<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” หารือเศรษฐกิจอาเซียนรับมือความท้าทาย ชูความมั่นคงทางอาหาร เดินหน้าเจรจา DEFA หารือ 14 คู่เจรจา เสนอผู้นำอาเซียน พ.ย. นี้]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/543763</link>
<guid isPermaLink="false">5e53e242d28ad691e4d832b26d65b8c8</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 12:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 ก.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสร็จสิ้นภารกิจการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นางศุภจี เปิดเผยถึงการประชุมฯ ว่า แม้อาเซียนต้องเผชิญมาตรการด้านภาษีและความผันผวนของราคาพลังงาน แต่เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2568 ยังขยายตัวร้อยละ 4.9 และคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5 ในปี 2569 โดยมีการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ในขณะที่ประเทศไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพในแต่ละประเทศ อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต อีกทั้งในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค</p>

<p>นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ในปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่องที่จะช่วยวางรากฐาน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค อาทิ การจัดทำแผนงานร่าง กรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามายังภูมิภาค การสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) รวมถึงการเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนกับ 2 ตลาดคู่ค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเตรียมเสนอผลลัพธ์นี้ต่อผู้นำอาเซียน ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ได้ร่วมวางแผนงานของอาเซียนกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์&nbsp;</p>

<p>สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน&nbsp;</p>

<p>ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA)&nbsp;</p>

<p>กับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569&nbsp;</p>

<p>ซึ่งพิธีสารฉบับนี้เป็นการต่อยอดความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม ให้ขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาด</p>

<p>การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุน</p>

<p>ในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและขยายการลงทุนไปยังฮ่องกง</p>

<p>อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงได้ใช้โอกาสดังกล่าวพบหารือทวิภาคีกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อติดตามผลการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ซึ่งได้สรุปกรอบการเจรจากับ USTR ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เดินทางเยือนวอชิงตัน ดีซี เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำของความตกลงฯ ให้สอดคล้องตรงกัน เพื่อความรอบคอบและชัดเจน</p>

<p>นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เดินหน้าส่งเสริมการค้ากับประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>

<p>โดยได้จัดงาน &ldquo;Vietnamese Week in Thailand 2026&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM&rdquo; ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน 2569 เป็นความร่วมมือระหว่างไทย เวียดนาม และภาคเอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ปี 2569&ndash;2574 พร้อมผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศให้ได้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี&nbsp;</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความสำเร็จในการจัดงานดังกล่าวว่า ภาคเอกชนถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม และมีบทบาทในการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการ Co-Creation ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสทางการค้าในประเทศไทย และจะช่วยต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต</p>

<p>สำหรับการค้าระหว่างไทยและเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 23,629.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.07% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ตลอดจนทองแดงและของทำด้วยทองแดง ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ปศุสัตว์ บรรจุภัณฑ์ พลังงานทางเลือก และธุรกิจค้าปลีก สะท้อนถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี&nbsp;</p>

<p>อีกทั้งไทยยังมีรายได้จากการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับเป็นความร่วมมือด้านการค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 212,314 ล้านบาท ขยายตัว 27.9%&nbsp;</p>

<p>เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,916 ล้านบาท (+35.5%) และการนำเข้า 87,398 ล้านบาท (+18.4%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม 2569 ทั้งสิ้น 37,518 ล้านบาท ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่าการค้ารวม 1,341,805 ล้านบาท (+12.9%) เป็นการส่งออก 760,615 ล้านบาท (+10.4%) การนำเข้า 581,189 ล้านบาท (+16.2%) และไทยได้ดุลการค้า 179,426 ล้านบาท</p>

<p>การค้าชายแดนในเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวสูง 22.8% ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว โดยการค้าชายแดนไทย&ndash;มาเลเซีย ขยายตัวสูง 55% มูลค่าการค้ารวม 40,605 ล้านบาท เป็นการส่งออก 19,463 ล้านบาท (+36.0%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ (เช่น Laptop โน้ตบุ๊กและซับโน้ตบุ๊ก) 1,617 ล้านบาท (+84.8%) แผงวงจรไฟฟ้า 1,587 ล้านบาท (+75.5%) และน้ำยางข้น 1,153 ล้านบาท (+15.1%) ในขณะที่การค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ขยายตัว 10% มูลค่าการค้ารวม 24,696 ล้านบาท เป็นการส่งออก 15,582 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p>(+25.8%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,767 ล้านบาท (+108.1%) น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,190 ล้านบาท (+55.5%) และรถปิคอัพ รถบัส และรถบรรทุก (เครื่องสันดาปภายใน) 821 ล้านบาท (+300.0%)&nbsp;</p>

<p>ด้านการค้าผ่านแดนขยายตัว 31.3% โดยการส่งออกผ่านแดนไปสิงคโปร์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 248.9%&nbsp;</p>

<p>คิดเป็นมูลค่า 24,413 ล้านบาท สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 9,434 ล้านบาท (+1348.2%) เครื่องกังหันไอพ่นและกังหันอื่น ๆ 6,284 ล้านบาท (+348.5%) และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ&nbsp;</p>

