<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เปิดงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เปิดโอกาสธุรกิจ-แฟรนไชส์ ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/529517</link>
<guid isPermaLink="false">5bd59ab2411fe85b9308514d361e2bd6</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 10:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6 ส.ค. 69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo&rdquo; ซึ่งเป็นงานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ชั้นนำที่จัดขึ้นโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชัน จำกัด ระหว่างวันที่ 6 - 9 สิงหาคม 2569 ณ Hall 6 - 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยมุ่งเน้นการนำเสนอโมเดลธุรกิจที่มีมาตรฐาน พร้อมเครื่องมือและโซลูชันที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Smart SME Expo ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดพาวิลเลียนนำเสนอธุรกิจแฟรนไชส์ที่อยู่ในการสนับสนุนและส่งเสริมของ<br />
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมทั้งสิ้น 50 ธุรกิจ 5 ประเภท ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ความงามและสปา ค้าปลีก และกิจกรรมครบวงจร สำหรับผู้สนใจต่อยอดสร้างอาชีพด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ ประกอบด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การไลฟ์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงตลอดทั้ง 4 วัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แบบตัวต่อตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยแฟรนไชส์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การอัปเดตเทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์ จากทั้งผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอาชีพด้วยแฟรนไชส์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้งยังมีไฮไลต์สำคัญ คือ แคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; รัฐสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดรายละ 10,000 บาท เมื่อซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมแคมเปญ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ LINE OA @franchisedbdplus<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เปรียบเสมือนศูนย์รวมเครื่องมือทางธุรกิจครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหน้าใหม่และเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขา เกิดการสร้างอาชีพให้กับประชาชนที่สนใจนำธุรกิจแฟรนไชส์ไปสร้างรายได้เพิ่มให้กับตนเองและครอบครัว โดยแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. โซนธุรกิจและแฟรนไชส์ พบกับแบรนด์ธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. โซนเทคโนโลยีและสนับสนุน บริการเครื่องมือทางการตลาด ระบบบริหารจัดการบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และโซลูชันการตลาดดิจิทัล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. โซนสถาบันการเงิน พบกับธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำ พร้อมคำปรึกษาด้านการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แบบตัวต่อตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้จัดงาน Franchise Expo Thailand 2026 by Smart SME Expo &nbsp;กล่าวว่า &ldquo;งาน Franchise Expo Thailand 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 โดยบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด สำหรับปีนี้ได้ผนึกแนวร่วมกับสมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล จัดงานร่วมกับ Thailand &nbsp;E-Commerce Selection Expo (TESE 2026) จึงนับว่าเป็นเวทีที่รวมสุดยอดธุรกิจ แฟรนไชส์ รวมทั้งซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้าจากจีนและอาเซียน ที่ครบวงจรภายในงานเดียว โดยมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ผลักดันให้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สถาบันอาหาร สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด และทิพยประกันชีวิต &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายในงานมีธุรกิจแฟรนไชส์ 250 แบรนด์ชั้นนำ แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน พร้อมทำเลค้าขายทั่วประเทศ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีเสวนาให้ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ขอเชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาอาชีพ คนว่างงาน วัยเกษียณ รวมทั้งผู้สนใจลงทุน มาร่วมจุดประกายไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพ เติมองค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจให้ก้าวทันโลก และสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้มแข็งพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต คาดว่างานนี้จะสร้างเม็ดเงินราว 220 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ภายในงาน บสย. ได้นำผู้เชี่ยวชาญจาก &ldquo;ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs&rdquo; (บสย. F.A. Center) มาให้คำปรึกษา SMEs และผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องการขอสินเชื่อแต่ขาดหลักทรัพย์ หรือขาดคนค้ำประกัน นอกจากนี้ ยังเปิดให้คำปรึกษาออนไลน์ เพิ่มความสะดวกให้ SMEs รับคำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- โครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส วงเงิน 20,000 ล้านบาท เติมทุน สร้างโอกาสให้ SMEs ด้วยจุดเด่น&nbsp;<br />
ค้ำประกันต่อรายเริ่มต้น 1 หมื่นบาท สูงสุด 100 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ทุกกลุ่ม ค่าธรรมเนียมต่ำเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี พร้อมค้ำประกันสูงสุด 10 ปี<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- มาตรการ &ldquo;กระบะพี่ มีคลังค้ำ&rdquo; ค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ ช่วย SMEs รายย่อย อาชีพอิสระ เกษตรกร และขนส่งขนาดเล็ก ซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 1.5% ค้ำประกันนาน 7 ปี ครอบคลุมรถกระบะมือหนึ่งและมือสอง ทั้งรถสันดาปและรถไฟฟ้า (EV)<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- มาตรการ &ldquo;บสย. พร้อมช่วย&rdquo; ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ลด ปลดหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน เปิดบูธชวนลูกหนี้มา &ldquo;ปลดหนี้&rdquo; ที่บูธ บสย. ลดต้นสูงถึง 50% ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ขยายเวลาชำระหนี้สูงสุด 7 ปี ค่างวด ขั้นต่ำเพียง 500 บาท พร้อม &ldquo;ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก&rdquo; และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ช่วยให้ลูกหนี้กลับไปเป็นลูกหนี้ปกติได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ บสย. ยังค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุด 10,000 บาท เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ และสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกให้กับ SMEs สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน จองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรีได้ที่ LINE OA: @tcgfirst หรือสอบถามผ่าน บสย. Call Center โทร. 02 890 9999</p>

