<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[INFOGRAPHIC]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/35</link>
<atom:link href="https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/index/id/35" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/289415</link>
<guid isPermaLink="false">7138e437efa9505c8a15ebbc91d0b510</guid>
<pubDate>Tue, 21 May 2024 08:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240521bff613d21eea9b04c7b1f9b67035b4b4085540.jpg' type='image/jpg' length='185821' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันอนุรักษ์ควายไทย ตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคม ของทุกปี]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/287269</link>
<guid isPermaLink="false">813079670b01d644654bd0645776b9b7</guid>
<pubDate>Tue, 14 May 2024 11:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>วันอนุรักษ์ควายไทย ตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคม ของทุกปี</strong><br />
&nbsp;7/05/2567 |&nbsp; 366 |&nbsp;<br />
วันอนุรักษ์ควายไทย ตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคม ของทุกปี เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และดูแลควายไทย และส่งเสริมการเลี้ยงควาย ให้อยู่คู่คนไทยไปอีกแสนนาน</p>

<p><strong>ควาย</strong> หรือภาษาทางการเรียกว่า กระบือ ที่เรารู้จักกันนี้ น้อยคนแล้วที่จะได้เคยเห็นตัวจริง ได้รู้จักตัวเป็นๆ ของสัตว์สี่เท้าที่มีกีบเหล่านี้ ควายไทยถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมของไทยมาอย่างช้านาน คนไทยเทียมควายไถนามาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด ด้วยความที่เป็นสัตว์ที่มีความอดทน ทนแดด ทนร้อน ทนสภาพอากาศแห้งแล้งได้ ทำให้กลายเป็นเครื่องมือไถนาชั้นดี ก่อนที่จะมีรถไถเกิดขึ้นมา นอกจากนี้แล้วการเดินทางในสมัยก่อนก็ยังใช้ควายเทียมเกวียน เพื่อทุ่นแรงในการเดินทางไกลอีกด้วย แต่ปัจจุบันควายไทยถูกลดความสำคัญลง จนกลายเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงเท่านั้น</p>

<p>คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 14 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์ควายไทย เนื่องจากปัจจุบันจำนวนควายไทยและผู้เลี้ยงควายไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งควายยังเป็นสัตว์ที่ไม่ได้รับความเอาใจใส่จากทางภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนในการสร้างเสริมอาชีพ การกำหนดวันนี้ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักให้กับคนไทยถึงความสำคัญของควายและช่วยกันอนุรักษ์ก่อนที่ควายไทยจะสูญพันธุ์ไป</p>

<p>เหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นวันที่ 14 พฤษภาคม เนื่องมาจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชกระแสรับสั่งถึงหลักการดำเนินโครงการธนาคารโค-กระบือ เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ควายไทยสืบมา</p>

<p>แหล่งที่มา :&nbsp; กรมปศุสัตว์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/2024051499db08f0eec3b21e6189bb412bf504c1114255.png' type='image/png' length='446875' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[๑๐ พฤษภาคม วันพืชมงคล]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/286515</link>
<guid isPermaLink="false">27ffbdcd6f884132b12f9956504f950f</guid>
<pubDate>Fri, 10 May 2024 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ประวัติพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</strong></p>

<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</strong>พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธี ๒ พิธีรวมกัน คือ<strong>&nbsp;พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์</strong>&nbsp;อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับ&nbsp;<strong>พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ&nbsp;อันเป็นพิธีพราหมณ์</strong>&nbsp;อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีสนามหลวง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ครั้งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน เหมือนกับสมัยกรุงสุโขทัย และจะทรงจำศีลเงียบ ๓ วัน แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ให้ เจ้าพระยาจันทกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์ โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แต่ผู้ทำการแรกนาเปลี่ยนเป็นเจ้าพระยาพลเทพ คู่กันกับการยืนชิงช้า แต่พอถึงรัชกาลที่ ๓ ให้ถือว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้นั้นเป็นผู้แรกนา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น พระราชพิธีพืชมงคล จึงได้เริ่มมีขึ้น แต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า&nbsp;<strong>พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><a href="/cms/s128/u331/441343023_856542366501187_528368.jpg"><strong><img alt="" src="https://pathumthani.prd.go.th/cms/s128/u331/441343023_856542366501187_528368.jpg" style="width: 2048px; height: 2048px;" /></strong></a></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีพระราชพิธีนี้ขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง&nbsp;<strong>พระราชพิธีสิบสองเดือน</strong>&nbsp;ว่า</p>

