจากนี้ ยังติดตามความคืบหน้าการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อย่างใกล้ชิด สามารถลดประเด็นข้อซักถามด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางสัตวแพทย์จากกว่า 40 ประเด็น เหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก สะท้อนถึงความคืบหน้าสำคัญในการเตรียมเปิดตลาดส่งออกอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสำรวจพื้นที่ท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ (Quarantine Station) สำหรับตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ของภูมิภาค</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;">&nbsp;</p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.2;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span id="docs-internal-guid-c80be4b4-7fff-9dfb-2b41-2b746950cac5" style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">#พาณิชย์เกษตรเร่งผลักดันขยายตลาดสินค้าเกษตร #สร้างรายได้และความมั่นคงแก่เกษตรกรไทย #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202606214ee9d529de2b6ee04362923872f2ed1d084517.jpg' type='image/jpg' length='1390544' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” ลงพื้นที่อุดรฯ ปราบสัญญาเช่าอะพาร์ตเมนต์เอาเปรียบ เปิดนิทรรศกาลส่งเสริมผ้าไทย สร้างรายได้ชุมชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/514443</link>
<guid isPermaLink="false">53907572d5d6e4a3d1459c2f698ac72e</guid>
<pubDate>Sat, 20 Jun 2026 07:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p dir="ltr" id="docs-internal-guid-6311c589-7fff-d3f8-1352-e9e60efb441e" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">(19 มิ.ย. 69) ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย ในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เพื่อขยายผลการตรวจสอบเชิงรุก หลังจากนำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พร้อมบูรณาการกับสำนักงานจังหวัดอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี และสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี&nbsp;</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่และรับฟังปัญหาที่ผ่านมา พบประเด็นที่ผู้เช่าจำนวนมากกังวล และอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม เช่น การคิดค่าน้ำค่าไฟสูงเกินจริงโดยไม่แสดงวิธีคำนวณที่ถูกต้อง การกำหนดเงื่อนไขริบเงินประกัน และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ชัดเจนในสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน โดยเฉพาะคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย เรื่องค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และเงินประกัน ถือเป็นภาระสำคัญในแต่ละเดือน การขยายผลการตรวจจากกรุงเทพมหานครมาสู่จังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้เช่าเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และกฎหมายตรงกัน ผู้ประกอบธุรกิจที่ทำถูกต้อง ต้องได้รับความเป็นธรรม ส่วนรายที่เอาเปรียบผู้บริโภคต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย และป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหายในวงกว้าง โดยมีเรื่องร้องเรียนที่เข้าสู่กระบวนการของ สคบ. ได้ช่วยเหลือจนยุติเรื่องแล้วกว่าครึ่ง และผู้บริโภคได้รับการเยียวยาแล้ว</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ปัจจุบันมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำสัญญาเช่าตามแบบสัญญามาตรฐาน มีข้อความชัดเจน เป็นภาษาไทย อ่านเข้าใจง่าย และต้องส่งมอบสัญญาให้ผู้เช่าเก็บไว้เป็นหลักฐาน ค่าน้ำและค่าไฟต้องเรียกเก็บไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ พร้อมระบุวิธีคำนวณไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันเกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน และเมื่อตรวจสอบไม่พบว่าผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย ต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วันนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด กรณีไม่ส่งมอบสัญญา หรือไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือแบบที่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">นางสาวศุภมาส ย้ำว่า ประชาชนควรเข้าใจความแตกต่างระหว่างอะพาร์ตเมนต์กับคอนโดมิเนียม เพราะมีผลต่อฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย โดยอะพาร์ตเมนต์มีเจ้าของหรือผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าเป็นรายเดียว เมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงอยู่ภายใต้ประกาศควบคุมสัญญาของ สคบ. ส่วนคอนโดมิเนียมเป็นอาคารชุดที่มีเจ้าของร่วม และมีนิติบุคคลอาคารชุดดูแลทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นคนละกรณีกัน สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าจอดรถ ค่าเก็บขยะ หรือค่าบริการส่วนกลาง หากผู้ประกอบธุรกิจจะเรียกเก็บ ต้องระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซ้ำซ้อน และต้องไม่เป็นข้อสัญญาที่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งได้สั่งการให้ สคบ. เดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครหรืออุดรธานี แต่จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ผู้เช่าทุกคนต้องได้รับความเป็นธรรม ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟตามจริง ต้องได้รับเงินประกันคืนตามสิทธิ และต้องไม่ถูกผูกมัดด้วยสัญญาที่เอาเปรียบ ขอฝากถึงผู้เช่าทุกคนว่า ก่อนตกลงเช่าอาคาร ห้องพัก หรืออะพาร์ตเมนต์ ควรตรวจสัญญา วิธีคิดค่าน้ำค่าไฟ เงื่อนไขเกี่ยวกับเงินประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นให้ชัดเจน พร้อมเก็บสัญญา บิล และใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน หากพบการเอาเปรียบหรือเงื่อนไขไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ของ สคบ. หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส ยังได้เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการจัดแสดงผลงานนิทรรศการและการเสวนาวิชาการภายใต้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรม หรือ Legacy สาขาแฟชั่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี จัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเสนอศักยภาพผ้าไทยร่วมสมัยจากชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก&nbsp;</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">นางสาวศุภมาส ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ของจังหวัดอุดรธานี ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสคุณค่าของผ้าไทยและแฟชั่นร่วมสมัยที่เกิดจากการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมผลักดันผ้าไทยให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่และตลาดสากลมากขึ้น</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ทั้งยังเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทย ทรงสร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎร และทรงเผยแพร่ความงดงามของภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก พร้อมกันนี้ ยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผู้ทรงเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมืองในการเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ตลอดจนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; และทรงดำรงตำแหน่งเป็นทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO Ambassador for Fashion and Design โดยทรงเป็นพระองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และยังเป็นโอกาสให้ประชาชนร่วมกันน้อมถวายความอาลัย ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะขัตติยนารีผู้ทรงทุ่มเทสืบสานและเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทย</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ผ้าไทยเป็นทั้งเครื่องแต่งกาย ทุนทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เมื่อผสานกับการออกแบบร่วมสมัย ผ้าไทยจะสร้างรายได้ให้ชุมชน เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ การจัดงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และชุมชน ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดผ้าไทยสู่อนาคตที่ทันสมัย</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ด้าน นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์เดินหน้าขับเคลื่อน &nbsp; &nbsp; &nbsp; อัตลักษณ์ไทยสาขาแฟชั่นสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการจัดงานครั้งนี้มุ่งยกระดับผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย&nbsp; ผ่านนิทรรศการ เสวนาวิชาการ และแฟชั่นโชว์ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ รายได้ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย โดยไฮไลต์สำคัญของงานคือแฟชั่นโชว์ภายใต้แนวคิด &ldquo;THE WALK OF WOVEN IDENTITIES: รันเวย์แห่งตัวตนที่ถูกถักทอ&rdquo; ถ่ายทอดเรื่องราว อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นสมัยใหม่ โดยมี นายภณ ณวัสน์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภู่พันธัชสีห์ นักแสดงชื่อดัง ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ สร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการแสดงผลงานกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ จาก 10 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัย ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ้าไทยในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบัน พร้อมเวทีเสวนาวิชาการด้านผ้าไทยและแฟชั่นร่วมสมัย ในหัวข้อสำคัญ อาทิ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ชุดไทยพระราชนิยม จากราชสำนักสู่ความร่วมสมัย&rdquo; &ldquo;ชุดไทยพระราชนิยมกับภูมิปัญญาไทย จากมรดกวัฒนธรรมสู่แรงบันดาลใจใหม่&rdquo; และ &ldquo;แฟชั่นไทยกับอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาชุมชนสู่ตลาดโลก&rdquo;</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ในส่วนของเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย สำหรับ 10 ชุมชนต้นแบบที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน บริษัท ไทยซิลค์ วิลเลจ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม ธ.มณโฑ จังหวัดอุดรธานี กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู CHATTUWAN THAISILK จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี กลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">ทั้งนี้ ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เข้าชมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 19 - 21 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ UDON HALL ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมเชิญชวนติดตามรอบแสดงผลงานสุดท้ายของโครงการ ระหว่างวันที่ 11 - 13 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร</span></p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;">&nbsp;</p>

<p dir="ltr" style="line-height:1.295;text-indent: 36.0pt;text-align: justify;margin-top:0.0pt;margin-bottom:0.0pt;"><span id="docs-internal-guid-dbda3cf3-7fff-3e86-c818-d16bc7c1ee4e" style="font-size: 16pt; font-family: &quot;TH Sarabun PSK&quot;; color: rgb(0, 0, 0); background-color: transparent; font-variant-numeric: normal; font-variant-east-asian: normal; font-variant-alternates: normal; font-variant-position: normal; font-variant-emoji: normal; vertical-align: baseline; white-space-collapse: preserve;">#ศุภมาสลงพื้นที่อุดร #ปราบสัญญาเช่าอะพาร์ตเมนต์เอาเปรียบ #เปิดนิทรรศกาลส่งเสริมผ้าไทย #สร้างรายได้ชุมชน #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260620d50a2ae108527c900bbb0abc015cbaa2075953.jpg' type='image/jpg' length='1560852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้าปราบน้ำมะพร้าวปลอมปน ส่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 24 ราย พร้อมเร่งแก้ราคามะพร้าวแกงตกต่ำ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/514185</link>