<p><br />
#FranchiseExpoThailandbySmartSMEExpo #เปิดโอกาสธุรกิจแฟรนไชส์ #ช่วยSMEsเข้าถึงสินเชื่อ #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026080759d90c227952f3bea29dd7ffbf07acd0105731.jpg' type='image/jpg' length='1582196' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-เมียนมา เดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน แรงงาน ความมั่นคง คุณภาพน้ำข้ามพรมแดน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/529509</link>
<guid isPermaLink="false">cf8977e70ba394fce833beefb3e33317</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 6 &ndash; 7 สิงหาคม 2569 พร้อมทั้งหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน จากนั้นได้เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย โดยได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมย้ำว่า การที่ประธานาธิบดีเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียน และร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษา<br />
แรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการหารือและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ผลักดันการดำเนินงานตามแถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการเมืองและความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย&ndash;เมียนมา เสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านเศรษฐกิจ เน้นย้ำว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย&ndash;เมียนมา ยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย&ndash;เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด&ndash;เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย&ndash;เมียนมา&ndash;ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย&ndash;เมียนมา พร้อมย้ำความสำคัญของแรงงานเมียนมาต่อเศรษฐกิจไทย ยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน ส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ไทยยืนยันความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนา การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การหารือในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของไทยและเมียนมาในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ โดยเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานตามแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเมียนมาต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพอันดีและผลประโยชน์ร่วมกัน<br />
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมายังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย&ndash;เมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล แต่เป็นความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน และการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่จะกระชับความร่วมมือไทย&ndash;เมียนมาในทุกมิติ<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ยังได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand&ndash;Myanmar Business Forum 2026 ในหัวข้อ &ldquo;New Chapter and Future of Enhancing the Thailand - Myanmar Business Partnership&rdquo; ซึ่งจัดโดยสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ และสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยและเมียนมาพร้อมก้าวสู่บทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในหรือภายนอกประเทศจะเป็นเช่นไร รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการดูแลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานทำ มีรายได้ และมีความหวังในอนาคต เศรษฐกิจต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเอกชนของไทยและเมียนมาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ผ่านการลงทุน การจ้างงาน และการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน ปัจจุบันเมียนมาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ขณะที่การลงทุนของไทยในเมียนมาครอบคลุมหลากหลายสาขา ทั้งพลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต คมนาคม โลจิสติกส์ การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว จากการร่วมหารือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในหลายด้านอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนและส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างบรรยากาศการค้าชายแดนไทย&ndash;เมียนมาให้กลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการลงทุน ภาคเอกชนไทยยังคงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเมียนมา และพร้อมขยายการลงทุนในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน อาทิ พลังงาน เกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ ผ่านการลดอุปสรรค ลดขั้นตอน และปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจและขยายการลงทุนได้อย่างเต็มศักยภาพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายจะสานต่อโครงการความร่วมมือที่มีอยู่ และเร่งรัดกระบวนการที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในช่วงเวลาที่โลกกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประเทศที่ได้รับโอกาสก่อน หากทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันจะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมศักยภาพของสองฟากฝั่งได้อย่างเต็มที่ โดยภาคเอกชนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศพร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ หอการค้า และผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การจัดงาน Thailand&ndash;Myanmar Business Forum 2026 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศจะร่วมกันสร้าง เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน<br />
<br />
#ไทยเมียนมาเดินหน้าความร่วมมือทุกมิติ #ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน #แรงงานความมั่นคง #คุณภาพน้ำข้ามพรมแดน #ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202608071e1c294869921d64ae6ecbb50ab28cb2105047.jpg' type='image/jpg' length='1474696' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ดีอี” เร่งปราบสแกมเมอร์ สกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหาย “ท่องเที่ยว” กวาดล้าง “ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน” คืนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/529046</link>
<guid isPermaLink="false">caa46f4db15f496a2280c048d9861eb0</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569&nbsp;</p>

<p>นายไชยชนก กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเตรียมควบรวมฐานข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ โดยหากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางใน 3 ระบบ ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลธนาคารผ่าน Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางการเงินและรายชื่อบุคคลเสี่ยง ฐานข้อมูลจากระบบตรวจจับพฤติกรรมบัญชีธนาคารที่มีความผิดปกติ ร่วมกับฐานข้อมูลของ ปปง. และฐานข้อมูลจาก AOC 1441&nbsp;</p>

<p>ที่รวบรวม รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี&nbsp;</p>

<p>ร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี ดังกล่าวจะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (Mobile Banking, ATM, ธุรกรรมออนไลน์)&nbsp;</p>

<p>ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี blacklist ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก การยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากประชาชนถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว</p>