<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>&quot;<em>การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดินเป็นธรรมเนียมนิยม มีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ลงทรงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสี เลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้ ที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้ ก็มีอยู่เสมอเป็นนิตย์ ไม่มีเวลาว่างเว้น ด้วยการซึ่งผู้นั้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่นและความเจริญไพบูลย์ แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่าง เหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตนตามปกติ ก็ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตราย คือ น้ำฝนน้ำท่ามากไปน้อยไป ด้วงเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นเหตุอันตราย ไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ และมีความปรารถนาที่จะให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลัง จึงต้องหาทางที่จะแก้ไขและหาทางที่จะอุดหนุนและที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้า จะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจโดยอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษ นับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง ให้เป็นการช่วยแรงและเป็นที่มั่นใจตามความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สิ้นสุด</em>&quot;<br />
&nbsp;</p>

<p>ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ความมุ่งหมายของพิธีแรกนาอยู่ที่จะทำให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรเพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา แม้จะเป็นความจำเป็นสำหรับบ้านเมืองในสมัยโบราณอย่างไร ถึงปัจจุบันนี้คงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนา เป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนพิธีกรรมนอกเหนือจากการทำให้เป็นตัวอย่างตามที่ทรงจำแนกไว้ ๓ อย่าง โดย ๒ อย่างแรกที่ว่า &quot;อาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่ง ไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง&rdquo; นั้น ทรงหมายถึง พิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า &quot;บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง&rdquo; นั้น ทรงหมายถึง พิธีจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี ซึ่งระยะนี้เป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนา อันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย แต่ไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอนไว้เหมือนกับวันในพระราชพิธีอื่น ส่วนจะเป็นวันใดในเดือนหก หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณีก็ให้จัดขึ้นในวันนั้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทำเต็มรูปบูรพประเพณี ครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เว้นไปจนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีนี้ขึ้นใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นว่าเป็นการรักษาพระราชประเพณีอันดีงาม มีผลในการบำรุงขวัญและจิตใจของคนไทย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชกระแสให้ปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีนี้ทุกปี สืบมามิได้ขาด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ขึ้นมาในระยะแรกนั้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระยาแรกนา ได้แก่ อธิบดีกรมการข้าวโดยตำแหน่ง สำหรับเทพีทั้งสี่พิจารณาคัดเลือก จากภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังพระยาแรกนา ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตำแหน่ง ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นเทพีคู่หาบทอง และคู่หาบเงินนั้น ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการหญิงโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทขึ้นไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระมหากษัตริย์ทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าวนั้นถือว่าเป็นอาหารหลักของประชาชนในภาษาบาลีเรียกว่า ปุพพัณณะ หรือ บุพพัณณะ หรือ บุพพัณณชาติ ส่วนพืชอื่นๆ ที่เป็นอาหารเรียกว่า อปรัณณ หรืออปรัณชาติ หมายถึง พืชจำพวกถั่ว งา เป็นต้น ถ้าเรียกควบทั้งสองอย่างก็เรียกว่า บุพพัณณปรัณณชาติ ที่หมายถึงพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บุพพัณณปรัณณชาติที่นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลนั้น เป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้า และข้าวเหนียว นอกจากนี้มีเมล็ดพืชต่างๆ รวม ๔๐ อย่าง แต่ละอย่างบรรจุถุงผ้าขาว กับเผือกมันต่างๆ พันธุ์พืชเหล่านี้เป็นของปลูกงอกได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่าน ในพิธีแรกนาบรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนึ่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ปลูกในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพระราชพิธีพืชมงคล พันธุ์ข้าวพระราชทานนี้ จะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการ จะบรรจุซอง แล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อนึ่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลนี้เป็น&nbsp;<strong>วันเกษตรกร&nbsp;</strong>ประจำปีอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงได้จัดงาน วันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลตลอดมา<br />
ข้อมูล :&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240510697e1db5ca97b769e6e1c87af3fac4c5101828.jpg' type='image/jpg' length='793942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันฉัตรมงคล ตรงกับ วันที่ ๔ พฤษภาคม ของทุกปี]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/285102</link>
<guid isPermaLink="false">b7374bacc90cf344cdc7211a2ce06064</guid>
<pubDate>Sat, 04 May 2024 13:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันฉัตรมงคล ตรงกับ วันที่ ๔ พฤษภาคม ของทุกปี</p>