<p>(เช่น Router สวิตช์ และอุปกรณ์กระจายสัญญาณ) 3,939 ล้านบาท (+282.3%) ในขณะที่การส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนมีปริมาณ 211,058 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22,100 ล้านบาท ส่งผลให้เมื่อผ่าน 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนทะลุ 1 ล้านตัน อยู่ที่ 1,005,267 ตัน สร้างมูลค่าการส่งออก 124,658 ล้านบาท</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#ศุภจีหารือเศรษฐกิจอาเซียนรับมือความท้าทาย #ชูความมั่นคงทางอาหาร #เดินหน้าเจรจาDEFA #กระทรวงพาณิชย์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260922d22bc3d220eac27d92c3e006a2495649122411.jpg' type='image/jpg' length='1441776' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย”]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/543755</link>
<guid isPermaLink="false">3500faa2373b7f59ba6ac1a849ce800a</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 12:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ สู่การประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ&nbsp;(The International Monetary Fund) และกลุ่มธนาคารโลก (The World Bank Group) โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ประชุมด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ที่ได้รับขนานนามเป็น &ldquo;โอลิมปิกทางการเงิน&rdquo; ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานจะมีผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก มากกว่า 15,000 คน จาก191 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต หลังที่ประเทศไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์และประสบความสำเร็จอย่างสง่างาม ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534</p>

<p>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและคนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การแสดงศักยภาพชุมชนท้องถิ่นสู่สากล (Empowering Community: From Local to Global) ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในฐานะเจ้าภาพประเทศไทยได้ชูแนวคิดหลัก &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; หรือ &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง&nbsp;</p>

<p>สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลัง&nbsp;</p>

<p>ที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง</p>

<p>ในทุกมิติผ่าน 4 เสาหลัก ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยสามารถ</p>

<p>เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น &ldquo;Trusted Hubs&rdquo; ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน&nbsp;</p>

<p>ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย &ldquo;บุปผาบรมราชินีนาถ&rdquo; นำมาใช้ตกแต่งและสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล ภายในงานยังมีการจัดแสดงและเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและวิถีเกษตรกรรม อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค</p>

<p>นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe &amp; Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม&nbsp;</p>

<p>การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ (1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง (2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน</p>

<p>ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo; ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น &ldquo;เข็มทิศนโยบาย&rdquo; ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความ</p>

<p>ท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการ</p>

<p>จุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;</p>

<p>ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260922b5d03660d49e92059ab5ac79ed429de0121550.jpg' type='image/jpg' length='1785257' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“จุลพันธ์” ประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ร่วมมือ ออสเตรเลีย-จีน ขยายโอกาสแรงงานไทย พัฒนาทักษะ คุ้มครองสิทธิแรงงาน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/543213</link>
<guid isPermaLink="false">fc07927d1568aae520a6029230f50265</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(20 ก.ย. 69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เข้าหารือทวิภาคีกับ The Hon Andrew Giles MP &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค (APEC Human Resources Development Ministerial Meeting: APEC HRDMM) ครั้งที่ 8 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2569 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายจุลพันธ์ แสดงความยินดีและขอบคุณสำหรับการตอบรับการหารือ พร้อมทั้งตอกย้ำถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับกำลังแรงงานของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกแห่งการทำงาน ซึ่งได้หารือในประเด็นสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การเคลื่อนย้ายแรงงานและโอกาสการจ้างงาน โดย นายจุลพันธ์ ได้ติดตามผลการหารือเดิมที่เคยพูดคุยกับ The Hon Tony Burke MP เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการขยายโอกาสการจ้างงานให้แก่แรงงานไทยในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในสาขาเกษตรกรรมตามฤดูกาล ก่อสร้าง รวมถึงอาชีพแรงงานฝีมือและแรงงานทักษะสูง พร้อมกันนี้ ได้หยิบยกประเด็นข้อกำหนดด้านทักษะภาษาอังกฤษ โดยเสนอความเป็นไปได้ในการปรับระดับหรือการทดสอบภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการสื่อสารจริงของแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานหารือในรายละเอียดร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอย่างใกล้ชิดต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การพัฒนาทักษะแรงงานและอนาคตแห่งการทำงาน โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับและเพิ่มพูนทักษะแรงงาน (Upskilling &amp; Reskilling) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ (Automation) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) โดยไทยพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับออสเตรเลียด้านการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (TVET) รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันฝึกอบรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ในช่วงที่ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนในวาระปี 2569 &ndash; 2571 ขอความร่วมมือเครือรัฐออสเตรเลียในการสนับสนุน และแลกเปลี่ยน เรื่อง ASEAN Skill Certification และ AI governance (ธรรมาภิบาลด้าน AI) ร่วมกับสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะมีประโยชน์ในด้านการเคลื่อนย้ายไปทำงานระหว่างประเทศของแรงงานต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายจุลพันธ์ ได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมืออันดีระหว่างไทยและออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับพหุภาคีและผ่านกรอบความร่วมมือเอเปค นายจุลพันธ์ ยังได้หารือกับ H.E. Ms. Wang Xiaoping รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และทักษะสีเขียว พร้อมต่อยอดความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับบริษัทจีนในประเทศไทย รวมถึงหัวเว่ย เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน (ALMM) ภายใต้แนวคิด &ldquo;Advancing ASEAN Human Capital: Skills Certification towards Global Recognition&rdquo; ซึ่งมุ่งผลักดันการรับรองทักษะให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับความร่วมมือด้านการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบในโลกการทำงาน และการพัฒนาทุนมนุษย์ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับจีนผ่านกรอบ ASEAN Plus Three อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ขอบคุณจีนที่สนับสนุนความร่วมมือด้านนโยบายการจ้างงานในอาเซียนผ่านโครงการ ProSSCE&ndash;ASEAN ตลอดจนโครงการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ด้านงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม พร้อมแสดงความสนใจในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางดำเนินงานระหว่างกัน และย้ำว่าความร่วมมือระหว่างไทยและจีนจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทักษะแรงงานให้เท่าทันโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงแรงงานพร้อมทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนากำลังคน เพิ่มโอกาสในการทำงาน และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงานและประชาชนของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ &ldquo;การยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันสมัย เพื่อประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น&rdquo; มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างประชากร และเทคโนโลยี โดยเน้นย้ำความร่วมมือใน 3 ด้านหลัก ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ใช้ประโยชน์จาก AI เพิ่มโอกาสทางอาชีพ สนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานและการฝึกอบรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะดิจิทัล เสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อรองรับการเกิดของอาชีพใหม่ ๆ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data, AI และ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการประกันสังคมให้ยืดหยุ่น ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ก่อนการประชุม คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 และร่างภาคผนวกว่าด้วยข้อริเริ่มการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ อีกทั้ง ในส่วนของร่างภาคผนวกฯ ได้ระบุถึงแนวทางเฉพาะในการนำ AI มาช่วยลดภาระงานในกลุ่มอาชีพเสี่ยงภัย ทดแทนแรงงานในกลุ่มที่ขาดแคลน คาดการณ์ความต้องการทักษะแรงงานล่วงหน้า ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการเข้าร่วมรับรองแถลงการณ์ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิกเอเปค อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวไม่มีถ้อยคำผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ</p>