<p>สำหรับหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงดีอี&nbsp;</p>

<p>สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2569</p>

<p>ในปัจจุบันสแกมเมอร์ได้มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ทาง ธปท. ได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ&nbsp;</p>

<p>12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม 2569 จึงจำเป็น ต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์แก่เยาวชนและประชาชน และแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และรับมือกับข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์</p>

<p>&nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว ยังได้ยกระดับ &ldquo;ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว&rdquo;&nbsp;</p>

<p>ให้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว และการกวาดล้างภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ (Scammer) การเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนปัญหาทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน เพื่อสร้างเกราะป้องกันและเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ</p>

<p>นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ในฐานะผู้บริหารหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติงานเชิงรุกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า กรมการท่องเที่ยวได้บูรณาการกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทั่วประเทศอย่างเข้มงวด รวมทั้งสิ้น 3,187 ราย เพื่อกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง&nbsp;</p>

<p>สรุปผลการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ ผลการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว จำนวน 1,962 ราย&nbsp;</p>

<p>พบผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจำนวน 68 ราย พบความผิด 3 ข้อหาหลัก ได้แก่</p>

<p>1. การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต (ทัวร์เถื่อน)</p>

<p>2. การประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่ตรงตามคุณสมบัติในมาตรา 17 (1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (สัดส่วนทุนและกรรมการบริษัทต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยตามที่กฎหมายกำหนด)</p>

<p>3. การไม่จัดให้มีมัคคุเทศก์เดินทางไปกับนักท่องเที่ยว</p>

<p>ผลการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์ จำนวน 1,225 ราย พบผู้กระทำผิด จำนวน 129 ราย โดยความผิด 3 ลำดับแรก ได้แก่</p>

<p>1. การไม่ติดบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ขณะปฏิบัติหน้าที่</p>

<p>2. การไม่มีหรือไม่แสดงใบสั่งงาน (Job Order)</p>

<p>3. การปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาต (ไกด์เถื่อน)</p>

<p>นายจาตุรนต์ ย้ำว่า ทิศทางการทำงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรมการท่องเที่ยวจะยังคงตอกย้ำนโยบายความปลอดภัย โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และมุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล&nbsp;</p>

<p>ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp;</p>

<p>- บริษัทนำเที่ยว ต้องดูแลใบอนุญาตประกอบธุรกิจไม่ให้ขาดต่ออายุ (สามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ 30 วันก่อนหมดอายุ) และต้องจัดให้มีมัคคุเทศก์ดูแลนักท่องเที่ยวทุกครั้ง&nbsp;</p>

<p>- มัคคุเทศก์ ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ (สามารถยื่นต่ออายุล่วงหน้าได้ถึง 120 วัน) เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ</p>

<p>ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ สามารถร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง หากพบเห็นเบาะแส</p>

<p>การกระทำผิดของบริษัทนำเที่ยว ไกด์เถื่อน หรือกลุ่มสแกมเมอร์ สามารถแจ้งเบาะแสได้โดยตรงผ่านช่องทาง Facebook Fanpage: กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism หรือทางอีเมล tgtcenter@tourism.go.th และ DOT-TGIS@tourism.go.th ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบ ดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกำกับดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp;อีกทั้งยังได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินโครงการ &ldquo;ศูนย์รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยว ภายในประเทศ&rdquo; เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศไทย (Tourism Data Platform) ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว เพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ลดการซ้ำซ้อน เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SMEs และเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มที่มีร่วมกัน ซึ่งแอปพลิเคชันของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ Thailand Tourist Police , Amazing Thailand หรือ ระบบ Tourism Wallet สำหรับให้บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวงดีอี พร้อมร่วมบูรณาการข้อมูลกับ แพลตฟอร์ม Travel Link ของ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)</p>

<p>#ดีอีเร่งปราบสแกมเมอร์ #สกัดบัญชีม้า #รวมศูนย์ข้อมูล #เร่งคืนเงินผู้เสียหาย #ท่องเที่ยวกวาดล้างทัวร์เถื่อนไกด์เถื่อน&nbsp;#คืนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา&nbsp;#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260806a6e0a05386dbf47f48f50186bad77287092638.jpg' type='image/jpg' length='1401942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-เมียนมา กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน ยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/529044</link>
<guid isPermaLink="false">d3d69b1bb2e11c0ac2a57db0c54ebfd0</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(5 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้</p>

<p>1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา&nbsp;</p>

<p>มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย &ndash; สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่าย</p>

<p>ให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุม</p>

<p>ทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยง การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการติดตามความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน&nbsp;</p>

<p>2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เนื่องจากไทยและเมียนมามีความร่วมมือด้านแรงงานมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้บันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงเป็นกลไกในการจัดส่งแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และทำให้การบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้</p>

<p>- บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง กำหนดหน่วยงานผู้มีอำนาจ คือกระทรวงแรงงาน ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมา โดยระบุขอบเขตของความร่วมมือทางวิชาการ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการจ้างงานอย่างผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ แบ่งปันข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมาย และโอกาสในการจ้างงาน หรือสาขาความร่วมมืออื่น ๆ ตามแต่จะตกลงกัน ความร่วมมือในด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการส่งและรับแรงงานอย่างถูกกฎหมายระหว่างกัน โดยตกลงที่จะจัดทำบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน เพื่อให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีผู้รับ</p>