<p>เป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริว่า วันที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกนั้น เป็นมหามงคลสมัยซึ่งประเทศทั้งปวงที่มีพระเจ้าแผ่นดินย่อมนับถือวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล แต่ในกรุงสยามมิได้มีการนักขัตฤกษ์อันใด ครั้งนี้วันบรมราชาภิเษกของพระองค์ ตรงกับสมัยที่เจ้าพนักงานได้สมโภชเครื่องราชูปโภคแต่เดิมมา ควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ จึงได้ทรงพระราชดำริจัดการพระราชกุศล พระราชทานชื่อว่า ฉัตรมงคล นี้ขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ในรัชกาลพระบาทสมเด็พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ พระราชพิธีฉัตรมงคลจัดขึ้นทุกวันที่ ๕ พฤษภาคม เพราะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ และทางราชการถือเป็นวันหยุดตามประเพณีวันหนึ่งของประเทศไทย</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ต่อมาในรัชกาลที่ ๑๐ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นในวันที่ ๔ - ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ และในปีถัดไปจึงถือให้วันที่ ๔ พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล ทางราชการถือเป็นวันหยุดตามประเพณีวันหนึ่งของประเทศไทย</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอาวันที่ ๔ พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล เพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญนี้</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ขอบคุณข้อมูล : กระทรวงวัฒนธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240504f09490389b1f2a934deec4a3f3885666134836.jpg' type='image/jpg' length='137944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/284745</link>
<guid isPermaLink="false">995d870e74b7331b5d7af3228cc642df</guid>
<pubDate>Fri, 03 May 2024 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม</p>

<p>&nbsp;29/04/2567 |&nbsp;&nbsp;605&nbsp;|&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เสนอให้สมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ (UN)&nbsp;ประกาศให้วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปีเป็น &quot;วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก&quot; (World Press Freedom Day) เพื่อย้ำเจตนารมณ์และหลักการที่เป็นพื้นฐานของเสรีภาพสื่อมวลชนทั่วโลก คือเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เสนอข้อเท็จจริงโดยเสรี และปลอดภัย เพราะในระยะหลังๆ&nbsp;มีนักข่าวที่ลงพื้นที่ภาคสนามเสียชีวิต ถูกจับเป็นตัวประกัน และถูกจับกุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น</p>

<p>ถึงแม้การเฉลิมฉลองวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2534 แต่เสรีภาพในการแสดงออกถูกพูดถึงเมื่อเกือบ 70 ปีมาแล้ว โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติรับรอง&nbsp;&ldquo;ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน&rdquo;&nbsp;(The Universal Declaration of Human Rights) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ในข้อที่ 19 ว่า</p>

<blockquote>
<p><em>&ldquo;ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอด และที่จะแสวงหา รับ และแจกจ่ายข่าวสาร และความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน&rdquo;</em></p>
</blockquote>

<p>นักข่าวคือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน<br />
นักข่าวหรือสื่อมวลชนถือเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนหนึ่ง เพราะพวกเขาคือคนที่ลงมือทำเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยไม่ใช้ความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ หรือความรุนแรง พวกเขาคือ&nbsp;&ldquo;ผู้กล้า&rdquo;&nbsp;ที่กล้าออกมาทำเพื่อส่วนรวม กล้าที่จะออกมายืนหยัดเพื่อสิทธิของเราทุกคน โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวหรือตีแผ่ความไม่เป็นธรรมในสังคม ภายใต้หลักการที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกคือ&nbsp;&ldquo;เสรีภาพในการแสดงออก&rdquo;</p>