<guid isPermaLink="false">b4c1f2ae8df9bcfdf78614d9a9f5c34e</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(18 มิ.ย. 69)&nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าว &ldquo;การป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว&rdquo; ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรีและสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมอย่างครบวงจร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิต การแปรรูป และการทำตลาด เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร รักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างยั่งยืน&nbsp;โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สถานีบริการน้ำมัน และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดจุดรับซื้อและระบายผลผลิตออกจากตลาด สามารถช่วยดูดซับผลผลิตได้ประมาณ 10 ล้านลูก อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงพีกมีมากกว่าวันละ 2 ล้านลูก&nbsp;จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และการเพิ่มช่องทางตลาดรองรับในระยะยาว&nbsp;อีกทั้งได้ผลักดันแนวคิด &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรและสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม โดยสนับสนุนชุมชนในด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ การคัดแยกผลผลิต บรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดราชบุรี และมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมสำคัญอื่นๆ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว&nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจพบบริษัทกลุ่มเสี่ยงจำนวน 15 ราย ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือหุ้น (นอมินี) และได้ส่งข้อมูลให้ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)&nbsp;กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)&nbsp;สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้วนอกจากนี้ ยังได้ส่งข้อมูลนิติบุคคล&nbsp;โรงงานกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24 ราย ในจังหวัดราชบุรี 17 ราย สมุทรสาคร 2 ราย นครปฐม 5 ราย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก ทั้งด้านมาตรฐานโรงงาน ความปลอดภัยอาหาร การแสดงฉลากสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับประเด็นการปลอมปนน้ำมะพร้าวนั้น&nbsp;ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการและเกษตรกรว่าอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคามะพร้าว เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์บางชนิดวางจำหน่ายในราคาต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ&nbsp;สิ่งสำคัญคือการสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้&nbsp;จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;พัฒนาหลักเกณฑ์ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% รวมทั้งกำหนดให้มีการแสดงข้อมูลบนฉลากอย่างชัดเจน เช่น สัดส่วนของน้ำมะพร้าว ส่วนผสมของน้ำตาลหรือสารปรุงแต่ง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสมพร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาการปลอมปนน้ำมะพร้าว การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รักษามาตรฐานสินค้า สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และยกระดับภาพลักษณ์มะพร้าวน้ำหอมไทยให้กลับมาเป็นสินค้าคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลกอีกครั้ง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านนายพูนพงษ์&nbsp;นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง รวม 9 ครั้ง และประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยพบข้อสังเกตเกี่ยวกับความสมดุลของปริมาณวัตถุดิบและปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงการกำกับดูแลการแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องและไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนการแก้ปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ&nbsp;นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน&nbsp;และกรมการค้าต่างประเทศ&nbsp;ได้หารือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โรงงานผลิตกะทิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคามะพร้าวแกง ที่ขณะนี้ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ผลผลิตในปี&nbsp;2569&nbsp;มีปริมาณ&nbsp;852,000 ตัน&nbsp;เพิ่มขึ้น&nbsp;2.4%&nbsp;จากปีก่อน และพบว่าปัจจุบันผลผลิตยังออกสู่ตลาด แต่ผลจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูด และผลผลิตได้เข้าสู่โรงงานแปรรูป แต่โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เกิดปัญหาผลผลิตตกค้าง ล้งและโรงงานจึงชะลอการรับซื้อ ส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อจากเกษตรกรปรับลดลงมาอยู่ที่&nbsp;6-7&nbsp;บาทต่อลูก&nbsp;ขณะที่เกษตรกรมีความกังวลว่าราคาที่ปรับลดลงจะมีสาเหตุมาจากการนำเข้ามะพร้าวแกงของโรงงาน จากการตรวจสอบ พบว่า โรงงานกะทิใช้ผลผลิตมะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบหลักถึง&nbsp;80%&nbsp;และนำเข้าเพียง&nbsp;20%&nbsp;และในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผลผลิตภายในประเทศออกมาก พบว่า การนำเข้ามะพร้าวในช่วงเดือน มกราคม&nbsp;&ndash;พฤษภาคม&nbsp;2569&nbsp;มีปริมาณเพียง&nbsp;79,388&nbsp;ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณการนำเข้าถึง&nbsp;190,734&nbsp;ตัน หรือลดลง&nbsp;60%</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้นเพื่อบรรเทาปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การขอความร่วมมือโรงงานเข้ารับซื้อมะพร้าวคงค้างที่ยังไม่มีผู้รับซื้อ จำนวน&nbsp;8.8&nbsp;ล้านลูกโดยเร่งด่วน แยกเป็นประจวบคีรีขันธ์&nbsp;5&nbsp;ล้านลูก นครศรีธรรมราช&nbsp;1.6&nbsp;ล้านลูก สุราษฎร์ธานีและชุมพร&nbsp;1&nbsp;ล้านลูก และแหล่งอื่น ๆ&nbsp;1.2&nbsp;ล้านลูก และกรมการค้าต่างประเทศ ยังได้ประชุมผู้นำเข้าและโรงงานกะทิ ขอให้รับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งโรงงานยืนยันว่าจะเริ่มลดการนำเข้าและในช่วงนี้จะใช้มะพร้าวในประเทศเป็นหลัก คาดว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลผลิตตกค้างและช่วยให้ราคามะพร้าวทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และจะติดตามสถานการณ์รับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้ง จะกำกับดูแลการนำเข้ามะพร้าวของโรงงานให้ไม่กระทบต่อผลผลิตในประเทศ การส่งเสริมผู้ประกอบการโรงงานกะทิของไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ให้สามารถขยายช่องทางการตลาดในตลาดเดิมและเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ และที่สำคัญคือ การยกระดับการผลิตของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสากล มีผลผลิตต่อเนื่อง และตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#ศุภจีเดินหน้าปราบน้ำมะพร้าวปลอมปน #ส่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง24ราย #พร้อมเร่งแก้ราคามะพร้าวแกงตกต่ำ #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202606191a1d636226f06db988d61caaa16f7b0d100035.jpeg' type='image/jpg' length='315618' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุมเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางร่วมมือรับความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคต เพื่อประชาชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/514175</link>