<p>- บันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือ จัดทำกรอบ</p>

<p>ในการอำนวยความสะดวกการจ้างงานแบบมีสัญญาจ้างให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส บนพื้นฐานของสิทธิ และความคุ้มค่า โดยดำเนินมาตรการ จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ (1) กระบวนการที่เหมาะสมในการจ้างงาน (2) กระบวนการในการส่งแรงงานที่ทำงานครบกำหนดกลับประเทศ และ (3) แรงงานได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย และสัญญาจ้างโดยการใช้กฎหมาย การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ แรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศผู้รับโดยไม่เข้าร่วมหรือแทรกแซงในกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจการภายในประเทศผู้รับ รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของทั้งสองประเทศ</p>

<p>&nbsp;การจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี มีสถานะการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่า ที่เหมาะสมสำหรับการพำนักในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงาน นายจ้าง และทั้งสองประเทศในระยะยาว</p>

<p>&nbsp;3. เห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมฯ ดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรมตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ&nbsp;</p>

<p>สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ผิวดิน ต่อมาได้มีคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 27/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานในลำน้ำหรือแหล่งน้ำ เร่งรัดและขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน กรมควบคุมมลพิษ จึงร่วมกับกรมอนามัย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมเอเชียตะวันออก ร่วมกันจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฉบับนี้</p>

<p>ประโยชน์ที่ได้รับจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฯ จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือน การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งหากมีกลไก การทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว</p>

<p>#ครมเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทยเมียนมา #กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน #ยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ #บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน #กระทรวงการต่างประเทศ #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026080661e8368881b7dbd66fed974ed84fb10b092519.jpg' type='image/jpg' length='1610966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้งภาคเหนือ ขจัดคอขวดงบประมาณ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. ลดผลกระทบประชาชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/528670</link>
<guid isPermaLink="false">8722d4f8f6f8a97200b93d1c3339a4e8</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 09:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(4 ส.ค. 69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ โดยกำหนดมาตรการเร่งด่วน ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ปัญหา 4 ด้าน ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ขจัดคอขวดงบประมาณฉุกเฉิน โครงการป้องกันภัยที่จำเป็นเร่งด่วนแต่ติดขัดงบประมาณ ให้รีบทำเรื่องเสนอส่วนกลางทันที เพื่อเร่งจัดสรรลงพื้นที่แก้ปัญหาให้ชาวบ้านโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ตั้งวอร์รูมมอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง สร้างระบบ Command &amp; Control เฝ้าระวังระดับน้ำตลอดเวลา หากมีสัญญาณอันตรายหรือข่าวลือ ทีมบริหารต้องสามารถเช็กข้อมูลและสั่งการตรงถึง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ทันที<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ใช้นวัตกรรมโดรน &amp; เตรียม Shelter ดึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคเหนือมาร่วมงาน ใช้ &ldquo;โดรน&rdquo; บินสำรวจจุดเสี่ยง พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิง (Shelter) ให้พร้อมรองรับการอพยพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. เร่งขุดลอกลำน้ำรับมือครบวงจร กำชับเร่งขุดลอกแม่น้ำน่าน (เน้น 18 จุดเปราะบาง) และแม่น้ำยม รวมถึงประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาล วางแผนเก็บกักน้ำสำรองเพื่อป้องกันปัญหาน้ำแล้งหลังหมดฤดูฝน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การยกระดับกลไกการทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงอีก 444 จุด จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถรับมือได้ ทั้งสถานการณ์น้ำหลากและการขาดแคลนน้ำ ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการเกษตรได้อย่างทันท่วงที ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มีภูมิประเทศเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน อีกทั้งในช่วงฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร การประชุมในครั้งนี้ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกำหนดแนวทางในการป้องกัน ลดผลกระทบ และแก้ไขปัญหาทั้งอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูล แผนงาน และทรัพยากร เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ภัยได้อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ภัยในพื้นที่ภาคเหนือ แผนเผชิญเหตุ ผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทำงาน ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัย การบริหารอ่างเก็บน้ำและลำน้ำ การระบายน้ำ การจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ การให้ความช่วยเหลือประชาชน การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และต่อเนื่องแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งต้องร่วมกันวางแผนบริหารจัดการ และวางระบบบัญชาการเหตุการณ์ พิจารณาความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการล่วงหน้าในเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และพื้นที่ที่ต้องเร่งบริหารจัดการน้ำสำหรับกักเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การขับเคลื่อนโครงการขุดลอกลำน้ำน่าน ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ ได้สั่งการให้คณะทำงานฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการทำงานให้กับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากภาคเหนือตอนบนสู่ภาคเหนือตอนล่างบริเวณแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนดำเนินการรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานให้ที่ประชุมได้รับทราบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ. ได้เตรียมมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งไว้ล่วงหน้าทุกด้าน โดยได้วางระบบการทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดภัยจนถึงการฟื้นฟู โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ตลอด 24 ชั่วโมง จัดตั้ง War Room บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลักด้านน้ำและเทคโนโลยี เพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนไปยังมือถือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ปรับปรุงฐานข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว และจัดเตรียมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เพียงพอ นอกจากนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลและรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง และเขต 15 เชียงราย รวมถึงประสาน 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ปริมาณฝนจะมากกว่าค่าปกติ ส่วนเดือนกันยายนและตุลาคม ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง และจะไปตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อสนับสนุนการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ทุกพื้นที่สื่อสารสร้างความตระหนักรู้เรื่องสาธารณภัยและการแจ้งเตือนประชาชน นอกจากการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว ให้ทุกพื้นที่สื่อสารข่าวสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบในทุกช่องทางในพื้นที่ อาทิ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน และใช้กลไกของผู้นำชุมชนหมู่บ้านช่วยกันแจ้งเตือนสมาชิกในชุมชน รวมถึงประสานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสื่อสารข่าวสาธารณภัย ผ่านช่องทางของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่เสี่ยง และทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อความที่เข้าใจง่าย กระชับ ให้ประชาชนรับทราบและเตรียมตัวได้ทันท่วงที โดยเน้น &ldquo;การสร้างความตระหนักรู้ แต่ต้องไม่ตื่นตระหนก&rdquo; หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำเชิงรุกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ ควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบชลประทานให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการการทำงานและข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ โดยกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ เพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการเก็บกักน้ำ การพร่องน้ำ และ<br />
การระบายน้ำ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของอาคารชลประทานและผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ รักษาปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยเน้นการบูรณาการข้อมูล การประสานการทำงานของทุกหน่วยงาน และการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้ง และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อม<br />
ทุกด้านเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง</p>