<p>โดยองค์กร&nbsp;<a href="https://rsf.org/en/reports/2016-world-press-freedom-index-deep-and-disturbing-decline-media-freedom">Reporters Without Borders</a>&nbsp;ได้รายงานว่า&nbsp;<em>&ldquo;การเคารพเสรีภาพสื่อนั้นลดลงจนน่ากลัว&rdquo;&nbsp;</em>ทั้งในระดับโลกและในระดับภูมิภาค ในขณะที่หน่วยงาน&nbsp;<a href="https://cpj.org/data/killed/2017/?status=Killed&amp;motiveConfirmed%5B%5D=Confirmed&amp;type%5B%5D=Journalist&amp;end_year=2017&amp;group_by=location">Committee to Protect Journalists</a>&nbsp;รายงานว่าในปี 2560&nbsp; มีนักข่าว 46 คน ถูกฆ่าขณะปฏิบัติหน้าที่ และ หน่วยงาน&nbsp;<a href="https://newssafety.org/casualties/2018/">The International News Safety Institute</a>&nbsp;ได้รายงานว่าในปี 2561 นี้มีนักข่าวถูกฆ่าในขณะปฏิบัติหน้าที่จำนวน 33 คน แบ่งออกเป็นทวีปอเมริกา 10 คน เอเชีย 22 คน และ ยุโรป 1 คน นักข่าวบางรายเสียชีวิตเพราะต้องเข้าไปทำข่าวในพื้นที่อันตราย เช่น&nbsp; พื้นที่ที่มีการสู้รบ หรือพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยผู้ค้ายาเสพติด หรือองค์กรอาชญากรรม ในขณะที่นักข่าวบางรายเสียชีวิตเพราะถูกกลุ่มผู้มีอิธิพลทางการเมือง หรือศาสนาฆ่าปิดปากเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นภัยต่อตัวเอง</p>

<p>ทั้งนี้ ข้อมูลของหน่วยงาน The International News Safety Institute ยังระบุอีกว่า ในปี 2561 นี้มีประเทศที่มีนักข่าวเสียชีวิตมากที่สุด 5 ประเทศ คือ อัฟกานิสถาน ซีเรีย เอกวาดอร์ อินเดีย และเม็กซิโก</p>

<p>ทุกๆ วันนักข่าวทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการข่มขู่ การเซ็นเซอร์ การกักขัง และการใช้ความรุนแรงซึ่งรวมถึงการถูกทรมาน เพียงเพราะพยายามที่จะรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้สังคมได้รับรู้</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202405038fdd4d51dc77e03500fb8a5bcdb0ac3b084800.png' type='image/png' length='260519' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["วันแรงงานแห่งชาติ" 1 พ.ค. ของทุกปี เพื่อยกย่องให้ความสำคัญของแรงงาน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/284156</link>
<guid isPermaLink="false">f7d17496bad578470734a22b4d15b1db</guid>
<pubDate>Wed, 01 May 2024 08:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ</strong></p>

<p>.</p>

<p>วันแรงงานในประเทศไทยถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัชสมัยรัชกาลที่ 8 และรัฐบาลได้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันกรรมกรแห่งชาติในปี พ.ศ. 2499 และได้เปลี่ยนชื่อเป็นวันแรงงานในปี พ.ศ. 2500 อุตสาหกรรมไทยในสมัยก่อนได้เริ่มขยายตัวมากขึ้น ผู้ใช้แรงงานต่างก็มีปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งปัญหาแรงงานก็ยังมีความซับซ้อนยากที่จะแก้ไขได้โดยง่าย ทำให้ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดการบริหารแรงงาน โดยเป็นการจัดสรรและพัฒนาแรงงาน ตลอดจนคุ้มครองและดูแลสภาพการทำงานของแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างรากฐานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างให้ดีขึ้น ซึ่งในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 คณะกรรมการจัดงานที่ระลึกแรงงานได้จัดประชุมขึ้น โดยมีความเห็นตรงกันว่าควรกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ให้เป็นวันที่ระลึกถึงแรงงานไทย จึงได้มีหนังสือถึงนายรัฐมนตรีขอให้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม ทำให้นับแต่นั้นมา วันที่ 1 พฤษภาคม จึงกลายเป็น วันกรรมกรแห่งชาติ จนต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วันแรงงานแห่งชาติ</p>