<p><br />
#จุลพันธ์ประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปคครั้งที่8 #ร่วมมือออสเตรเลียจีน #ขยายโอกาสแรงงานไทย #พัฒนาทักษะ #คุ้มครองสิทธิแรงงาน #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026092160b5acbaeab5eb35a74d67cb56276d09101316.jpg' type='image/jpg' length='1330948' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 12 - 18 ตุลาคม 2569]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/543188</link>
<guid isPermaLink="false">d3236cd7f317987726564e199bdd88ee</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-WBG Annual Meetings หรือ AM2026ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน &ldquo;โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง&rdquo; ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยเป็นการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักคิด และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเงินจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนี้สาธารณะ เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และสินทรัพย์ดิจิทัล และการรับมือภัยไซเบอร์ด้านการเงิน เพื่อเป็นแนวทางให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ให้เกิดเสถียรภาพและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจัดประชุมระดับโลกนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2490 และจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี ณ สำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องกัน 2 ปี และทุกปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก เพื่อเชื่อมโยงความหลากหลายของภูมิภาคและความร่วมมือจากทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ตุรกี (ปี 2498 และ 2552) ญี่ปุ่น (ปี 2507 และ 2555) และไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ย้อนกลับไป 35 ปีที่แล้ว ปี 2534 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ระดับโลกครั้งสำคัญ Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group เป็นครั้งแรก ที่กรุงเทพมหานคร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาอยู่ในแผนที่เศรษฐกิจโลก ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการ เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุมนับหมื่นคนจากทั่วโลก ที่สำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติว่าไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเวทีเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากนั้นตุลาคม 2566 ที่กรุงมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ในระหว่างการประชุม 2023 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญนี้อีกครั้ง ในปี 2569 จากการคัดเลือกของ IMF และ World Bank Group จนนำมาสู่การประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพของไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ 2024 Spring Meetings, 2024 Annual Meetings, 2025 Spring Meetings และครั้งล่าสุดในการประชุม 2025 Annual Meetings ระหว่างวันที่ 13-17 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยได้จัดแสดงบูทประชาสัมพันธ์ในธีม &ldquo;A Touch of Thai Craftsmanship&rdquo; หรือ &ldquo;สัมผัสหัตถศิลป์ไทย&rdquo; ชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านผลิตภัณฑ์การสานแบบไทย และกิจกรรมสานปลาตะเพียน สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และในปี 2569 มีซีรีส์ของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ Road to Thailand อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้จะยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาผ่านการกำหนดธีมของประเทศไทย และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดโอกาสการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ต่อผู้นำและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลก ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น &ldquo;โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน&rdquo; ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall (แผ่นผนังสำเร็จรูป) มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ทั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ซึ่งคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก และความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า &ldquo;เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน&rdquo; ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก รัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260921467c730dea04d7de0b44f4d3e98f4a92095204.jpg' type='image/jpg' length='1733944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนัฏ” พลิกโฉมพลังงานไทย ส่งเสริมคนไทยผลิตไฟฟ้าใช้เอง ขายส่วนเกินคืนรัฐ ลดค่าไฟ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/543108</link>
<guid isPermaLink="false">4c62e2a76688865463e79420911c3223</guid>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 16:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(19 ก.ย. 69) จากความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าพลังงานแก่ประชาชน ควบคู่การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองได้และยังขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐ นับเป็นการปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ &ldquo;คุยกับ ครม.อนุทิน&rdquo; ว่า ในครั้งนี้จะไปไกลกว่าการผลิตไฟใช้เอง แต่เป็นการปรับมุมมองให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า เพราะจากการติดตามสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ จากต่างประเทศ เมื่อเกิดภาวะสงครามส่งออกไม่ได้ราคาจะสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น จึงคิดแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ได้เอง แต่ประชาชนบางส่วนยังมีข้อกังวลว่า ช่วงกลางวัน</p>