<p>#ยศชนันบูรณาการทุกหน่วยงานแก้ปัญหาอุทกภัยภัยแล้งภาคเหนือ #ขจัดคอขวดงบประมาณ #ตั้งวอร์รูม24ชั่วโมง #ลดผลกระทบประชาชน #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026080590c12834bc0a0eaae22e8e673f2ac927091051.jpg' type='image/jpg' length='1374174' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย–อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคนลงนาม MOU 4 ฉบับ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลาดคาร์บอน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/528669</link>
<guid isPermaLink="false">af4e29b1788465d9fef2eb1ef237194f</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 09:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(4 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia&ndash;Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Advancing the Indonesia&ndash;Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy&rdquo; จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) โดยเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจาก &ldquo;คู่ค้า&rdquo; สู่ &ldquo;หุ้นส่วนร่วมสร้าง&rdquo; เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริง ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม &ldquo;แผ่นดินใหญ่&ndash;หมู่เกาะ&rdquo; เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล ซึ่งจากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น &ldquo;ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น&rdquo; โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่ &ldquo;การค้า&rdquo; แต่ต้องไปสู่ &ldquo;การลงทุนร่วม-เทคโนโลยี-มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค&rdquo; ซึ่งเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และภูเก็ต-บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay&ndash;QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินโดนีเซียต้องวัดจาก &ldquo;สิ่งที่สร้างร่วมกัน&rdquo; ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยว<br />
แห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย อีกทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยการลงทุนของธนาคารไทยในอินโดนีเซียสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการเงินไทยในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้หารือกับ ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน โดยไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในทุกด้าน เพื่อประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่ง ซึ่งตั้งใจจะเข้าร่วมการประชุมอาเซียน ที่กรุงมะนิลา ในปลายปีนี้ด้วยทั้งนี้ เลขาธิการอาเซียน ได้ชื่นชมความสำเร็จการเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีและคณะ รวมทั้งการแสดงวิสัยทัศน์ เป็นการตอกย้ำบทบาทไทยต่ออาเซียน และยืนยันพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2028 &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล &ldquo;UNCLOS&rdquo; ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเจรจาระหว่างกันได้ แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน โดยผลลัพธ์ไม่มีผลผูกพันกับประเทศคู่กรณี ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเข้าใจถึงสถานการณ์ ยืนยันอาเซียนควรร่วมเป็นหนึ่งเดียว และหวังทุกอย่างจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะไทย-กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือความท้าทายของโลก รักษาบทบาทนำของภูมิภาค และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร เร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ซึ่งการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้นับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง &ldquo;นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง&rdquo;</p>