<p>.</p>

<p>ในปี พ.ศ. 2500 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ที่ได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติได้ แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีอายุได้เพียง 18 เดือนก็ถูกยกเลิกไป โดยมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 มาแทนที่ และให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงาน อีกทั้งยังกำหนดให้วันกรรมกรเป็นวันหยุดตามประเพณี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมีความไม่แน่นอน จึงมีคำชี้แจงออกมาในแต่ละปีเพื่อเป็นการเตือนนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม โดยในบางมีก็ได้มีการขอร้องไม่ให้มีการเฉลิมฉลองเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง</p>

<p>.</p>

<p>จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. 2517 ได้เปิดโอกาสให้มีการเฉลิมฉลองตามสมควร โดยได้มอบหมายให้กรมแรงงานที่ขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทยจัดงานฉลองวันแรงงานแห่งชาติขึ้นที่สวนลุมพินี ภายในงานได้มีการจัดให้ทำบุญตักบาตร มีนิทรรศการแแสดงความรู้ ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย</p>

<p>.</p>

<p>สำหรับ วันแรงงานแห่งชาติ ไม่ถือว่าเป็นวันหยุดทางราชการ ฉะนั้น หน่วยงานราชการก็ยังคงเปิดทำงานและให้บริการตามปกติในวันแรงงานแห่งชาติ ส่วนที่มีการหยุดงานจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานเอกชนเท่านั้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/202405015b11edbfdc62ee922f3eeed8e51d17f1080349.jpg' type='image/jpg' length='2851591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ธอส. ช่วยคนไทยมีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น จัดทำสินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ยปีแรกเพียง 1.90% ต่อปี ผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,500 บาท/เดือน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/283744</link>
<guid isPermaLink="false">5e7c33afcebf5f193c5d94b7aa3f9d69</guid>
<pubDate>Tue, 30 Apr 2024 08:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ธอส. ออกสินเชื่อ Mild Home เพื่อคนอยากมีบ้าน&nbsp;</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ก่อนหน้านี้ โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home เป็นโครงการที่สานต่อจากโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (บ้านล้านหลัง) ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าทั้ง 3 ระยะ ต่อมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ (9 เม.ย. 67) ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำ &ldquo;โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home&rdquo; กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท <u>สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน</u> ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ปลูกสร้าง และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย (ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด) <u>ในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท</u> อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5 ปีแรก เท่ากับ 3.00% ต่อปี ปีที่ 6-7 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 8-9 เท่ากับ MRR-1.50% ต่อปี ปีที่ 10 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อยเท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับซื้ออุปกรณ์ฯ เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.90% ต่อปี) พิเศษ!! ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน (1,900 &ndash; 2,300 บาท)<br />
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วม &ldquo;โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home&rdquo; ธนาคารเปิดให้รับรหัสเข้าร่วมโครงการได้พร้อมกันทั่วประเทศ ผ่าน Mobile Application : GHB ALL GEN พร้อมสมัคร Line GHB Buddy และรับรหัส 6 หลัก เพื่อนำมาประกอบการ<u>ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 เป็นต้นไป และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือก่อนกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหาก ธอส. ให้สินเชื่อเต็มกรอบวงเงินโครงการแล้ว</u><br />
<strong>สานต่อนโยบายรัฐบาล ต่อยอดสู่สินเชื่อ Mild Home สำหรับผู้ต้องการวงเงินกู้มากกว่า 3 ล้านบาท</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีพันธกิจ &ldquo;ทำให้คนไทยมีบ้าน&rdquo; พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการส่งเสริมให้คนไทยทุกกลุ่มได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองง่ายขึ้น ด้วยการจัดทำ &ldquo;สินเชื่อ Mild Home&rdquo; กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท <strong>สำหรับผู้ที่ต้องการกู้เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโด</strong>, ที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส., ปลูกสร้าง, ต่อเติม และซ่อมแซม <u>วงเงินกู้มากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไป</u> คิดอัตราดอกเบี้ยปีแรกเพียง 1.90% ต่อปี, ปีที่ 2 เท่ากับ 2.90% ต่อปี, ปีที่ 