<p>ที่ไม่อยู่บ้านจึงไม่ได้ใช้ไฟนั้น รัฐบาลจะรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืน และสามารถนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดือนได้ ทำให้ไฟที่ผลิตออกมาไม่สูญเปล่า และทำให้ไม่ต้องซื้อแบตเตอรี่เพื่อใช้เก็บสำรองไฟในราคาแพง โดยรัฐบาล</p>

<p>ได้เตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป สำหรับประชาชน ที่ 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เป็นการขยายกรอบจากเดิมที่ 5,000 เมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน ซึ่งแนวทาง</p>

<p>รับซื้อไฟฟ้า จะใช้ระบบ Net Billing ประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองก่อน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ให้กำลังผลิตไปกระจุกอยู่กับบ้านหรือผู้ลงทุนไม่กี่ราย พร้อมขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์&nbsp;</p>

<p>สำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่มีค่าติดตั้งค่อนข้างสูง ปัญหานี้รัฐบาลสนับสนุนส่วนลด 50,000 บาท&nbsp;</p>

<p>จากวงเงินติดตั้งประมาณ 130,000-150,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งรายได้จากการขายไฟจะนำมาผ่อนชำระค่างวดและยังเป็นส่วนลดค่าไฟ และเมื่อคำนวณ ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟได้ถึง 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท หากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟในปริมาณใกล้เคียงกันนี้ จะช่วยลดภาระได้อย่างมาก เมื่อผ่อนชำระครบประชาชนจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าบนหลังคาบ้านของตนเอง ทั้งนี้ในอนาคตมีแผนให้ประชาชนขายคืนไฟได้ตามปริมาณที่ผลิตได้ เป็นการเปิดตลาดรับซื้อไฟตรงแบบเสรี รับซื้อไฟสะอาด ที่เดิมจะเปิดให้กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะเปิดในทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟสะอาด ไม่มีการผูกขาด ให้มีการแข่งขัน เป็นธรรมกับทุกคนทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลิตพลังงาน และนโยบายสำรองพลังงานในประเทศเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนที่ตัดสินใจติดตั้ง สำหรับขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง ที่เดิมมีกฎระเบียบและขั้นตอนที่ยุ่งยากทำให้ใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะติดตั้งสำเร็จ จนเป็นเหตุให้เกิดการเลี่ยงขั้นตอนขออนุญาตและนำอุปกรณ์ไปติดตั้งกันเองจนเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลเข้มงวดที่สุดคือ มาตรฐานการติดตั้งและอุปกรณ์ที่ติดต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานใช้แล้วปลอดภัย ส่วนขั้นตอนการขออนุญาตได้แก้ไขให้สะดวกรวดเร็วขึ้นผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพียงจุดเดียว ซึ่งการไฟฟ้าจะเข้าตรวจสอบอุปกรณ์ สายไฟ ระบบติดตั้ง และ Smart Meter เพื่อป้องกันปัญหาไฟไหม้และความเสี่ยงจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน กรณีติดตั้งแบบไม่ขายคืนจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายไฟคืนจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยังเปิดแพลตฟอร์มให้ทุกบริษัทที่จะรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เข้ามาลงทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบมาตรฐาน และไม่ให้เกิดการผูกขาด</p>

<p>นายเอกนัฏ กล่าวถึงการขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบกิจการ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นจังหวะสำคัญในช่วงที่ทั่วโลกประสบวิกฤตพลังงาน โดยเป็นการปรับในรอบ 10 ปี เน้นนโยบายสำคัญ 3 ด้าน คือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากเดิม 20% ให้เป็น 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในอีก 25 ปีข้างหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีการเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture พร้อมทั้งปรับสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับก๊าซที่ไทยผลิตเองได้จากอ่าวไทย และการนำเข้าจากเมียนมา&nbsp;</p>

<p>โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซเดิมจะปลดระวางลงประมาณ 16,000-17,000 เมกะวัตต์ แต่จะนำกลับเข้ามาทดแทนเพียง 9,000 เมกะวัตต์ และลดภาระค่าพร้อมจ่ายจากโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง และปรับนโยบายการนำเข้า LNG เป็นแบบสัญญาระยะยาวและราคาถูกที่สุดเพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟให้คงที่ นอกจากนี้&nbsp;</p>