<guid isPermaLink="false">ea629a96ca2071384d2841b122f09438</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(18 มิ.ย. 69)&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน&nbsp;ที่&nbsp;ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center)&nbsp;เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย&nbsp;เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซีย&nbsp;ในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์&nbsp;ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin)&nbsp;ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์&nbsp;โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.)&nbsp;ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;แสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา&nbsp;นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า&nbsp;การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลก&nbsp;<br />
ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง&nbsp;พร้อมเสนอความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs)&nbsp;ได้แก่</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp;Regionalism&nbsp;การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย&nbsp;เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp;Resilience&nbsp;การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย&nbsp;โดยความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp;Relevance&nbsp;การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล&nbsp;AI&nbsp;เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป&nbsp;ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย - 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;รัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในโอกาสร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch)&nbsp;โดยมีนายวลาดิมีร์&nbsp;ปูติน&nbsp;ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประมุขและผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้&nbsp;ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย&nbsp;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย&nbsp;(EAEU)&nbsp;ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วม&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ&nbsp;Integration Processes in the Eurasian Spaces&nbsp;ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน&nbsp;พร้อมกล่าวถึงความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน โดยเชื่อมั่นว่า &ldquo;สันติภาพและเสถียรภาพ&rdquo; คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity)&nbsp;เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์&nbsp;แต่ยังครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์&nbsp;แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น&nbsp;อีกทั้งไทยมีความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย&nbsp;(Thailand&ndash;EAEU FTA)&nbsp;เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้และเอื้อต่อการลงทุน&nbsp;และยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#นายกประชุมเวทีอาเซียนรัสเซีย&nbsp;#วางทิศทางร่วมมือรับความท้าทายโลก&nbsp;#สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคต&nbsp;#เพื่อประชาชน&nbsp;#นายกรัฐมนตรี#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026061903d0d17130c5153ecb22760fe2e78d1f093640.jpeg' type='image/jpg' length='385736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มหาดไทย กำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมายยืนยันตัวตนรักษาสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใน 21 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/513652</link>
<guid isPermaLink="false">e31cfdb2d99604f005c6f065512a6ed7</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(16 มิ.ย. 69)&nbsp;ตามที่กรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่&nbsp;3&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2569&nbsp;ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้กำชับทุกอำเภอและหมู่บ้านเร่งประชาสัมพันธ์ ค้นหา และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี&nbsp;2569&nbsp;ให้มาดำเนินการรักษาสิทธิภายในวันที่&nbsp;21&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2569&nbsp;ภายในเวลา 23.00 น.&nbsp;นายนฤชา&nbsp;โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้ขับเคลื่อนภารกิจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน อำนวยความสะดวก และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั้ง&nbsp;3&nbsp;กลุ่ม เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการของรัฐตามสิทธิที่ควรจะได้รับ&nbsp;ดังนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp;กลุ่มเป้าหมายเดิม&nbsp;หรือกลุ่มประชาชนที่เคยอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี&nbsp;2565&nbsp;แต่ยังไม่ได้กดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่าน&nbsp;5&nbsp;ช่องทางของกระทรวงการคลัง&nbsp;(ข้อมูล ณ วันที่&nbsp;15&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2569)&nbsp;พบว่า จำนวน&nbsp;13,173,973&nbsp;คน ได้ดำเนินการยืนยันสิทธิแล้ว&nbsp;12,217,472&nbsp;คน คิดเป็นร้อยละ&nbsp;93&nbsp;ยังคงเหลืออีก&nbsp;956,501&nbsp;คน&nbsp;ขอให้รีบไปยืนยันตัวตนผ่าน&nbsp;5&nbsp;ช่องทาง&nbsp;ได้แก่ แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ:&nbsp;https://welfare.mof.go.th&nbsp;หรือ&nbsp;https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th&nbsp;เครื่อง&nbsp;ATM&nbsp;ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย&nbsp;หรือ แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ ผู้นำชุมชน ช่วยเหลือดำเนินการ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp;กลุ่มประชาชนตกหล่นที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&nbsp;ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการช่วยเหลือ จำนวน&nbsp;1,047,520&nbsp;คน ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้ว&nbsp;974,724&nbsp;คน คิดเป็นร้อยละ&nbsp;93.05&nbsp;ยังคงเหลืออีก&nbsp;72,796&nbsp;คน