3 เท่ากับ 3.90% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรก เพียง 2.90% และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR -1.00% ต่อปี และกรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันเท่ากับ 6.795% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 40 ปี เงินงวดปีแรกเพียงล้านละ 2,500 บาทต่อเดือน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสินเชื่อดังกล่าวสามารถ<u>ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2567 เป็นต้นไป และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567</u> ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ G H Bank Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook : ธนาคารอาคารสงเคราะห์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240501b09f5a16c5b673197b707067b769b532080334.jpg' type='image/jpg' length='512710' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-บรูไนฯ เชื่อมสัมพันธ์ 40 ปี ลงนาม MOU 2 ฉบับ เดินหน้าร่วมมือทุกมิติ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/283739</link>
<guid isPermaLink="false">e8911f8d664bace1c4790a9ebdee637b</guid>
<pubDate>Tue, 30 Apr 2024 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>40 ปี ความสัมพันธ์ไทย &ndash; บรูไนดารุสซาลาม</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นับเป็นเวลากว่า 40 ที่ไทยและบรูไนฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างใกล้ชิด (ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไนฯ วันที่ 1 มกราคม 2527) เป็นพันธมิตรที่ดีของไทยต่อเรื่องต่าง ๆ โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงอยู่เสมอ ทั้งในด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจการค้า/การลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้ (10 ต.ค. 66 ) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการ โดยได้เข้าเฝ้าฯ และหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม เกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคี และประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก&nbsp;<br />
<strong>สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ เสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 12 ปี</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(29 เม.ย. 67) เน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยาวนาน สมเด็จพระราชาธิบดีฯ แห่งบรูไนดารุสซาลาม เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล พร้อมหารือเต็มคณะเพื่อกระชับความร่วมมือ<br />
ในทุกมิติ ที่ผ่านมาตลอด 40 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของ ไทย-บรูไนฯ มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพระหว่างกัน ดังนี้<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;&bull; ด้านเศรษฐกิจ</strong> ไทยและบรูไนฯ เสนอให้มีการตั้งกลไกการค้าทวิภาคีในระดับนโยบาย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าโดยเฉพาะการขจัดอุปสรรคทางการค้า และหารือถึงแนวทางในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และแสวงหาโอกาสมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจและทำงานร่วมกัน&nbsp;<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;&bull; ด้านความมั่นคงทางอาหาร</strong> ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ฮาลาลคุณภาพสูง ในขณะที่บรูไนฯ มีมาตรฐานการรับรองฮาลาลที่ดี ไทยจึงเสนอความร่วมมือระหว่างศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาลไทยซึ่งจะจัดตั้งขึ้นเร็ว ๆ นี้ กับฝ่ายบรูไนฯ โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ครั้งที่ 1 ในวันที่ 7- 8 พฤษภาคม 2567&nbsp;<br />
&nbsp;<strong> &nbsp;&bull; ด้านการท่องเที่ยว</strong> ไทยและบรูไนฯ มีการลงนาม MOU ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว และกิจกรรมไมซ์ โดยบรูไนฯ ชื่นชมไทยสำหรับโครงการ &ldquo;6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง&rdquo; เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค พร้อมยินดีแสวงหาความร่วมมืออำนวยความสะดวกการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>&bull; ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล</strong> ทั้งสองฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ปัจจุบันได้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ธนาคารกลางบรูไนฯ ในการพัฒนาระบบการชำระเงินที่รวดเร็ว เช่น การชำระเงินแบบเรียลไทม์ มาตรฐาน QR Code การชำระเงินดิจิทัล และการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ ไทยยินดีที่บรูไนฯ ได้เข้าร่วม และลงนามใน MoU ว่าด้วยความร่วมมือในการเชื่อมโยง การชำระเงินในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมโยงทางการเงินในอาเซียน<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;&bull; ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน</strong> รัฐบาลบรูไนฯ มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนไทย โดยเฉพาะจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับไปศึกษาศาสนาอิสลามในประเทศบรูไนฯ พร้อมขอเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งจัดทำบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานไทยในบรูไนฯ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษา และการพัฒนาโครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OVOP)<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;&bull; ความร่วมมือในอาเซียน</strong> เพื่อส่งเสริมอาเซียนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และมีความยั่งยืน ไทย &ndash; บรูไนฯเห็นพ้องในหลักการสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change: ACCC) ในประเทศบรูไน โดย บรูไนฯ ได้ชื่นชมไทยที่แสดงบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือในอาเซียน<br />