<p>แผนดังกล่าวยังเปิดกว้างรองรับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ทั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ Smart Grid, Hydrogen รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งทั่วโลกเห็นพ้องกันว่าเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัย บริหารง่าย ไฟมีความเสถียร ไม่ปล่อยคาร์บอน และราคาถูก ขณะนี้กระทรวงพลังงาน</p>

<p>ได้เตรียมพร้อมหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และระบบรองรับไว้แล้ว เชื่อว่าจะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น</p>

<p>ส่วนการขับเคลื่อนนโยบายลดค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้ามาตรการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย เริ่มต้นในรอบบิลเดือนกันยายน 2569&nbsp;</p>

<p>เป็นต้นไป โดยคิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการเก็บค่าไฟแบบขั้นบันไดในตอนแรก ซึ่งเคยมีแนวคิดจะเพิ่มค่าไฟจากกลุ่มผู้ใช้เกิน 400&ndash;500 หน่วยขึ้นไป เพื่อนำเงินมาอุดหนุนผู้ใช้ไฟน้อย แต่ได้ยกเลิกการเพิ่มราคาในกลุ่มดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบต่อครอบครัวขนาดใหญ่ หรือร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟสูง และจากการพิจารณาจนพบว่า ค่าไฟฟ้าสาธารณะ หรือค่าไฟทาง ถูกใส่รวมไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนมานานกว่า 30-40 ปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี นำไปสู่การเจรจาตัดค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงมาได้อย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม อีกทั้งยังได้เร่งขจัดต้นทุนแฝงด้วยการยกเลิกและจัดการส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในอดีต (สัญญา Adder) ซึ่งเคยผูกพันสัญญาอุดหนุนราคาระยะยาวในอัตราสูงจนกลายเป็นภาระสะสมไปยังค่า Ft ในบิลค่าไฟของประชาชน โดยปัจจุบันภาครัฐได้ยกเลิกการให้สัญญา Adder รายใหม่ และปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอุดหนุนแบบคงที่ สะท้อนต้นทุนเทคโนโลยี</p>

<p>ตามความเป็นจริง รวมถึงการทยอยปลดภาระสัญญาเก่าที่กำลังหมดอายุลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ คืนความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน</p>

<p>นอกจากนี้ นายเอกนัฏ ยังกล่าวถึงความสำเร็จในการจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ว่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 60,000 คน เกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 1.33 ล้านล้านบาท และประเทศไทย</p>

<p>ยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยี</p>

<p>ลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS</p>

<p>ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MOU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และในประเทศที่สาม การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของไทย ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#เอกนัฏพลิกโฉมพลังงานไทย #ส่งเสริมคนไทยผลิตไฟฟ้าใช้เองขายส่วนเกินคืนรัฐ #ลดค่าไฟ #สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน #กระทรวงพลังงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260920ae298cfa8978bc641fda31657f29b899165626.jpg' type='image/jpg' length='1539093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเปิด “One Map น้ำ” บูรณาการข้อมูล 4 หน่วยงาน เป็นหนึ่งเดียว ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า แม่นยำ รวดเร็ว]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/542508</link>
<guid isPermaLink="false">847b074107aa20452c141bb27237e16a</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 08:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่อำนวยการและติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านที่ผ่านมา พบปัญหาสำคัญคือระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศยังมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชน รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการสร้างมาตรฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เพื่อให้มีข้อมูลกับประชาชนได้ครบถ้วน รอบด้านว่าน้ำจะท่วมจุดไหน สูงเท่าใด และจะมาถึงภายในกี่ชั่วโมง โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) &ldquo;One Map บูรณาการสารสนเทศการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อทุกคน&rdquo; ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลของทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) โดยมีการแบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจน คือ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ติดตามจุดความร้อนและสถานการณ์ PM2.5 เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด ควบคุมธรรมาภิบาลข้อมูล และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ โดย BDI ได้จัดเตรียมข้อมูลจากชุดข้อมูลภัยพิบัติ 118 ชุดจาก 52 หน่วยงาน ประกอบด้วย ข้อมูลการเฝ้าระวัง ข้อมูลระหว่างเกิดสถานการณ์เพื่อการดูแลประชาชน (ข้อมูลด้านสุขภาพ) และข้อมูลการเยียวยาให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดสถานการณ์ พร้อมกับบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูล จำนวนกว่า 50 คน เพื่อทำการเรียบเรียงข้อมูลในแต่ละระดับชั้นข้อมูล (Data Layer) ให้กับผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อข้อมูลที่สมบูรณ์ เข้าใจง่ายให้กับฝ่ายปฏิบัติงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องของภัยพิบัติแห่งชาติ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญ เพื่อให้การจัดทำข้อมูลด้านภัยพิบัติ&nbsp;<br />
สภาพอากาศที่มีอยู่ในทุกหน่วยงาน มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบไปสู่ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในเชิงข้อมูล จะทำให้ข้อมูลด้านภัยพิบัตินั้นเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้กำลังคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าตั้งแต่ระดับชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวัง ให้ความช่วยเหลือประชาชน และรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานจะบูรณาการข้อมูล รวบรวมข้อมูล พัฒนาวิเคราะห์ข้อมูล และแปลงผลข้อมูลในรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจง่าย สามารถป้องกันการสูญเสียจากภัยพิบัติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน แดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าการจัดทำแผนที่ One Map น้ำ จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ และช่วยคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 ก.ย. 69) กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันในช่วงวันที่ 17 - 20 กันยายน 2569 โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากนั้นภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะได้รับผลกระทบในวันที่ 18 กันยายน 2569 ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง มีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17 - 20 กันยายน นี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ช่วงนี้มีฝนตกชุกบางพื้นที่ และตกแช่ในช่วงกลางดึก ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำนายอำเภอในแต่ละพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์และยืนยันข้อมูลโดยเร็ว เพื่อส่งข้อความ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง พื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัยให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรงให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเลห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวัง ในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย และพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างเคร่งครัด และประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือ โดยขอให้ประชาชน &ldquo;ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท&rdquo; และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก</p>