โดยได้กำชับให้ทุกพื้นที่จัดประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน ชุมชน และประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่&nbsp;17&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2569&nbsp;เพื่อร่วมกันตรวจสอบและรับรองบัญชีรายชื่อให้ถูกต้องครบถ้วน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp;กลุ่มประชาชนนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิม&nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน&nbsp;4,375,589&nbsp;คน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายนฤชา&nbsp;ได้กำชับทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งดำเนินงานผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ตรวจสอบและสอบทานข้อมูลของกลุ่มที่&nbsp;2&nbsp;และกลุ่มที่&nbsp;3&nbsp;ให้ครบถ้วน พร้อมยืนยันส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในวันอาทิตย์ที่&nbsp;21&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2569&nbsp;เวลา&nbsp;23.59&nbsp;น. เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังนำไปตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดต่อไป&nbsp;จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มเป้าหมาย&nbsp;หรือผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการรักษาสิทธิ รีบติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ กระทรวงการคลังจะประกาศ ในวันที่&nbsp;17&nbsp;กรกฎาคม&nbsp;2569&nbsp;ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน&nbsp;5&nbsp;ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://xn--12cm1ane3a8dcb9a6abq9eehm8a4u7e.mof.go.th/">https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</a>&nbsp;และ&nbsp;https://welfare.mof.go.th&nbsp;หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังพร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569&nbsp;ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ผ่านช่องทางเดียวกัน&nbsp;และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569&nbsp;เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน&nbsp;&nbsp;&ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์&nbsp;https://welfare.mof.go.th&nbsp;หรือ&nbsp;https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th&nbsp;และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17&nbsp;-&nbsp;31 กรกฎาคม 2569โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;​(17 มิ.ย. 69)&nbsp;ส่วนความคืบหน้าโครงการ&nbsp;&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo;ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่<br />
โดยนายนฤชา&nbsp;โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ สั่งการให้จังหวัดกำชับอำเภอและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง&nbsp;โดยให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการผ่านทุกช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เว็บไซต์ของหน่วยงาน หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน สื่อสังคมออนไลน์ และช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ได้รับทราบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับร้านค้ารายเดิม สามารถยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่&nbsp;25&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;-&nbsp;30&nbsp;กันยายน&nbsp;2569&nbsp;ขณะที่ร้านค้ารายใหม่ เปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่&nbsp;25&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;-&nbsp;31&nbsp;กรกฎาคม&nbsp;2569&nbsp;นอกจากนี้ ยังกำชับให้ปลัดอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ตามแบบฟอร์มที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้สำหรับพื้นที่ในเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ให้จังหวัดขอความร่วมมือเทศบาลมอบหมายปลัดเทศบาลหรือหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ&nbsp;โดยไม่เกิดอุปสรรคด้านพื้นที่รับผิดชอบ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#มหาดไทยกำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมาย #ยืนยันตัวตนรักษาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ภายใน21มิย69 #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260618408fc7c9896935465e4c563b4576b34c092225.jpeg' type='image/jpg' length='291720' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ร่วม ASEAN-Russia Business Forum ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน ผลักดันการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/513645</link>
<guid isPermaLink="false">8390ff4631f41e5afe943865ffb937f8</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ&nbsp;เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย&nbsp;เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit)&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;16&ndash;19&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2569&nbsp;ในโอกาสครบรอบ&nbsp;35&nbsp;ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เดินถึงเมืองคาซานเมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 มิถุนายน 2569&nbsp;ได้รับการต้อนรับจากผู้แทนระดับสูงของสหพันธรัฐรัสเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก&nbsp;พร้อมด้วยสุภาพสตรีในชุดประจำชาติได้มอบขนมปัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ การต้อนรับด้วยความจริงใจ ความอุดมสมบูรณ์ และความปรารถนาดีต่อแขกผู้มาเยือน สะท้อนถึงไมตรีจิตและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและรัสเซีย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;​(17 มิ.