<strong>&nbsp; &nbsp;&bull; สถานการณ์ในเมียนมา</strong> ไทยและบรูไนฯ ต่างมุ่งหวังในการเห็นเมียนมาที่สงบสุข มั่นคง และเป็นเอกภาพ เพราะจะส่งผลต่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกอาเซียน โดย บรูไนฯ ชื่นชมการสนับสนุนทางด้านมนุษยธรรมตามแนวชายแดนไทย - เมียนมาของไทย และพร้อมสนับสนุนความพยายามของไทยทางด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมา<br />
&nbsp;<strong> &nbsp;&bull; สถานการณ์ในตะวันออกกลาง</strong> สมเด็จพระราชาธิบดีฯ มีพระราชดำรัสแสดงความเสียใจต่อผลกระทบของคนไทยในเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และมุ่งหวังที่จะให้ทุกฝ่ายหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ สำหรับไทยนายกฯ กล่าวว่าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเดินหน้าการเจรจา และบรรลุการหยุดยิงด้านมนุษยธรรม ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้มากขึ้น&nbsp;<br />
<strong>ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง (MOU) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่</strong><br />
1. บันทึกความเข้าใจระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของไทยและสำนักงานการลงทุนบรูไนฯ<br />
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงทรัพยากรพื้นฐานและการท่องเที่ยวแห่งบรูไนฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;โดย ผู้นำทั้งสองประเทศแสดงความพอใจต่อผลลัพธ์ของการเยือนและเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่เพื่อให้มีการดำเนินการเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังสนับสนุนให้มี<br />
การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศในทุกระดับให้มากขึ้น เพื่อรักษาพลวัตที่ดีของความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240430f216dcb4c89dcdea2903128a72aaad2c084107.jpg' type='image/jpg' length='583599' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กยศ.ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 15 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกัน]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/282726</link>
<guid isPermaLink="false">76ebbb5d33837e4c3f28bc56d29d4234</guid>
<pubDate>Fri, 26 Apr 2024 08:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เผยมีผู้กู้ยืมที่ถูกดำเนินคดีในปี 2557 จำนวนประมาณ 60,000 ราย ที่ทำการคำนวณภาระหนี้เบื้องต้นแล้ว พบว่ายังมีภาระหนี้ค้าง กองทุนฯ จึงขอเชิญผู้กู้ยืมกลุ่มนี้ติดต่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้มีโอกาสผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาใหม่ เพื่อขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้อีก 15 ปี และผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดทันที หลังจากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ในกรณีนี้กองทุนฯ อาจจำเป็นต้องบังคับคดีไว้ก่อนเพื่อป้องกันการขาดอายุความ แต่จะงดการขายทอดตลาดไว้ ขอให้ผู้กู้ยืมกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องกังวลใจ&nbsp;<br />
<strong>เงื่อนไขสัญญา ปรับโครงสร้างหนี้</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; กำหนดให้ผู้กู้ยืมผ่อนชำระเงินคืนกองทุนฯ เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; ต้องชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; ในการชำระเงินงวดสุดท้าย ผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; เมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้น กองทุนฯจะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด<br />
<strong>จัดมหกรรมแก้หนี้ ทั่วประเทศ&nbsp;</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผู้กู้ยืมสามารถเข้าร่วมปรับโครงสร้างหนี้ที่งาน &ldquo;มหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม&rdquo; ที่จะจัดขึ้น ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; วันที่ 27 เมษายน 2567 ณ เทศบาลเมืองบ้านสวน จังหวัดชลบุรี&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; วันที่ 28 เมษายน 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ กรุงเทพฯ&nbsp;<br />
หลังจากนั้น จะมีการจัดในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป และผู้กู้ยืมสามารถเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่สำนักงานกองทุนฯทุกวัน โดยสามารถลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้...&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th<br />