<p><br />
#รัฐบาลเปิดOneMapน้ำ #บูรณาการข้อมูล4หน่วยงานเป็นหนึ่งเดียว #ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า&nbsp;<br />
#แม่นยำรวดเร็ว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม<br />
#กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260918f35cc08c39b7fc24ec4595fcc6ebdf19081802.jpg' type='image/jpg' length='1358465' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ เกษตรฯ เปิดตัว “Agri-Map Platform” ใช้ Big Data - AI ช่วยเกษตรกรวางแผนการผลิตแม่นยำ ลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/542132</link>
<guid isPermaLink="false">809e248d8b66b3329fceb69f7d6df7e1</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 08:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (16 ก.ย. 69) นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัวและเปิดการใช้งาน Agri-Map Platform (แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก) ภายใต้แนวคิด &ldquo;Agri-Map Platform: พลิกโฉม ข้อมูลเกษตรไทย สู่การตัดสินใจที่แม่นยำ&rdquo; โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งยกระดับภาคการเกษตรด้วย Big Data เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ความต้องการของตลาด และสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน การบริหารจัดการน้ำ ดินและที่ดิน ตลอดจนการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างตรงจุด ดังนั้น ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ได้ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันเชื่อมโยงและปรับปรุงข้อมูลในความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับ Agri-Map Platform มีประโยชน์และมีความสำคัญมากในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยแบบก้าวกระโดด ซึ่งการมีข้อมูลที่แม่นยำ จะนำไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงจะสามารถตอบโจทย์ในการกำหนดนโยบายหรือการแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ โดยนำข้อมูลมาสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกพันธุ์พืชในการเพาะปลูก หรือเลือกการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงข้อมูลตลาดรับซื้อ เพราะฉะนั้นข้อมูลจึงต้องมีความแม่นยำและเป็นปัจจุบัน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงาน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างประโยชน์ ตอบโจทย์ให้กับประชาชน และเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ด้าน ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า Agri-Map Platform เป็นระบบภูมิสารสนเทศกลางภาคการเกษตรที่กรมพัฒนาที่ดินพัฒนาขึ้น เพื่อรวบรวม เชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ให้ทุกภาคส่วนสามารถ&ldquo;ใช้ข้อมูลร่วมกัน เห็นภาพเดียวกัน และทำงานร่วมกัน&rdquo; ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงพื้นที่ปฏิบัติงาน Agri-Map Platform ประกอบด้วย ระบบต่าง ๆ ได้แก่ Agri-Map Executive, Agri-Map Pro,&nbsp;Agri-Map Plus, Agri-Map Online และ Agri-Map Mobile ซึ่ง Agri-Map Platform ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของผู้บริหาร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญด้านการเกษตร เช่น พื้นที่เพาะปลูก คุณภาพดิน แหล่งน้ำ ข้อมูลเกษตรกร พื้นที่ประสบภัยพิบัติ แหล่งรับซื้อ และข้อมูลการตลาด จุดเด่นสำคัญของแพลตฟอร์มคือการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่และคาดการณ์เชิงพื้นที่ โดยประมวลผลร่วมกับข้อมูลดิน น้ำ ปริมาณน้ำฝน และประวัติผลผลิต เพื่อสนับสนุนการเลือกชนิดพืชและช่วงเวลาการผลิตที่เหมาะสม ช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยงจากการผลิตได้ดียิ่งขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับเกษตรกรและประชาชนสามารถใช้ Agri-Map Online เพื่อตรวจสอบข้อมูลความเหมาะสมของพื้นที่ คุณภาพดิน เขตเกษตรกรรม และแหล่งรับซื้อ แล้วนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจด้านการผลิตให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยข้อมูลมีการปรับให้ทันสมัย และพัฒนาเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งาน สามารถเข้าถึงข้อมูลพร้อมกับติดตามข้อมูลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน ครอบคลุมการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การเพาะปลูกและผลผลิตด้านการเกษตรได้ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงตำบล ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ในมิติของปัจจัยการผลิต อุปสงค์และอุปทาน โดยแสดงการใช้พื้นที่เกษตรกรรมของแต่ละจังหวัดให้เกิดความสมดุลและมีเป้าหมายสำหรับบริหารจัดการสินค้าเกษตร การใช้พื้นที่เกษตรกรรม การพัฒนาแหล่งน้ำทั้งบนดินและแหล่งน้ำใต้ดิน ที่สำคัญเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับข้อมูลด้านการเกษตร ซึ่งสามารถตอบโจทย์การช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรไทย ในรายพื้นที่ได้เป็นอย่างดีซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน มุ่งพัฒนา Agri-Map Platform ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลภาคการเกษตรของประเทศ ช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงาน และสนับสนุนให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืน</p>