ย. 69)&nbsp;นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน&nbsp;ASEAN-Russia Business Forum&nbsp;ร่วมกับนายเล&nbsp;มิญ&nbsp;ฮึง&nbsp;นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์&nbsp;อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมกล่าวปาฐกถาเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700&nbsp;ล้านคน&nbsp;โดยในปี&nbsp;2569&nbsp;ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ&nbsp;35&nbsp;ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งตลอดระยะเวลาความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&nbsp;ในขณะที่ไทยกำลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะที่มาตรการ&nbsp;FastPass&nbsp;Initiative&nbsp;มีส่วนช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI&nbsp;:&nbsp;Foreign Direct Investment)&nbsp;ได้สูงที่สุดในรอบ&nbsp;10&nbsp;ปีเมื่อปีที่ผ่านมา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center)&nbsp;การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ&nbsp;พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซีย ใน&nbsp;3&nbsp;ด้านสำคัญ ได้แก่</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp;การเชื่อมโยง (Connectivity)&nbsp;ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์&nbsp;ท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายการบิน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น &ldquo;ประตูยุทธศาสตร์&rdquo; เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพสูง และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ตลอดจนสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement)&nbsp;ที่จะช่วยสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยง ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp;การค้าและการลงทุน (Trade and Investment)&nbsp;เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงานในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้เป็นอย่างดี พร้อมยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์&nbsp;นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถคาดการณ์ได้&nbsp;เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย&nbsp;(Thai-EAEU FTA)&nbsp;เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp;การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges)&nbsp;ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซีย&nbsp;ที่มีประมาณ&nbsp;2&nbsp;ล้านคนต่อปี และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ในปี&nbsp;2570&nbsp;ไทยและรัสเซียจะครบรอบ&nbsp;130&nbsp;ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;ยังได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท&nbsp;CPF Russia&nbsp;จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์&nbsp;สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ&nbsp;รวมถึงต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์&nbsp;อีกทั้งการที่ชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต&nbsp;ยืนยันว่า&nbsp;รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย&nbsp;(EAEU)&nbsp;เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย&nbsp;และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี&nbsp;ฮัซซานัล&nbsp;บลเกียะฮ์&nbsp;มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์&nbsp;(His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah&nbsp;Mu&rsquo;izzaddin&nbsp;Waddaulah)&nbsp;แห่งบรูไนดารุสซาลาม&nbsp;ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกันได้แก่</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านการเกษตร&nbsp;ไทยให้ความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยจะมอบหมายให้นางศุภจี&nbsp;สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&nbsp;หารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ&nbsp;และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านพลังงาน&nbsp;ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านสาธารณสุข&nbsp;นายกรัฐมนตรียินดีส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ&nbsp;โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ&nbsp;Jerudong Park Medical Centre&nbsp;ของบรูไน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านการลงทุน&nbsp;ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement)&nbsp;ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#นายกร่วมASEANRussiaBusinessForum # ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน #ผลักดันการค้าการลงทุน # เศรษฐกิจดิจิทัล #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202606187e402cff482b718f332fa708e8463945091756.jpeg' type='image/jpg' length='378328' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/513191</link>
<guid isPermaLink="false">3a340e04a197a4ac8daa6eba4ee2eae2</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เนื่องจากวันที่&nbsp;17&nbsp;มิถุนายนของทุกปีตรงกับวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก (World Day to Combat Desertification and Drought)&nbsp;หรือชื่ออย่างเป็นทางการในระดับนานาชาติ&nbsp;คือ &quot;วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก&quot; ก่อตั้งขึ้นโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly)&nbsp;เมื่อปี ค.ศ.1994&nbsp;เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันนำไปสู่ภัยแล้ง (Drought)&nbsp;และการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Desertification)&nbsp;โดยปัญหาภัยแล้งและการกลายเป็นทะเลทรายนั้นล้วนเป็นสภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การใช้หน้าดินอย่างไม่ยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนน้ำ ความเสื่อมโทรมของหน้าดิน เป็นเหตุให้พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่สามารถเพาะปลูกได้คล้ายกับทะเลทราย&nbsp;ดังนั้นวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลกจึงเป็นวันสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง</p>