<strong>สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ตามกฎหมาย</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;กองทุนฯ ได้เตรียมดำเนินการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนให้เป็นไปตามประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา และตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 โดยผู้กู้ยืมที่มีสิทธิ์เข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; กลุ่มก่อนฟ้องคดี&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; กลุ่มที่บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ฟ้องคดี&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; กลุ่มที่ฟ้องคดีแล้ว แต่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; กลุ่มที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ยังไม่บังคับคดีและได้บังคับคดีแล้ว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; กลุ่มอื่น ๆ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240426fba86c0d3fccd79627b08da7c773fa6d082756.jpg' type='image/jpg' length='517767' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบ 4 วาระกระชับความร่วมมือระหว่างไทย - บังกลาเทศ เชื่อมสัมพันธ์ทุกมิติ]]></title>
<link>https://pathumthani.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/282723</link>
<guid isPermaLink="false">0580d618ef2ba7ea1c16ef42b0c21f32</guid>
<pubDate>Fri, 26 Apr 2024 08:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 23 เมษายน 2567 มีมติเห็นชอบ 4 วาระที่จะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทยกับบังกลาเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน</strong> ระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงไฟฟ้า พลังงาน และทรัพยากรแร่สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; ร่างบันทึกฯ เป็นกรอบและแนวทางการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างไทยและบังกลาเทศในด้านพลังงาน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรด้านพลังงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใน 5 มิติหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานหมุนเวียน ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; จะดำเนินการในรูปแบบทวิภาคี โดยการจัดตั้งการประชุมด้านพลังงานประจำปี (Energy Forum) เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนแนวนโยบายด้านพลังงานร่วมกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; การดำเนินความร่วมมือในโครงการด้านพลังงานแบบรัฐต่อรัฐ การผลักดันและอำนวยความสะดวกให้กับรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศในการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านพลังงาน<br />
&nbsp; &nbsp; <strong>2. เห็นชอบการจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งบังกลาเทศ</strong> <strong>ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการ</strong> ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ โดยที่ นรม. บังกลาเทศ จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน 2567&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; สาระสำคัญของร่างความตกลงฯ เช่น ผู้ถือหนังสือเดินทางราชการของไทยและบังกลาเทศ จะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการเดินทางเข้า เดินทางออกจาก เดินทางผ่าน และพำนักอยู่ชั่วคราวในดินแดนของรัฐภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่เดินทางเข้า<br />
&nbsp; &nbsp;<strong>3. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว</strong> ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการบินพลเรือนและการท่องเที่ยวแห่งบังกลาเทศ ซึ่ง รอง นรม. และ รมว. กต. บังกลาเทศ จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 26 เมษายน 2567&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &bull; สาระสำคัญ เช่น บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยมีกรอบความร่วมมือ อาทิ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและโครงการต่างๆ จัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์ให้เกิดการท่องเที่ยวระหว่างกัน และการบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นระยะเวลา 4 ปี และต่ออายุอัตโนมัติ เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งความประสงค์ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจฯ<br />
&nbsp;<strong>&nbsp; 4. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ที่จะเริ่มการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี ไทย &ndash; บังกลาเทศ</strong> ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของ พณ. ไทยและบังกลาเทศในการเริ่มเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) ไทย - บังกลาเทศ ภายในปี 2567</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pathumthani.prd.go.th/th/file/get/file/20240426e56c8f5fd6ca9de60f221427e86106e0082137.jpg' type='image/jpg' length='655286' />
</item>
</channel>
</rss>