<p><br />
#เกษตรเปิดตัวAgriMapPlatform #ช่วยเกษตรกรวางแผนการผลิตลดความเสี่ยงเพิ่มรายได้ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260917a4e9d647c2d100c6d982d6a04b1371b8081535.jpg' type='image/jpg' length='1511087' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ รัฐเร่งเชื่อมข้อมูล 58 รายการผ่าน GDX "ไม่เรียกสำเนาเอกสาร" ตั้งเป้า 1 ปี ลดภาระประชาชน ยกระดับบริการรัฐดิจิทัล]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/542131</link>
<guid isPermaLink="false">bdb53bce435b4940a0d2e9378024deba</guid>
<pubDate>Thu, 17 Sep 2026 08:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐบาลเดินหน้าลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ โดยผลักดันแนวทาง &ldquo;ไม่เรียกเอกสารจากประชาชน&rdquo; สำหรับเอกสารสำคัญ 58 รายการ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบและใช้ข้อมูลระหว่างกันแทนการขอสำเนาเอกสารจากประชาชน ครอบคลุมเอกสารที่ประชาชนใช้บ่อย เช่น&nbsp;บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า สูติบัตร ใบมรณบัตร เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หนังสือรับรองนิติบุคคล ใบอนุญาตขับรถ หนังสือเดินทาง วุฒิการศึกษา ใบอนุญาตทำงาน ตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบภายใน 1 ปีนับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 1 ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติสำหรับกลุ่มเอกสารที่มีข้อมูลพร้อมให้บริการแล้วผ่าน GDX จำนวน 31 รายการ ให้หน่วยงานที่ใช้ข้อมูลดังกล่าวดำเนินการ แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) หน่วยงานได้เชื่อมโยงข้อมูลผ่าน GDX แล้วแต่ยังไม่ดึงข้อมูลไปใช้หรือนำไปใช้แต่ไม่ครอบคลุมทุกงานบริการ ให้ใช้ข้อมูลจาก GDX ประกอบการพิจารณาคำขอโดยไม่เรียกเอกสารจากประชาชน ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) หน่วยงานยังไม่เชื่อมโยงข้อมูลผ่าน GDX ให้เชื่อมโยงข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และให้ใช้ข้อมูลจาก GDX ในการพิจารณาคำขอโดยไม่เรียกเอกสารจากประชาชนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะที่ 2 ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติสำหรับกลุ่มเอกสารที่ยังไม่มีข้อมูลพร้อมให้บริการผ่าน GDX จำนวน 27 รายการให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลเชื่อมโยงข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อให้หน่วยงานผู้ใช้ข้อมูลเชื่อมโยงข้อมูลไปใช้ในการให้บริการประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รัฐบาลยังเตรียมให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง เร่งเชื่อมโยง GDX กับระบบ Linkage Center (การบริการภาครัฐ) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองผ่าน GDX ช่องทางเดียว ลดความซ้ำซ้อนและความสับสนในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการ จะให้ส่วนราชการ 163 หน่วยงาน ประกอบด้วย ส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวง จำนวน 19 กระทรวง (138 หน่วยงาน) ส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี (18 หน่วยงาน) และส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง (7 หน่วยงาน) เร่งสำรวจความพร้อม ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไข ปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ รองรับการยกเลิกการเรียกเอกสารจากประชาชน ให้รายงานผลความพร้อมของรายการเอกสารที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน GDX สำหรับกรณีที่ยังไม่มีความพร้อมให้รายงานปัญหาและอุปสรรคไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบข้อมูลแทนการเรียกเอกสารจากประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน หากหน่วยงานใดยังเรียกเอกสารที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้แล้ว ก.พ.ร. จะประสานให้แก้ไขภายใน 15 วัน และติดตามต่อเนื่อง โดยหากยังไม่ดำเนินการภายในกรอบที่กำหนด อาจนำไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าส่วนราชการ และกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีประเด็นความรับผิดทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้เป้าหมายคือประชาชนไม่ควรต้องถือสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้วไปยื่นให้รัฐอีก การเชื่อมข้อมูลให้หน่วยงานใช้ร่วมกัน จะช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนการติดต่อราชการ พร้อมทำให้บริการภาครัฐสะดวก เป็นดิจิทัลมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความโปร่งใสจากการลดการใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบเอกสาร รวมทั้งสร้างมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐให้บูรณาการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานกลางของภาครัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น</p>