<p>​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานงานกลางระดับชาติ (National Focal Agency)&nbsp;ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD)&nbsp;จึงได้จัดกิจกรรม&nbsp;&ldquo;วันทะเลทราย และภัยแล้งโลก ประจำปี 2569 (Desertification &amp; Drought Day&nbsp;2026)&rdquo;&nbsp;ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม 2801 อาคาร 8 ชั้น กรมพัฒนาที่ดิน และมีการถ่ายทอดผ่านทางเฟสบุ๊กของกรมพัฒนาที่ดิน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการ&nbsp;Recognize. Respect. Restore.&nbsp;ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ: รู้ค่า รักษา ฟื้นฟู&nbsp;นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากหน่วยงานความร่วมมือทั้งภายใน และต่างประเทศ รวมถึงการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อรู้ค่า รักษา ฟื้นฟู &ldquo;ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ&rdquo; กับอนาคตประเทศไทย&nbsp;โดยในปี 2569&nbsp;การจัดงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยแล้ง และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้า รวมถึงภัยคุกคามและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่า ความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ความเสื่อมโทรม และนโยบายที่ไม่ยั่งยืน ที่ส่งผลต่อพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งนิทรรศการจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน&nbsp;เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง&nbsp;การแปรสภาพของที่ดินเป็นทะเลทราย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงถึงความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ วิถีชีวิตของชุมชน&nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับภัยแล้ง ภัยพิบัติทางการเกษตร ด้านการบริหารจัดการดินและที่ดินด้วยการปรับปรุงฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม การมอบสิทธิที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเกษตรกร และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน</p>

<p>​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันทุ่งหญ้าที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลก&nbsp;กำลังเสื่อมโทรมและถูกมองข้าม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนเลี้ยงสัตว์และชนพื้นเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างการดำเนินงานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนภาคประชาสังคมสถาบันการศึกษา เกษตรกร เยาวชน สตรี และประชาชนทั่วไป โดยครอบคลุมการบริหารการจัดการด้านทรัพยากรดิน ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ชุมชน และหุ้นส่วนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว และมุ่งเน้นบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวคิดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน (Land Degradation Neutrality: LDN)&nbsp;ผ่านกิจกรรมการฟื้นที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการสร้างความตระหนักให้กับเกษตรกร หมอดินอาสา และชุมชนท้องถิ่นเพื่อลดความเสื่อมโทรมของที่ดิน รักษาสมดุลของทรัพยากรที่ดินและระบบนิเวศ สนับสนุนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในเป้าหมาย&nbsp;SDG&nbsp;ที่ 15 ภายในปี 2573</p>

<p>​ &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมพัฒนาที่ดินมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมสร้างความตระหนัก ถึงการฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก #เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน #RangelandsRecognizeRespectRestore #ที่ดินทุ่งหญ้าป่าไม้แหล่งน้ำ #รู้ค่ารักษาฟื้นฟู #กรมพัฒนาที่ดิน #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260617abea080c8a75bd6bc2d749c98840607b100756.jpeg' type='image/jpg' length='381294' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย–รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี และผลลัพธ์ประชุม อาเซียน–รัสเซีย ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/513188</link>
<guid isPermaLink="false">7f442d5309f1b5380d05daa786d5be47</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(16 มิ.ย. 69)&nbsp;คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่&nbsp;6&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2569&ndash;2573&nbsp;เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะ&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;แผนการหารือฉบับนี้เป็นกลไกต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ผ่านมา&nbsp;โดยกำหนดการหารือทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับกรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือภูมิภาคและพหุภาคีในเอเชีย&ndash;แปซิฟิก การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ กิจการเกี่ยวกับยุโรป การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่&nbsp;9&nbsp;ณ กรุงมอสโก ในช่วงเดือนสิงหาคม&nbsp;2569&nbsp;และหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะมีการลงนามแผนการหารือฉบับดังกล่าวในโอกาสเดียวกัน&nbsp;ซึ่งร่างแผนการหารือนี้ไม่ได้เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี&nbsp;ยังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว&nbsp;โดยเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp;ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo;&nbsp;เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp;ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp;ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.&nbsp;ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้&nbsp;ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#ครมเห็นชอบกรอบหารือไทยรัสเซียฉบับใหม่5ปี #ผลลัพธ์ประชุมอาเซียนรัสเซีย #ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง #กระทรวงการต่างประเทศ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202606172e868f6f1ecb46c896af11e9063586b8100444.jpeg' type='image/jpg' length='342558' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/513183</link>
<guid isPermaLink="false">2091cb2f5a082893ffdb9dd8df717d73</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(16 มิ.ย. 69)&nbsp;คณะรัฐมนตรี&nbsp;เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ&nbsp;ได้แก่ 1.&nbsp;ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร&nbsp;(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...&nbsp;เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital&nbsp;Transformation)&nbsp;ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ&nbsp;e-Tax Invoice&nbsp;(ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์)&nbsp;&amp; e-Receipt (ใบรับ/ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์) และ&nbsp;e-Withholding Tax&nbsp;(ระบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์)&nbsp;โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider)&nbsp;ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp;ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...)