<p><br />
#นายกเปิดเวทีธุรกิจไทยอินโดนีเซีย #ดัน4ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ #เชื่อมตลาดกว่า350ล้านคน #ลงนามMOU4ฉบับ #ส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดคาร์บอน #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260805acaeb6bf8f5e6102d01db916ce352cc2090952.jpg' type='image/jpg' length='1459076' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“มหาดไทย” ชวนอุดหนุนสินค้า งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” 8 - 16 ส.ค. 69 สืบสานพระราชปณิธาน สร้างรายได้สู่ชุมชน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/528390</link>
<guid isPermaLink="false">bd130089d21cc392e719a8cf1265b15a</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 12:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2 ส.ค. 69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ระหว่างวันที่ 8 &ndash; 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี การจัดงานในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาหัตถศิลป์หัตถกรรมไทย พัฒนางานศิลปาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดอย่างสมบูรณ์ ประดุจแสงประทีปที่โชติช่วงให้สินค้าภูมิปัญญาไทยมีความทันสมัย ได้รับการเชิดหน้าชูตา และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยในยุคปัจจุบันพร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ประเทศ โดยรวบรวมผู้ประกอบ OTOP กว่า 2,000 บูธ มาให้ประชาชนได้เลือกซื้อ พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายมีรายได้กลับสู่ผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ จังหวัดละไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 770 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีไฮไลต์สำคัญได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 ร้านค้า และมีการนำเสนอความงดงามของผ้าไทย รวมถึงงานหัตถศิลป์ประเภทต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โซน OTOP ชวนชิม ที่คัดสรร สุดยอดอาหารจากทั่วทุกภูมิภาค โซนศิลปิน OTOP นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิม โดยผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. OTOP Luxury นำเสนอเครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. OTOP Spirits Tasting นำเสนอเครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 &ndash; 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ช่างฝีมือ และเครือข่ายทั่วประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและเข้มแข็ง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลกรมการพัฒนาชุมชนได้มีนโยบายในการสร้างความแตกต่างและสร้างความเติบโตของผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ประชาชนผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน ผลักดันสินค้าประชาชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กให้สามารถขายได้ พร้อมทั้งได้กำชับ 2 นโยบายสำคัญคือ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ต้องเป็น One Stop Service &ldquo;ศูนย์บริการผู้ประกอบการชุมชนแบบครบวงจร&rdquo; เชื่อมโยงความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านการพัฒนาศักยภาพ การรับรองมาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ และช่องทางการตลาด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ผลักดันเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในรูปแบบแฟรนไชส์ธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และในสัปดาห์หน้าจะมีการลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มการตลาดต่าง ๆ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ OTOP รวม 100,000 กลุ่ม ผลิตภัณฑ์มากกว่า 200,000 ผลิตภัณฑ์ โดยการจำหน่ายในงานฯ ปี 2568 มีรายได้ถึง 814 ล้านบาท สะท้อนว่า การที่ยิ่งส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และขยายสู่ตลาดออนไลน์โมเดิร์นเทรด ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ซึ่งก็คือการจัดงาน OTOP ที่เมืองทองธานี ปีละ 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ซึ่งเป็นการนำเรื่องของพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และภูมิปัญญาไทย ด้วยการนําภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นมาประกอบกับวัตถุดิบ<br />
ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นและแรงงานของประชาชนในท้องถิ่นมาผนวกรวมกันกลายเป็น &ldquo;ผลิตภัณฑ์ชุมชน&rdquo; ของแต่ละตําบล/หมู่บ้าน โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ส่งเสริมให้มีการผลิตและส่งเสริมการขาย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธาน สนับสนุนภูมิปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมให้กำลังใจผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเลือกซื้อ ชม ชิม เช็คอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งต่อคุณค่าของแผ่นดิน ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>

<p><br />
#มหาดไทยชวนอุดหนุนสินค้า #งานศิลปาชีพประทีปไทยOTOPหลอมดวงใจด้วยพระบารมี #8ถึง16สิงหาคม2569 #สืบสานพระราชปณิธาน #สร้างรายได้สู่ชุมชน #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20260804c31efa5750262797f4af4451959d1a80124834.jpg' type='image/jpg' length='1517510' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ขยายการค้า การลงทุน อาหาร ท่องเที่ยว ความมั่นคง ตั้งเป้าการค้า 23,000 ล้านดอลลาร์]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/528387</link>
<guid isPermaLink="false">0cdab987ca102482126b1801a702bc9b</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 12:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(3 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายปราโบโว ซูบียันโต (Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และหารือเต็มคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ในโอกาสการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี ซึ่งการพบกันครั้งนี้มีความ สำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน &ldquo;หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินโดนีเซีย&rdquo; ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก โดยผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง ในปีที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดี ยังได้เคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ&ndash;จาการ์ตา และ ภูเก็ต&ndash;บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยผู้นำทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอว่า ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง ขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการส่งพลเมืองอินโดนีเซียที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย เป็นความช่วยเหลือที่มีความหมายและสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พร้อมยืนยันว่าไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับประเด็นระดับภูมิภาคประธานาธิบดีได้กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ยืนยันว่าอินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ นอกจากนี้ยังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นกรอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ ที่จะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพบก แด่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อเชิดชูบทบาทและคุณูปการในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและอินโดนีเซีย สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ และศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลยังได้มีการมอบโล่และปีกของหน่วย เพื่อรำลึกถึงความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างไทยและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะ ปฏิบัติการ &ldquo;Woyla&rdquo; ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภารกิจช่วยเหลือตัวประกันที่ประสบความสำเร็จ และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นมืออาชีพอันโดดเด่นของหน่วย Kopassus ของอินโดนีเซีย ที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง และกระชับสัมพันธไมตรีอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</p>