<p><br />
#รัฐเร่งเชื่อมข้อมูล58รายการผ่านGDX #ไม่เรียกสำเนาเอกสาร #ตั้งเป้า1ปี #ลดภาระประชาชน #ยกระดับบริการรัฐดิจิทัล #สำนักนายกรัฐมนตรี #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202609175094a40812cf6c5d871f7e326cdf1ebf081155.jpg' type='image/jpg' length='1261181' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยาย "โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่" ถึงปี 2574 เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/541811</link>
<guid isPermaLink="false">e552a303e40678536fc19fa177d63947</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(15 ก.ย. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงสำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย (อาชีวะพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561 -2565 และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569) จากเดิม &ldquo;บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561-2569&rdquo;เป็น &ldquo;บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี พ.ศ. 2561&ndash;2574&rdquo; ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ ภายในกรอบงบประมาณคงเหลือจากการดำเนินงานโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (พ.ศ. 2561-2569) จำนวน 3,100,000,000 บาท ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรี เคยมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ภายใต้กรอบวงเงิน 13,086.38 ล้านบาท และได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 6,718.54 ล้านบาท คงเหลือกรอบงบประมาณ 6,367.84 ล้านบาท โดยเห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ จากผลการดำเนินโครงการดังกล่าวในช่วง พ.ศ. 2561-2568 สามารถพัฒนากำลังคนได้ 90,035 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83.15 ของเป้าหมาย (108,279 คน) ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะและการปฏิบัติงานจริง ขยายเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเป็น 123 แห่ง ประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 118 แห่ง (ร้อยละ 95.93) และสถาบันอุดมศึกษานอกสังกัด อว. จำนวน 5 แห่ง (ร้อยละ 4.07) และมีสถานประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษา มีอัตราการได้งานทำและรายได้เริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้น เพื่อให้การผลิตและพัฒนากำลังคน มีความต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการของตลาดแรงงาน ที่เปลี่ยนแปลงไป อว. จึงขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ จากปี พ.ศ. 2561-2569 เป็นปี พ.ศ. 2561-2574 เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและสมรรถนะตรงตามความต้องการ จำนวน 81,600 คน ตอบสนองต่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs พร้อมทั้งปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนตามแนวคิด Skills-First Degree Later ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) (ความยาวหลักสูตร 3-4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต) โดยเปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทักษะ ด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูล ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคน เพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยในหลักการ/เห็นควรให้ความเห็นชอบ โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เช่น (1) ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการ ข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) ควรจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างเข้มข้น เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและมีงบประมาณสูง (3) ควรกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความซ้ำซ้อนและขับเคลื่อนการบูรณาการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม (4) ควรส่งเสริมการจับคู่สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมสูงและมีแบบอย่างความสำเร็จในการดำเนินโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ ให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงร่วมพัฒนาแก่กลุ่มสถาบันอุดมศึกษา ที่ยังขาดความพร้อม รวมทั้งควรมีการประเมินประสิทธิผลโครงการอย่างรอบด้านเพื่อเป็นฐานในการกำหนดทิศทางการผลิตกำลังคนในระยะต่อไป</p>

<p><br />
#ครมเห็นชอบขยายโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ #ถึงปี2574 #เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง #ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202609166587287e49006773c380c15e4c627f92100943.jpg' type='image/jpg' length='1326626' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน 3 ภัย “น้ำท่วม วาตภัยแผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/541809</link>
<guid isPermaLink="false">f99978a7591b492e4a74a93a8fcfa726</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(15 ก.ย. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ เพื่อปรับแนวทางของภาครัฐจาก &ldquo;ตั้งรับหลังเกิดภัย&rdquo; สู่ &ldquo;บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo; ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. อนุมัติกรอบวงเงินประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชน ค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม 15,500,000,000 บาท เพื่อให้ความคุ้มครอง 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 15,000,000,000 บาท&nbsp;2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงิน และวัตถุประสงค์ที่กำหนด<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งหมายให้ผู้รับประกันภัยมีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัย ตามการจัดหาผู้รับประกันภัย และสัดส่วนจำนวนเงินตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทยคัดเลือกตามข้อ 4 โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างทั้งในพื้นที่ที่เกิดภัยขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดภัยมาแล้วหลายปี โดยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่ผ่านมาในแต่ละปีเป็นไปในเชิงตั้งรับที่ดำเนินการหลังจากเกิดภัยแล้ว ทำให้เกิดภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอน ขณะที่ระบบประกันภัยเป็นไปในเชิงรุกที่ทำให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าก่อนเกิดภัยได้ว่าความเสี่ยงส่วนใดที่รัฐจะสามารถรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือโอนความเสี่ยงไปยังระบบประกันภัย เพื่อเป็นการคุ้มครอง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และรองรับความเสี่ยงของความรุนแรงจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวจากสภาวะสภาพอากาศที่แปรปรวน และทวีความรุนแรง จึงจัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว และให้กรมธรรม์มีผลความคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 15,000,000,000 บาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม &nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ อัตราเบี้ยประกันภัย 500,000,000 บาท&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จำนวน 2,000,000 บาทต่อคน ซึ่งการเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; จะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#ครมเห็นชอบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ #คุ้มครอง30ล้านหลังคาเรือน #น้ำท่วมวาตภัยแผ่นดินไหว #เริ่มคุ้มครอง 1ตุลาคม2569 #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202609163d73c732b4ae58a17ec34c6800ed97e0100758.jpg' type='image/jpg' length='1664876' />
</item>
</channel>
</rss>