&nbsp;ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax)&nbsp;ที่สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568&nbsp;โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย&nbsp;ผ่านระบบ&nbsp;e-Withholding Tax&nbsp;ต่อไปจนถึง&nbsp;วันที่&nbsp;31 ธันวาคม&nbsp;2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider)&nbsp;มากขึ้น โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการระบบ&nbsp;e-Tax Invoice &amp; e-Receipt&nbsp;แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ&nbsp;e-Filing&nbsp;(ระบบยื่นภาษีออนไลน์)&nbsp;1 ราย และผู้ให้บริการ&nbsp;e-Stamp Duty&nbsp;(การชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์)&nbsp;5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง&nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ&nbsp;e-Withholding Tax&nbsp;ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร&nbsp;อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#ครมเห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี70 #อำนวยความสะดวก #ลดต้นทุนภาคธุรกิจ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260617363429a721d43a2039629893b8782e78095620.jpeg' type='image/jpg' length='259855' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” หนุนผลไม้ – ผลไม้แปรรูป ใช้ FTA เป็นเครื่องมือขยายการส่งออกตลาดจีน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/512670</link>
<guid isPermaLink="false">1045ff62e7f55f5c1100ae9f573d30f1</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(15 มิ.ย. 69)&nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์&nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&nbsp;มอบหมายให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ &ldquo;ยกระดับผู้ประกอบการ&nbsp;SMEs&nbsp;รุกตลาด&nbsp;FTA&rdquo; (ผลไม้และผลไม้แปรรูป) ซึ่งจัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูป เสริมความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก&nbsp;FTA&nbsp;ขยายการส่งออกไปตลาดประเทศคู่ความตกลงการค้าเสรี&nbsp;(FTA)&nbsp;18 ประเทศ ที่ได้ลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรให้กับสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว&nbsp;โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการผลไม้ และผลไม้แปรรูป ในรอบแรก จำนวน 20 ราย&nbsp;จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ กว่า 70 ราย เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงลึก&nbsp;Boot Camp&nbsp;จัดอบรม 3&nbsp;วัน 2 คืน มีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้เรื่อง&nbsp;FTA&nbsp;การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการ&nbsp;GACC (การขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารส่งออกไปจีน ตามระเบียบฉบับใหม่ของจีน) พฤติกรรมของผู้บริโภคจีน การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ กลยุทธ์การทำตลาดด้วย&nbsp;AI&nbsp;และการเขียนแผนธุรกิจ รวมทั้งสร้างคลัสเตอร์กลุ่มผู้ประกอบการผลไม้ และจัดกิจกรรม&nbsp;Pitching&nbsp;เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการ 10 รายสุดท้าย ที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมเดินทางไปสำรวจศักยภาพตลาดโมเดิร์นเทรด ตลาดค้าส่งผลไม้ และจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีนทั้งผู้นำเข้า โมเดิร์นเทรด ตัวแทนกระจายสินค้า โรงแรม และร้านอาหาร พร้อมกับเยี่ยมชมงาน&nbsp;China International Fruit Expo&nbsp;2026 ณ&nbsp;นครเซี่ยงไฮ้&nbsp;สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนสิงหาคม 2569</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า&nbsp;การส่งออกผลไม้ไทยไปตลาดโลก ปี 2568&nbsp;มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;เป็นผลไม้สด 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;&nbsp;และแปรรูป 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดสำคัญประกอบด้วย จีน สหรัฐ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย&nbsp;โดยตลาดจีนเป็นตลาดที่มีการส่งออกมากที่สุดถึง 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออก และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความนิยมและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าว ส้มโอ และมีความผูกพันทางการค้ากับไทยอย่างแน่นแฟ้น&nbsp;โดยภายใต้&nbsp;FTA&nbsp;อาเซียน&nbsp;-จีน&nbsp;(ASEAN&ndash;China Free Trade Agreement: ACFTA)&nbsp;และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค&nbsp;(Regional Comprehensive Economic Partnership&nbsp;:&nbsp;RCEP)&nbsp;สินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปของไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็น 0% แล้ว จึงเป็นโอกาสและแต้มต่อทางการค้าของผู้ประกอบการไทยที่จะสามารถแข่งขันได้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ที่อยู่ในภูมิภาคต่าง&nbsp;ๆ ทั่วประเทศ อาทิ ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง&nbsp;ฟรีซดราย น้ำผลไม้ ผลไม้อบกรอบ และผลไม้กระป๋อง นำผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดจีน และเป็นโครงการที่สอดรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&nbsp;2026&rdquo; ยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ อีกทั้งใช้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ลดผลกระทบจากสถานการณ์การส่งออกที่ชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตในประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้น พร้อมกับส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของผลไม้ โดยเฉพาะการแปรรูปและการสร้างเอกลักษณ์ ความแตกต่าง เพื่อให้จำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น รวมถึงการเร่งรัดใช้&nbsp;FTA&nbsp;เป็นเครื่องมือขยายการส่งออก&nbsp;ทั้งนี้ การดำเนินโครงการนี้ เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการรายใหญ่ร่วมกับรายเล็กที่เดินไปพร้อมกันในการนำสินค้าผลไม้ไทยปักหมุดในตลาดจีนเพิ่มขึ้น และมีกระทรวงพาณิชย์เป็นพี่เลี้ยง&nbsp;เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตในธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>

<p>#พาณิชย์หนุนผลไม้ #ผลไม้แปรรูป #ใช้FTAดันผลไม้ไทยไปตลาดจีน #กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260616ba083e158611b4a6d40f435ad3dd3612091720.jpeg' type='image/jpg' length='306176' />
</item>
</channel>
</rss>