<p><br />
#นายกยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทยอินโดนีเซีย #ขยายการค้าการลงทุนอาหารท่องเที่ยวความมั่นคง #ตั้งเป้าการค้า 23000ล้านดอลลาร์ #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026080476939fa9e0f167a04ad2065374636809124749.jpg' type='image/jpg' length='1463287' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศึกษา - แรงงาน” เร่งพัฒนา “ทุนมนุษย์” ยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/527852</link>
<guid isPermaLink="false">46470a3848d894bc31a083fbae1ad037</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังจากการเปิดงาน &ldquo;THAILAND&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo; เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับด้านการศึกษาและแรงงาน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หารือร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน&nbsp;<br />
มีทั้งความรู้ ทักษะ และรายได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสทางการศึกษาและสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาและแรงงาน โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกันใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ เชื่อมโยงการจัดการอาชีวศึกษาและการพัฒนาทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านระบบ Skill Matching เปิดให้สถานประกอบการร่วมออกแบบหลักสูตร การส่งเสริมกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระบบ Credit Bank และการเทียบโอนประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;มีงาน มีเงิน มีวุฒิ&rdquo; เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะร่วมกันเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่อพัฒนาหลักสูตรและยกระดับระบบสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) ให้สามารถเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอบรม และการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง รองรับแนวคิดการเรียนรู้ &nbsp;ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา โดยขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลติดตามเด็กที่หลุดจากระบบและกลุ่ม NEETs (Youth Not in Education, Employment or Training) เยาวชนอายุ 15 - 24 ปีที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม พัฒนาใด ๆ ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้หรือการมีงานทำ ร่วมกันกำหนดแนวทางดูแลเด็กและเยาวชนในช่วงรอยต่อทางการศึกษา เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านการศึกษาที่ยืดหยุ่น Learn to Earn ระบบทวิภาคี การฝึกงานกับสถานประกอบการ ส่งเสริมให้มีงานทำ มีรายได้ และสามารถศึกษาต่อควบคู่กับการทำงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง สร้างความชัดเจนระหว่างสถานะ &ldquo;ผู้เรียนฝึกงาน&rdquo; กับ &ldquo;ลูกจ้าง&rdquo; ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการทำงานจริงโดยไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งต้องไม่ทำงานล่วงเวลา งานกลางคืน หรืองานอันตราย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. ป้องกันการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานจะเชื่อมข้อมูลเด็ก ที่หลุดจากระบบกับข้อมูลสถานประกอบการ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือเด็กที่เสี่ยงถูกใช้แรงงานหรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตรวจสถานประกอบการเสี่ยง การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การจัดช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย และการนำเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาหรือการฝึกอาชีพที่ถูกต้อง โดยได้หารือเรื่องการใช้แรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 15 - 18 ปี ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะไม่หลุดจากระบบการศึกษา มีงานทำ และได้รับวุฒิการศึกษาควบคู่กันไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. ดึงบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ หารือการปรับปรุงระบบ E-Work Permit สำหรับครูและอาจารย์ชาวต่างชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการด้านใบอนุญาตทำงาน ทั้งการต่อใบอนุญาตทำงาน วีซ่า การยืนยันตัวตน และการพัฒนาศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการได้สะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของครูต่างชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. ปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ ทั้งสองกระทรวงจะร่วมผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาไร้รอยต่อ การกระจายอำนาจ และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เป้าหมายคือทำให้การศึกษาไม่สิ้นสุดเพียงการได้รับวุฒิ แต่ต้องเชื่อมไปสู่การพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการมีงานทำ พร้อมทั้งยกระดับครูให้สามารถเตรียมผู้เรียนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โจทย์หลักของการทำงานร่วมกันครั้งนี้คือเรื่อง &ldquo;ทุนมนุษย์&rdquo; เพราะทั้งสองกระทรวงมีความใกล้ชิดกับประชาชนและรับผิดชอบทรัพยากรมนุษย์โดยตรง โดยกระทรวงศึกษาธิการเปรียบเสมือนต้นทางในการพัฒนาเยาวชน ขณะที่กระทรวงแรงงานมีบทบาทในการต่อยอดศักยภาพกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระบบการศึกษาไปจนถึงการจ้างงาน เพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ผ่านมาทีมงานได้ประชุมหารือกันหลายครั้ง จนสามารถระบุปัญหาและมีข้อสรุปที่นำไปสู่แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อคลี่คลายประเด็นปัญหาต่าง ๆ เช่น ประเด็น &ldquo;เครดิตแบงก์&rdquo; (Credit Bank) ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการ ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมทักษะ ความรู้ และความสามารถของเด็กในระบบทั้งหมด จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการรวบรวมทักษะ ความรู้ และสมรรถนะของผู้เรียน เมื่อเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงาน จะช่วยให้สามารถจับคู่ทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ติดตามการพัฒนาศักยภาพแรงงาน และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เมื่อกระทรวงศึกษาธิการส่งบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงานจะมีหน้าที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถติดตามศักยภาพของกำลังคน วิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน และวางแผนพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับการเติบโตในสายอาชีพในอนาคต นี่คือโจทย์ร่วมกันที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เยาวชน นักศึกษา และแรงงานทุกคน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง &ldquo;การศึกษา&ndash;การพัฒนาทักษะ&ndash;ตลาดแรงงาน&rdquo; ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการวาง &ldquo;รอยต่อแห่งอนาคต&rdquo; ระหว่างการศึกษา ทักษะ และการมีงานทำ เพื่อเปลี่ยนจากระบบที่ &ldquo;เรียนจบแล้วค่อยหางาน&rdquo; ไปสู่ระบบที่ผู้เรียน &ldquo;มีทักษะ มีประสบการณ์ และมีเส้นทางสู่อาชีพ&rdquo; ตั้งแต่ยังอยู่ในห้องเรียน ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพกำลังคนของประเทศให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ การมีงานทำให้แก่เด็กและเยาวชน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับการศึกษา การพัฒนาทักษะกำลังคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>

<p>#ศึกษาแรงงานเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ #ยกระดับการศึกษา #พัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ #กระทรวงศึกษาธิการ #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026080359a8b67a7d663a9eb85c8d21b581c350090036.jpg' type='image/jpg' length='1303283' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี รับฟังปัญหาชาวนา ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร พัฒนาระบบชลประทาน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/527772</link>
<guid isPermaLink="false">bfb190164c1e250b63b5c336226c9a9c</guid>
<pubDate>Sun, 02 Aug 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายกรัฐมนตรี</p>

<p>ได้พบปะประชาชนที่มาร่วมงานและรับฟังการบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตข้าว การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผา เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ</p>

<p>ในระดับชุมชน และเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ 6 แปลงในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 95 ไร่ แยกเป็นข้าวไรซ์เบอรี่ 58 ไร่ และข้าวขาวพื้นนุ่ม 37 ไร่ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรในพื้นที่&nbsp;</p>

<p>แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง เป็นพื้นที่ต้นแบบสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกร</p>

<p>ในท้องถิ่นปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสนับสนุนแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน</p>

<p>ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ให้แก่ชาวนาในการลดค่าใช้จ่ายด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมี พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะมาปรับใช้อย่างเหมาะสม โดยมีหน่วยงานส่วนราชการและหน่วยงานระดับจังหวัดของสุพรรณบุรีร่วมขับเคลื่อนและบูรณาการการทำงาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมเป็นฐานรากสำคัญในการผลิตอาหารและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด ปัจจุบันรัฐบาลได้หาแนวทางการเพิ่มรายได้จากการปลูกข้าวให้กับชาวนาไทย มีมาตรการและนวัตกรรมสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ เพื่อลดการใช้แรงงาน และสารเคมี ปรับปรุงพันธุ์ข้าว พัฒนาและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ทนแล้งเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น บริหารจัดการน้ำ จัดระบบชลประทานและสระน้ำในไร่นา เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต</p>

<p>การมาดูพื้นที่ของจริงด้วยตนเองครั้งนี้ มาดูว่าชาวนาเป็นอย่างไร เพราะรัฐบาลต้องการให้ชาวนามีรายได้จริง ไม่ใช่ให้กำไรตกอยู่กับพ่อค้าคนกลาง รัฐบาลต้องการให้รายได้ส่วนใหญ่อยู่กับเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องการมาเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ซึ่งการลงพื้นที่ทำให้ได้รู้และได้เห็นของจริง สามารถนำไปต่อยอดได้ ต้องแก้ปัญหาภาพรวม โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกและการดำรงชีวิตของประชาชน หากทำให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมและสะดวก ประเทศจะเจริญก้าวหน้ามาก ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ระบบชลประทานมีความสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาเมื่อน้ำท่วมชาวบ้านได้เงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท&nbsp;</p>

<p>ใช้เงินงบประมาณไปจำนวนมาก แต่ปีต่อมายังเกิดน้ำท่วมอีก ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ทั้งการเร่งระบายเพื่อป้องกันอุทกภัย และการกักเก็บน้ำไว้รองรับวิกฤตภัยแล้ง โดยเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้ยั่งยืนและครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เปลี่ยนงบประมาณด้านการเยียวยาภัยพิบัติไปสู่การลงทุนที่สร้างความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมให้คำสัญญากับประชาชนว่าจะเร่งขับเคลื่อนทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการแก้ปัญหาน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทั้งแนวทางป้องกันภัยและการรักษาธรรมชาติ ต้องวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก แต่หากจะเกิดวิกฤตจริง ๆ และมีความเสียหาย ต้องทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และขอให้เชื่อใจว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>

<p>ด้านนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่สำคัญของการผลิตข้าวไทยและเป็นตัวอย่างของการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นพลังในการยกระดับการผลิต ตามนโยบายรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>#นายกลงพื้นที่สุพรรณบุรีรับฟังปัญหาชาวนา #ลดต้นทุนการผลิต #เพิ่มรายได้เกษตรกร #พัฒนาระบบชลประทาน #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2026080244fe1a5abe2baec10714eaa833be6835161119.jpg' type='image/jpg' length='1491776' />
</item>
</channel>
</rss>
